posttoday
ปลื้ม มูรินโญ..สาปส่ง เสี่ยหมี

ปลื้ม มูรินโญ..สาปส่ง เสี่ยหมี

05 กันยายน 2554

เมื่อนักเตะดังต้องอำลาจากสโมสรต้นสังกัด

เมื่อนักเตะดังต้องอำลาจากสโมสรต้นสังกัด

ก็มักมีข้อมูลบางอย่างออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งมีให้เห็นอยู่เสมอ และส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่

เช่นเดียวกับ มิชาเอล บัลลัก ที่กลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดเมืองเบียร์เยอรมนีกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน สโมสรที่เขาเคยสร้างชื่อมาก่อน (ปี 1999-2002) หลังเก็บกระเป๋าออกจากถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่เขารับใช้มา 5 ฤดูกาล (2006-2010) โดยเราได้เห็นเขาครั้งสุดท้ายในถิ่นผู้ดีก็คือ เดินขากะเผลกออกจากสนามในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2010 กับ ปอร์ตสมัท ณ สนามเวมบลีย์ เนื่องจากมีอาการเจ็บทั้งเข่าและข้อเท้า

ปลื้ม มูรินโญ..สาปส่ง เสี่ยหมี

อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมนี ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง “เดลีเมล์” แบบยาวเหยียด ซึ่งคงต้องขอตัดทอนเอาเฉพาะเนื้อๆ เท่านั้น

บัลลัก ยืนยันว่า “เสี่ยหมี” โรมันอับราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียที่เป็นเจ้าของทีมนั้น เป็นคนที่เคร่งครัดจัด แถมจะออกไปทางโหดซะด้วย เรียกว่าไม่มีความเมตตาปรานีให้เห็น หากเขาไม่พอใจใครขึ้นมา ทำให้กุนซือหน้าไหนที่เข้ามาคุมทีมสิงห์บลู จะถูกคาดหวังสูงอย่างไม่ต้องสงสัย

ขณะที่บรรดานักเตะในทีมต่างก็มี “อีโก” สูงไม่แพ้ความทะเยอทะยานของเสี่ยหมี แต่ละคนจะมีโลกส่วนตัวรวมทั้งมีความเห็นแก่ตัว โดยที่ผู้จัดการทีมสามารถสั่งพวกเขาได้เฉพาะในสนาม หรือเกี่ยวกับเรื่องแผนการเล่นเท่านั้น หากเป็นเรื่องอื่น บอกได้เลยว่ายากมาก

เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ผมได้ไปสัมผัสมาในการไปเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์เมื่อปีที่แล้ว หลังได้รับคำเชิญจากสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เซ็นสัญญาเป็น “โกลบอล พาร์ตเนอร์” กับทั้งเชลซี และ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ข้อมูลที่ผมได้มาก็คือ การจะให้นักเตะเชลซีไปทำกิจกรรมหรือสัมภาษณ์กับสื่อใด ผู้จัดการทีมไม่สามารถไปบังคับพวกเขาได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความพอใจของนักเตะด้วย ซึ่งผิดกับทางทีมผีแดง ไม่ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือชาวสกอตต์ จะพูดหรือสั่งอะไร ลูกทีมทุกคนจะน้อมคำนับทำตามแต่โดยดี เรียกว่าเหมือนพ่อคนที่ 2 เลยก็ว่าได้

“ผมยังไม่เคยมีโอกาสบอกลา (แฟนๆ เชลซี) อย่างเป็นทางการเลย เพราะหลังจากเกมสุดท้าย เรามีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องสัญญาฉบับใหม่ และผมก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดี” บัลลัก กล่าวอย่างสังเวชใจ

แล้วในที่สุดทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และบัลลักที่เป็นกัปตันทีม “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี และรับใช้ชาติมาถึง 98 นัดก็ไม่มีรายชื่อไปร่วมโม่แข้งใน เวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ และนับแต่นั้นก็หลุดหายจากทีมชาติมาจนทุกวันนี้

มิดฟิลด์วัย 34 อดีตดาวยิงบาเยิร์น มิวนิก ยอดทีมในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ช่วงปี 2002-2006 และเคยเป็นจอมทัพที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ยอมรับว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่การต้องจากเชลซีแบบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่นั้น มันคาใจเขาไม่น้อยทีเดียว แล้วก็เชื่อลึกๆ ว่าคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือเชลซี ยังอยากให้เขาอยู่กับทีม แต่มันเป็นการตัดสินใจของสโมสร ไม่ใช่โค้ช

“มันเป็นความรู้สึกของผม เมื่อได้พูดคุยกับโค้ช เขา (อันเชล็อตติ) เป็นผู้จัดการทีมที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย เขาแฟร์กับนักเตะทุกคน และพยายามหาวิธีเทรนที่ดีให้กับแต่ละคนซึ่งมันไม่ง่ายสำหรับโค้ชแน่กับบรรดานักเตะที่ล้วนมีอีโก” บัลลัก กล่าว พร้อมเสริมว่า อาชีพผู้จัดการทีมเชลซีนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอับราโมวิชใช้เงินซื้อนักเตะเข้าทีมถึง 120 ล้านปอนด์ (ราว 5,880 ล้านบาท)

นอกจากนี้ บัลลัก ยังบอกอีกว่า ในยุคที่ โจเซ มูรินโญ คุมทีมเชลซี ถือว่าเป็นกุนซือที่มีอิทธิพลกับลูกทีมมากโดยเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้าไปผสมผสานกับนักเตะได้ดี

“ผมได้ความรู้สึกมากทีเดียว หลังไปนั่งให้มูรินโญสัมภาษณ์ เพราะเขามีอิทธิพลโดดเด่นกับผู้คน และผมก็ชอบนะ ผมเฝ้าแอบดูเขาอยู่เสมอ”

บัลลัก มีโปรแกรมนำทัพ เลเวอร์คูเซน ไปเยือน เชลซี ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลุ่มอี วันอังคารที่ 13 ก.ย.นี้ คิดว่าคงไม่ต้องเดาถึงความต้องการของบัลลักหรอกนะ ในการไปเจอกับอดีตทีมเก่าครั้งนี้

&<2288;


 

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI