
ปลื้ม มูรินโญ..สาปส่ง เสี่ยหมี
เมื่อนักเตะดังต้องอำลาจากสโมสรต้นสังกัด
เมื่อนักเตะดังต้องอำลาจากสโมสรต้นสังกัด
ก็มักมีข้อมูลบางอย่างออกมาเปิดเผยต่อสาธารณชน ซึ่งมีให้เห็นอยู่เสมอ และส่วนใหญ่มักไม่ค่อยเป็นเรื่องดีสักเท่าไหร่
เช่นเดียวกับ มิชาเอล บัลลัก ที่กลับไปค้าแข้งในบ้านเกิดเมืองเบียร์เยอรมนีกับ ไบเออร์ เลเวอร์คูเซน สโมสรที่เขาเคยสร้างชื่อมาก่อน (ปี 1999-2002) หลังเก็บกระเป๋าออกจากถิ่นสแตมฟอร์ดบริดจ์ของ “สิงโตน้ำเงินคราม” เชลซี ที่เขารับใช้มา 5 ฤดูกาล (2006-2010) โดยเราได้เห็นเขาครั้งสุดท้ายในถิ่นผู้ดีก็คือ เดินขากะเผลกออกจากสนามในนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ 2010 กับ ปอร์ตสมัท ณ สนามเวมบลีย์ เนื่องจากมีอาการเจ็บทั้งเข่าและข้อเท้า
อดีตกัปตันทีมชาติเยอรมนี ได้ให้สัมภาษณ์กับทาง “เดลีเมล์” แบบยาวเหยียด ซึ่งคงต้องขอตัดทอนเอาเฉพาะเนื้อๆ เท่านั้น
บัลลัก ยืนยันว่า “เสี่ยหมี” โรมันอับราโมวิช มหาเศรษฐีชาวรัสเซียที่เป็นเจ้าของทีมนั้น เป็นคนที่เคร่งครัดจัด แถมจะออกไปทางโหดซะด้วย เรียกว่าไม่มีความเมตตาปรานีให้เห็น หากเขาไม่พอใจใครขึ้นมา ทำให้กุนซือหน้าไหนที่เข้ามาคุมทีมสิงห์บลู จะถูกคาดหวังสูงอย่างไม่ต้องสงสัย
ขณะที่บรรดานักเตะในทีมต่างก็มี “อีโก” สูงไม่แพ้ความทะเยอทะยานของเสี่ยหมี แต่ละคนจะมีโลกส่วนตัวรวมทั้งมีความเห็นแก่ตัว โดยที่ผู้จัดการทีมสามารถสั่งพวกเขาได้เฉพาะในสนาม หรือเกี่ยวกับเรื่องแผนการเล่นเท่านั้น หากเป็นเรื่องอื่น บอกได้เลยว่ายากมาก
เรื่องนี้สอดคล้องกับที่ผมได้ไปสัมผัสมาในการไปเยือนสแตมฟอร์ดบริดจ์เมื่อปีที่แล้ว หลังได้รับคำเชิญจากสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ที่เซ็นสัญญาเป็น “โกลบอล พาร์ตเนอร์” กับทั้งเชลซี และ “ปีศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ข้อมูลที่ผมได้มาก็คือ การจะให้นักเตะเชลซีไปทำกิจกรรมหรือสัมภาษณ์กับสื่อใด ผู้จัดการทีมไม่สามารถไปบังคับพวกเขาได้ ขึ้นอยู่กับความพร้อมและความพอใจของนักเตะด้วย ซึ่งผิดกับทางทีมผีแดง ไม่ว่า เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอดกุนซือชาวสกอตต์ จะพูดหรือสั่งอะไร ลูกทีมทุกคนจะน้อมคำนับทำตามแต่โดยดี เรียกว่าเหมือนพ่อคนที่ 2 เลยก็ว่าได้
“ผมยังไม่เคยมีโอกาสบอกลา (แฟนๆ เชลซี) อย่างเป็นทางการเลย เพราะหลังจากเกมสุดท้าย เรามีการพูดคุยกันเกี่ยวกับเรื่องสัญญาฉบับใหม่ และผมก็คิดว่าทุกอย่างน่าจะลงเอยด้วยดี” บัลลัก กล่าวอย่างสังเวชใจ
แล้วในที่สุดทุกอย่างก็เปลี่ยนไป และบัลลักที่เป็นกัปตันทีม “อินทรีเหล็ก” เยอรมนี และรับใช้ชาติมาถึง 98 นัดก็ไม่มีรายชื่อไปร่วมโม่แข้งใน เวิลด์คัพ 2010 ที่แอฟริกาใต้ และนับแต่นั้นก็หลุดหายจากทีมชาติมาจนทุกวันนี้
มิดฟิลด์วัย 34 อดีตดาวยิงบาเยิร์น มิวนิก ยอดทีมในศึกบุนเดสลีกา เยอรมนี ช่วงปี 2002-2006 และเคยเป็นจอมทัพที่ดีที่สุดในโลกคนหนึ่ง ยอมรับว่าทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แต่การต้องจากเชลซีแบบไม่ค่อยสวยสักเท่าไหร่นั้น มันคาใจเขาไม่น้อยทีเดียว แล้วก็เชื่อลึกๆ ว่าคาร์โล อันเชล็อตติ กุนซือเชลซี ยังอยากให้เขาอยู่กับทีม แต่มันเป็นการตัดสินใจของสโมสร ไม่ใช่โค้ช
“มันเป็นความรู้สึกของผม เมื่อได้พูดคุยกับโค้ช เขา (อันเชล็อตติ) เป็นผู้จัดการทีมที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย เขาแฟร์กับนักเตะทุกคน และพยายามหาวิธีเทรนที่ดีให้กับแต่ละคนซึ่งมันไม่ง่ายสำหรับโค้ชแน่กับบรรดานักเตะที่ล้วนมีอีโก” บัลลัก กล่าว พร้อมเสริมว่า อาชีพผู้จัดการทีมเชลซีนั้นมีความเสี่ยงสูงมาก เพราะอับราโมวิชใช้เงินซื้อนักเตะเข้าทีมถึง 120 ล้านปอนด์ (ราว 5,880 ล้านบาท)
นอกจากนี้ บัลลัก ยังบอกอีกว่า ในยุคที่ โจเซ มูรินโญ คุมทีมเชลซี ถือว่าเป็นกุนซือที่มีอิทธิพลกับลูกทีมมากโดยเอาความสัมพันธ์ส่วนตัวเข้าไปผสมผสานกับนักเตะได้ดี
“ผมได้ความรู้สึกมากทีเดียว หลังไปนั่งให้มูรินโญสัมภาษณ์ เพราะเขามีอิทธิพลโดดเด่นกับผู้คน และผมก็ชอบนะ ผมเฝ้าแอบดูเขาอยู่เสมอ”
บัลลัก มีโปรแกรมนำทัพ เลเวอร์คูเซน ไปเยือน เชลซี ในศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก กลุ่มอี วันอังคารที่ 13 ก.ย.นี้ คิดว่าคงไม่ต้องเดาถึงความต้องการของบัลลักหรอกนะ ในการไปเจอกับอดีตทีมเก่าครั้งนี้
&<2288;







