
แพร์-ศศิปรียา จิราธิวัฒน์ ฝันแล้วต้องทำได้
ขึ้นแท่นเป็นเซเลบน้องใหม่แห่งวงการไฮโซมาตั้งแต่ยังไม่เข้ารั้วมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ
โดย...พุสดี สิริวัชระเมตตา
ขึ้นแท่นเป็นเซเลบน้องใหม่แห่งวงการไฮโซมาตั้งแต่ยังไม่เข้ารั้วมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำสำหรับแพร์-ศศิปรียา จิราธิวัฒน์ ส่วนหนึ่งต้องยอมรับอาจเป็นเพราะนามสกุลที่ชวนสะดุดกึก ชนิดไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเธอต้องเป็นทายาทของตระกูลดังเจ้าของธุรกิจเครือเซ็นทรัล บวกกับการที่ แพร์ ในเวลานั้นยังได้รับโอกาสเข้ามาชิมลาง โชว์ความสามารถในวงการเพลงบ้านเรากับค่ายเด็กแนวอย่าง “สมอลรูม” จนทำให้ชื่อของเธอเป็นที่รู้จักมากขึ้นในกลุ่มเด็กวัยรุ่น
ยิ่งกว่านั้น ด้วยหน้าตาและผิวพรรณที่ดูน่ารักชวนมองของน้องแพร์ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะทำให้สาวน้อยทายาทตระกูลดังเป็นที่คุ้นหน้าคุ้นตาทั้งในวงสังคมและวงการเพลง
ลุคที่ดูเด็กและสดใสของน้องแพร์หลายคนอาจไม่รู้ว่าปัจจุบันเธอผ่านพ้นวัยเฟรชชี และกำลังศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 2 คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยสาวแพร์เลือกวิชาเอกด้านสถาปัตยกรรมภายใน (สน.) เนื่องจากมีความใฝ่ฝันอันแรงกล้าว่าอยากจะเป็นอินทีเรียร์ในอนาคต
ถึงจะคันไม้คันมืออยากฝึกวิชาด้านตกแต่งภายในจนใจจะขาดอยู่รอนๆ แล้ว สาวแพร์ก็จำต้องอดใจรอต่อไป เพราะที่คณะสถาปัตย์แม้จะให้นักศึกษาเลือกวิชาเอกตั้งแต่ตอนที่เอนทรานซ์ แต่กว่าจะได้เรียนวิชาหลักจริงจังก็ต้องขึ้นปี 3 ก่อน ซึ่งต่างจากวิชาเอกอื่นๆ ของคณะที่ได้เริ่มเรียนตั้งแต่ปี 2 แล้ว
“ตอนแรกก็คิดหนักอยู่ว่าจะเรียนอะไรดี แต่เห็นว่าที่บ้านทำกิจการโรงแรม เลยคิดว่าจบภาคนี้มาน่าจะช่วยกิจการที่บ้านได้ แต่หารู้ไม่ว่า พอเข้าไปเรียนแล้ว เป็นภาคที่หนักที่สุดในจำนวนทุกภาคเลย เพราะพอขึ้นปี 3 แล้วจะต้องทำโปรเจกต์ส่งอาจารย์ทั้งของภาคตัวเองและของภาคสถาปัตยกรรมควบคู่ไปด้วย
ถามว่าเรียนยากมั้ย ยากอยู่แล้ว แต่ที่หนักใจคือเรื่องปริมาณของงานมากกว่าค่ะ เพราะค่อนข้างเยอะ คือทุกคนจะเตือนก่อนตั้งแต่เข้ามาแล้วว่า หนักนะ ซึ่งเราก็เตรียมใจมาว่าหนักในระดับหนึ่ง แต่พอของจริงหนักกว่าที่เราคิดไว้อีก เพราะงานเยอะมาก (เน้นเสียง)”
แอบบ่นเล็กน้อย แต่สำหรับสาวเก่ง แถมสวยอย่างน้องแพร์ เธอยังยืนยันว่าไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรง หากรู้จักแบ่งเวลาให้ดีๆ ก็สามารถจัดการกับงานต่างๆ ได้ ซึ่งเจ้าตัวการันตีว่า แม้งานจะมากมายเป็นภูเขาขนาดไหน ก็สามารถเคลียร์ให้เสร็จทันส่งอาจารย์ได้ทุกครั้ง เพียงแต่อาจจะเหนื่อยมาก หรือบางครั้งถึงกับไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันเลยทีเดียว
การเรียนที่หนักหน่วงบวกกับอีเวนต์หาได้ทำให้ความตั้งใจเรียนของสาวแพร์ใส่เกียร์ถอย เพราะเธอยังรักษาผลการเรียนไว้ได้ระดับที่ดี เฉลี่ย 3.00 แต่ถ้าถามว่าเธอเป็นนักกิจกรรมตัวยงของมหาวิทยาลัยหรือไม่ สาวแพร์ตอบอย่างไม่ลังเลว่า ถ้าของมหาวิทยาลัยเธอไม่เถียงว่าไม่ค่อยได้เข้าไปมีส่วนร่วม แต่ถ้าเป็นของคณะก็เต็มที่
ส่วนการออกงานสังคมนั้น น้องแพร์บอกว่าถ้าช่วงไหนเรียนหนักๆ จะไม่ค่อยออกงานเลย เรียกว่าทุ่มเทให้กับการเรียนเป็นอันดับแรก แต่ถ้าเป็นช่วงปิดเทอมที่มีเวลาว่าง เธอก็อาจจะแบ่งเวลาสำหรับออกงานสังคมบ้าง แต่ก็จะเลือกงานที่เหมาะสม และเจ้าตัวสะดวกที่จะไป
“เราไม่ได้ไปทุกงาน แน่นอนถ้างานที่เชิญมาชนกับเวลาเรียนนี่ เราก็ไม่ไป แต่บางครั้งจริงอยู่ที่งานอีเวนต์มักจัดช่วงเย็นๆ เราเลิกเรียนแล้วก็จริง แต่บางวันเรียนหนักมาทั้งวัน กว่าจะเลิกเรียนก็เย็น เราก็หมดสภาพแล้ว ซ้ำร้ายถ้าวันรุ่งขึ้นต้องมีส่งงานด้วย เราก็คงเลือกที่จะปฏิเสธไม่ออกงาน”
อย่างไรก็ตาม แม้จะขีดเส้นแบ่งอาณาเขตไว้อย่างชัดเจนระหว่างเรื่องเรียนและเรื่องการออกงานสังคม แต่หนึ่งงานอดิเรกที่สาวแพร์รัก และเลือกที่จะเจียดเวลามาทำอย่างไม่อิดออดคือ การร้องเพลง น้องแพร์เล่าว่า ล่าสุดกำลังมีโครงการจะทำวง โดยตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าจะมีสมาชิก 4 คนคือ ตัวแพร์ พีชพชร จิราธิวัฒน์น้องชาย และนักแสดงจากภาพยนตร์เรื่องห่วยขั้นเทพ และเพื่อนของแพร์ที่มหาวิทยาลัยอีก 2 คน
“แพร์ก็ร้องเพลงกับสมอลรูมอยู่แล้ว แต่อยากทำเป็นวงมากกว่า เพราะรู้สึกว่าการร้องออกเดี่ยวมันเขิน ซึ่งหลังจากทำซิงเกิลเดี่ยวไปเมื่อตอนอยู่ ม.5 เราก็ยังมีโอกาสได้ร่วมแจมกับทางค่ายอยู่บ้าง แต่สำหรับโปรเจกต์นี้เราวางแผนกันมาประมาณหนึ่ง แต่ยังไม่ได้เริ่มทำอย่างจริงจัง เพราะทุกคนภารกิจเยอะมาก แพร์ก็เยอะ น้องพีชก็ถ่ายหนัง”
งานเพลงถึงขณะนี้เป็นรูปเป็นร่างแค่ 20% คือเพิ่งได้สมาชิกของวงครบถ้วน หลังจากหาสมาชิกมาเป็นปี เพราะอยากได้เพื่อนร่วมวงที่มีแนวดนตรี ความคิดเหมือนกัน มีความชอบและอยากจะทำจริงๆ ซึ่งจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้ตั้งชื่อวงอย่างเป็นทางการ แค่มีไว้ในใจ ช่วงนี้ก็เริ่มซ้อมด้วยการเอาเพลงคนอื่นมาแกะ เพื่อพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ก่อน
“จริงๆ ตอนนี้พี่ๆ ที่สมอลรูมก็ช่วยๆ ไกด์แต่งเพลงให้ แต่เราก็ไม่ได้รีบอะไร คิดว่าโอเค ถ้าตอนนี้เรายังยุ่งๆ อยู่ก็ค่อยเป็นค่อยไปดีกว่า โดยแนวเพลงที่ออกมาก็คิดกันว่าจะเป็นซิงเกิลสนุกๆ มากกว่าออกเป็นอัลบั้ม ซึ่งต้องใช้เวลาทำนาน ซึ่งตรงกับความต้องการของแพร์ ที่รู้สึกว่าการทำเป็นซิงเกิลจะไม่เป็นการบังคับตัวเองเกินไปว่าต้องทำให้เสร็จทั้งอัลบั้ม ซึ่งคาดว่าเร็วที่สุดแฟนเพลงน่าจะได้ฟังซิงเกิลช่วงปลายปี”
ดูภายนอกน้องแพร์อาจเป็นคนสบายๆ ชิล ชิล ไม่คิดมาก แต่เจ้าตัวก็ยอมรับว่ามีบางครั้งที่เกิดอาการสติแตกจากความกดดัน และความเครียดที่ถาโถมเข้ามาเหมือนกัน แล้วถึงค่อยๆ ตั้งสติ
สำหรับไม้ตายที่แพร์ใช้เป็นเพชฌฆาตความเครียดคือ เอาสติเป็นที่ตั้ง เช่นถ้าเป็นช่วงที่ต้องส่งโปรเจกต์ สาวแพร์เล่าว่า จะเอาปฏิทินมาเปิดกาง แล้ววางแพลนเลยว่าวันนี้ต้องทำอะไร แล้วก็ตั้งเป้าว่าต้องทำให้เสร็จ สาเหตุที่ต้องทำแบบนี้ก็เพราะเธอรู้นิสัยของตัวเองดีว่า เป็นคนสมาธิสั้น ไม่สามารถอยู่กับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งทั้งวันได้ซึ่งเจ้าตัวก็ไม่สามารถหาคำตอบได้ รู้แต่ว่าถ้าต้องทำแบบนั้นจะรู้สึกทรมานตัวเองมาก
นอกจากนี้ เจ้าตัวยังยอมรับด้วยว่าเป็นแบบนี้มาตั้งแต่สมัยอยู่ที่สาธิตแล้ว เวลาอ่านหนังสือจะไม่สามารถอ่านได้ทั้งวัน ในหัวมักตั้งคำถามว่า ทำไมต้องมานั่งอ่านหนังสือทั้งวัน ซึ่งแพร์ก็จะใช้วิธีแบ่งอ่านเอา คือ พออ่านถึงหน้านี้บทนี้ก็จะหยุดไปเล่นคอมพิวเตอร์ก่อน สักพักค่อยกลับมาอ่านหนังสือต่อ
สำหรับความฝันในอนาคตที่สาวแพร์วาดฝันไว้ เธอบอกว่า อยากทำงานอะไรก็ได้ที่เกี่ยวกับดีไซน์ เพราะเป็นคนที่ไม่ค่อยชอบการท่องหนังสือ ไม่ชอบทำงานประจำ อย่างการเข้าออฟฟิศทำงานเป็นเวลา ซึ่งเธอคิดว่าอาชีพอินทีเรียร์อาจจะเป็นฝันที่อยากเป็นมากที่สุด แต่ก็ไม่แน่ บางครั้งเธอก็อยากจะทำกิจการของตัวเอง อย่างการเปิดร้านเสื้อผ้าเหมือนกัน
“ด้วยนิสัยเราเป็นคนขี้เบื่อ ชอบทำอะไรจุกจิกๆ เล็กๆ น้อยๆ ดังนั้นถ้าต้องอยู่ออฟฟิศทั้งวัน แพร์อาจจะตายได้ (หัวเราะ) แต่อนาคตคงมาช่วยงานที่บ้าน จริงๆ แพร์ ก็อยากให้คุณพ่อทำบูทิกโฮเต็ลนะ ให้คุณพ่อทำแบรนด์ให้ แล้วแพร์จะเป็นคนออกแบบให้ แต่จะครีเอตออกมาเป็นแนวไหนก็ต้องขึ้นอยู่กับโลเกชัน และธีมที่ฮิตในตอนนั้น โดยจะเน้นการออกแบบที่เข้ากับยุคสมัย







