
คนแปลกหน้า...ในบ้านตัวเอง
วันนี้ความเป็นอยู่คนต่างด้าวในบ้านเราดูจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็ยังไม่วายได้ยินข่าวการกดขี่ข่มเหงอยู่เนืองๆ
วันนี้ความเป็นอยู่คนต่างด้าวในบ้านเราดูจะได้รับการยอมรับมากขึ้น แต่ก็ยังไม่วายได้ยินข่าวการกดขี่ข่มเหงอยู่เนืองๆ
โดย....ธนพล บางยี่ขัน
เหมือนถูกกระชับพื้นที่ด้วยคนต่างชาติ ต่างภาษา ที่รุกคืบเข้ามาทีละนิด จนวันนี้กลับกลายเป็นมวลชนกลุ่มใหญ่ มายืนประชิดอยู่ติดหลังบ้าน
ไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ผมเคยตื้นเต้นไปกับรถสองแถวแถวบ้าน ที่งัดกลยุทธ์เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ เพิ่มข้อความภาษาพม่าคู่กับป้ายภาษาไทย ระบุต้นสาย-ปลายสาย
มาระยะหลังดูจะเป็นเรื่องปกติ ที่บางวันรถสองแถวที่ผมใช้บริการแน่นขนัดไปด้วยคนต่างชาติที่ส่งภาษากันไปมา เล่นเอาผมกลายเป็นคนนอกนั่งทำตาปริบๆ
โดยเฉพาะช่วงสายวันเสาร์-อาทิตย์ ชาวต่างชาติ กลุ่มนี้จะพร้อมใจกันแต่งตัวเรียบร้อย ประแป้งเป็นริ้วๆ หิ้วตะกร้า ปิ่นโตอาหาร ดอกไม้ ไปทำบุญที่วัด จนคนพุทธแบบไทยๆ แบบผมต้องแอบเขิน
ทว่า หลังจากนั้นมา ป้ายที่เขียนด้วยภาษาพม่า เหมือนเพิ่มจำนวนกระจายติดอยู่ตามที่ต่างๆ ไล่ไปตามถนนหนทาง ร้านค้า ร้านมือถือ ฯลฯ ทั้งป้ายขายของและป้ายรับสมัครงาน
เห็นแล้วกระตุ้นให้รู้สึกถึงสิ่งที่กำลังรุกคืบเข้ามา !!!
หลายวันก่อนผมเจอรถกระบะติดเครื่องขยายเสียงติดป้ายโฆษณาขายบ้าน วิ่งผ่านหน้าไปแบบไม่ได้คิดอะไร แต่ต้องมาสะดุดตากับป้ายโฆษณาภาษาพม่าบนรถคันนั้น
คำถามชวนให้คิดต่อว่า ด้วยข้อจำกัดการจับจองซื้อบ้านของคนต่างชาติ ดูจะไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก แต่เหตุใดผู้ประกอบการถึงหันมาให้ความสนใจกับลูกค้ากลุ่มนี้
ชวนย้อนนึกไปถึงข่าวฮือฮาเล็กๆ ไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา เมื่อมหาชัยมีตู้เอทีเอ็มภาษาพม่าเป็นแห่งแรกๆ ของประเทศไทย ซึ่งไม่รู้ว่าจะภูมิใจดีหรือไม่
สัญญาณต่างๆ เหล่านี้ ตอกย้ำข้อมูลที่จังหวัดบ้านผม แรงงานต่างด้าวมาต่อใบอนุญาตทำงาน 1.2 แสนคน ซึ่งแน่นอนว่าไม่รวมแรงงานต่างด้าวนอกระบบอีกไม่น้อย เทียบกับประชากรทั้ง จ.สมุทรสาคร ข้อมูลสิ้นปี 2550 ระบุว่ามี 4.6 แสนคน
ก่อนจะไปไกลกว่านี้ ต้องออกตัวอย่างแรงว่า ผมไม่จัดอยู่กลุ่มอนุรักษนิยมจ๋า ที่ยังฝังใจกับอดีตยุคเสียกรุง แถมไม่ใช่คนที่มายึดติดกับเส้นแบ่งเขตแดน หรือเรื่องรัฐชาติ แต่แค่รู้สึกว่า ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ดูจะไม่มีใครใส่ใจถึงสิ่งที่กำลังจะตามมาอย่างจริงๆ จังๆ
จริงๆ แล้วเรื่องทำนองนี้เคยเป็นประเด็นถกเถียงแบบไม่จริงจังบนโต๊ะอาหารหลายปีก่อน ด้วยข้อสังเกตจากเพื่อนร่วมโต๊ะว่า เด็กเสิร์ฟและคนรับออร์เดอร์ตามร้านอาหารข้างทาง เวลานี้หาคนไทยพูดไทยชัดๆ ยากเต็มที
บางร้านกว่าจะส่งอาหารกันรู้เรื่องต้องใช้เวลาอยู่นาน โดยเฉพาะอาหารนอกเมนูที่เด็กเสิร์ฟบางคนต้องวิ่งถามคนหลังร้านหลายรอบกว่าจะรู้เรื่อง?
เนื้อหาวันนั้น ฟันธงว่า ตราบใดปัญหาภายในของประเทศเพื่อนบ้านยังไม่ได้รับการแก้ไข คงยากจะสกัดกลุ่มคนที่หวังจะหนีร้อนมาพึ่งเย็นได้ยาก ไม่ว่าภาครัฐจะหามาตรการสกัดกั้นหรือไม่ หรือจริงจังแค่ไหน
ยิ่งในวันที่กิจการจัดหาแรงงานต่างด้าวเข้าประเทศดูจะฟูเฟื่องขึ้นเรื่อยๆ ทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย ที่ยิ่งทำให้จำนวนแรงงานต่างด้าวเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเดี๋ยวนี้บางอาชีพแทบจะไม่มีคนไทยสนใจไยดี
สิ้นสุดการสนทนาบนโต๊ะอาหารวันนั้นแบบไม่มีข้อสรุป ที่จำได้ลางๆ เรื่องข้อสังเกตที่เป็นห่วงว่า “ทรัพยากร” ที่มีอยู่อย่างจำกัด ต้องถูกจัดสรรแบ่งไปให้คนต่างชาติที่มาร่วมกินร่วมใช้หรือไม่ ทั้งเรื่องการรักษาพยาบาล การเข้าถึงบริการต่างๆ
แม้หลายคนจะพยายามหักล้างด้วยประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม
ทุกวันนี้สภาพความเป็นอยู่คนต่างด้าวในบ้านเราดูจะได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ก็ยังไม่วายที่จะได้ยินข่าวการกดขี่ข่มเหงใช้งานเยี่ยงทาส การถูกไถเรียกเก็บค่านั่นนี่อยู่เนืองๆ
เหล่านี้มีแต่จะกลายเป็นแรงกดดันที่สะสมไปเรื่อยๆ รอวันปะทุเหมือนกับที่มีข่าวลูกจ้างต่างด้าวฆ่านายจ้างอย่างเหี้ยมโหด
นี่อาจไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หากจำนวนของคนต่างด้าวที่เพิ่มขึ้นทุกวันๆ หลายๆ คนมีลูกมีหลานที่เกิดขึ้นในผืนแผ่นดินไทย ได้สัญชาติไทยโดยการกำเนิด และกลายเป็นกำลังของประเทศในอนาคต
แรงกดดันสะสมเหล่านี้จะหมักหมมบานปลายไปสู่เหตุการณ์ระเบิด และไล่กราดยิงคนทั่วไปจนมีผู้เสียชีวิตกว่า 90 คน อย่างที่เกิดขึ้นในกรุงออสโลหรือไม่ ดูจะไม่มีใครรับประกันได้
ย้อนไปดูประวัติศาสตร์ในยุโรป ที่เริ่มต้นจากการค้าทาสผิวดำ จนพัฒนากลายเป็นการอยู่ร่วมกันในสังคมแบบไม่ขบเหลี่ยม แบ่งแยกกัน เช่น คนดำต้องสละที่นั่งบนรถเมล์ให้คนขาว ซึ่งต้องใช้เวลานานกว่าจะนำมาสู่การยอมรับความเท่าเทียมในสังคม
แถมบางพื้นที่ยังเกิดกลุ่มคู คลัก แคน ที่กระตุ้นให้ความขัดแย้งบานปลายรุนแรงเพิ่มมากขึ้น
เอาให้ใกล้ตัวมากขึ้น แค่เรื่องคนจีนโพ้นทะเลที่หอบเสื่อผืนหมอนใบมาลงหลักปักฐานในประเทศไทย กว่าจะสร้างตัวเป็นเจ้าสัวที่คนยอมรับในสังคมที่ให้คุณค่ากับความร่ำรวย หลายคนต้องกัดฟันสู้กับการดูถูกเป็นคนเจ๊ก และการเอาเปรียบสารพัด
แน่นอนว่า อนาคตข้างหน้าจะเป็นอย่างไรคงพยากรณ์ล่วงหน้าได้ยาก แต่ในวันที่คนหลังบ้านเริ่มกลายเป็นกลุ่มคนที่ไม่ได้พูดจาภาษาเดียวกับเรา แถมดูจากสถิติที่เพิ่มจำนวนมากขึ้นจนกราฟชันขึ้นเรื่อยๆ วันหนึ่งอาจจะเบียดให้ผมกลายเป็นคนส่วนน้อยของสังคมก็ได้
หรือวันดีคืนดีผมอาจต้องกลายเป็นคนแปลกหน้าทั้งที่อยู่ในบ้านตัวเองก็เป็นได้







