posttoday
ทองแวววาว เข้าตา

ทองแวววาว เข้าตา

24 สิงหาคม 2554

เวลาผ่านไปครึ่งปีอย่างรวดเร็วทีเดียวนะคะ

โดย...หนูดี-วนิษา เรซ

เวลาผ่านไปครึ่งปีอย่างรวดเร็วทีเดียวนะคะ หนูดีเองมานั่งมองดูปีนี้แล้ว พบว่าวันเวลายิ่งบินเร็วเสียกว่าปีที่แล้วอีกค่ะ ไม่รู้ว่าหนูดีคิดไปอย่างนี้คนเดียวหรือเปล่า แต่เมื่อมองๆ ดู ปีนี้ทั้งปี ไม่ว่าสถานการณ์การเมือง สถานการณ์เศรษฐกิจทั้งของอเมริกา ยุโรป จีน และไทยของเราเอง ก็มีเหตุการณ์ “ดรามา” ให้เห็นหลายครั้งหลายหน ถ้าใครติดตามข่าวบ่อยหน่อยก็คงรู้สึกว่าปีนี้มีเรื่องให้ติดตามมากมาย นี่ยังไม่รวมสถานการณ์ภัยธรรมชาติที่ดูจะคุกคามเข้ามาทุกด้าน เลยทำให้ตลอดทั้งปีที่ผ่านมา ดูคึกคักไปด้วยเหตุการณ์ที่นำมาพูดคุยกันได้ตลอดเวลา

นั่งมองสถานการณ์โลก ก็เลยนำมานั่งมองชีวิตตัวเองบ้าง ให้นั่งมองแต่โลกคงไม่สนุกเท่าไร ยิ่งช่วงนี้หนูดีซึ่งมีสถานะเป็นคนอเมริกันครึ่งหนึ่งด้วย ก็มองประเทศที่ตัวเองรักมากอีกประเทศหนึ่งด้วยความเป็นห่วงและเอาใจช่วย ได้แต่หวังว่าเขาจะทำสิ่งที่ถูกต้อง นั่งมองไปก็วิเคราะห์สถานการณ์การลงทุนของตัวเองไปว่าเราจะทำอย่างไรกับตัวเองดี แม้จะไม่ได้มีพอร์ตโฟลิโอขนาดใหญ่โตระดับประเทศ แต่เมื่อทำงานมาได้สักพัก แม้จะไม่ได้ขอเงินพ่อแม่ใช้อีกต่อไปแล้ว แต่ก็เริ่มมีเงินทุนของตัวเองที่ต้องดูแลอย่างเป็นจริงเป็นจัง ก็เริ่มต้องติดตามข่าวสารอย่างตั้งใจมากกว่าแค่อ่านเอาสนุก

ที่หนูดีขำตัวเองมากคือ หนูดีวิเคราะห์สถานการณ์ในอเมริกา “พลาด” ไปค่ะ มองย้อนไปก็ขำตัวเอง ในวันก่อนที่อเมริกาจะถูกลดเครดิตเรตติ้ง หนูดีซึ่งไม่เคยลงทุนในทองคำเลย (เพราะไม่มีปันผล) ก็เริ่มมองทองคำด้วยตาแวววาว ประมาณว่าถ้าอเมริกาคิดจะเบี้ยวหนี้ละก็ เธอ (ทองคำ) กับฉันเจอกันแน่นอน แต่ “พลาดไปแล้ว” ค่ะ เพราะหนูดีประเมินสถานการณ์ในฐานะเด็กอเมริกันคนหนึ่ง ซึ่งต้องบอกว่าในฐานะพลเมืองนั้น อเมริกาดูแลหนูดีดีมากๆ ทั้งให้เงินทุนการศึกษา ทั้งให้โอกาสในการเรียน เมื่อไปอยู่ก็รู้สึกได้ถึงคุณภาพชีวิตที่ดี โอกาสการทำงานที่อเมริกาก็เป็นโอกาสที่มองเห็นชัดๆ ว่าถ้าคว้าไว้ก็จะทำให้เราสามารถดูแลตัวเองและครอบครัวในด้านการเงินได้เป็นอย่างดี และที่ประทับใจเสมอคือ ทุกครั้งที่กลับเข้าอเมริกาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองนั้น เจ้าหน้าที่จะยิ้มหวานและบอกว่า “ยินดีต้อนรับกลับบ้าน” ทุกครั้ง มันทำให้หนูดีรู้สึกว่า นี่ก็บ้านอีกหลังหนึ่ง ไม่ใช่แค่เมืองไทยเท่านั้นที่เป็นบ้าน

ด้วยเหตุผลนี้ หนูดีจึงมองแต่ประสบการณ์ตัวเอง ไม่ได้มองถึงแก่นแท้นิสัยโดยรวมของคนอเมริกัน ทำให้ประเมินการผิดพลาดอย่างแรง ขาดโอกาสในการทำให้เงินตัวเองงอกเงยไปในบางส่วน ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้เกิดกับหนูดีเท่านั้น แต่เกิดกับเพื่อนอเมริกันในวัยเท่าๆ กันหลายคนที่ประเมินสถานการณ์พลาดไปอย่างไม่น่าให้อภัยตัวเอง แต่เมื่อหนูดีตัดสินใจถามคุณพ่อซึ่งเป็นอเมริกันแท้ๆ 100% ว่า “พ่อคิดว่าอเมริกันจะเบี้ยวหนี้ไหม” คำตอบของพ่อง่ายดาย ชัดเจน ตรงประเด็น “เบี้ยวแน่นอน” ทำเอาหนูดีร้องฮ้าเลยค่ะ ทำไมพ่อมั่นใจขนาดนั้น พ่ออธิบายว่า “นิสัยคนอเมริกัน ง่ายๆ เลยลูก คือ ยืมเงินแล้วไม่มีความคิดจะใช้” ฟังแล้วรู้สึกไม่ดีเลยค่ะ เลยขอให้พ่ออธิบายว่าทำไม

พ่อบอกว่า หนูดูสิลูก บ้านคนอเมริกันมีบัตรเครดิตบ้านละกี่ใบ พอใช้บัตรแรกเต็มวงเงินก็เปิดบัตรที่สองเอาเงินมาโปะบัตรแรก แล้วก็ใช้บัตรที่สองไปเต็มวงเงิน แล้วก็เปิดบัตรที่สามมาโปะบัตรที่สอง แล้วก็งูกินหางไปแบบนี้ แล้วรัฐบาลอเมริกันก็เหมือนกับบ้านอเมริกันหลังใหญ่ๆ หลังหนึ่งเท่านั้นเอง ก็มีนิสัยเดียวกัน ระบบแบบนี้มันอยู่ได้ไม่นานหรอกก่อนที่มันจะล่ม และเมื่อรัฐบาลอเมริกันออกพันธบัตรไป กู้เงินชาวบ้านมา คำถามคือ เอาเงินมาต่อเงินหรือเปล่า ก็ไม่ใช่ แต่เอาเงินมาสร้างสิ่งของ ถนนหนทาง อาคาร หรือเอาเงินไปแจกจ่ายให้คนที่ไม่ทำงาน มีลูกเยอะ หรือคนที่ไม่สามารถก่อรายได้ให้รัฐได้อีกแล้ว และที่สำคัญ ไม่ขึ้นภาษีสักเท่าไร ดังนั้น วงจรนี้มีแต่จะดำเนินไปสู่จุดจบไม่ดี เหมือนบ้านที่บริหารเงินตัวเองไม่ดีก็มีแต่จะล้มละลาย

ฟังพ่อแบบนี้ หนูดีซึ่งไม่เคยคิดจะแปรเงินตัวเองให้กลายเป็นทองก็เพิ่งได้ฤกษ์ในวันที่ทองเหวี่ยงราคาตัวเองถึง 19 ครั้งนั่นเองค่ะ แถมทองแท่งก็ยังไม่เคยคิดอยากซื้อกับเขาด้วยเลยเพราะว่า “มันใส่ไม่ได้” เลยโดนแม่แซวว่า เอาทองแท่งมาผูกเชือกแล้วทำเป็นสร้อยสิลูก คนจะได้รู้ว่าหนูมีทอง เป็นที่เฮฮาของที่บ้าน ตอนนี้เมื่อพูดเรื่องการลงทุนในทองกับใคร หนูดีต้องชิงแซวตัวเองไปก่อนเลยว่า “เป็นคนไม่ชอบของถูกค่ะ กลัวไม่มีคุณภาพ ชอบซื้อของแพง เพราะทองบาทละสองหมื่นสองถูกไป ไม่มีระดับ เพราะระดับเราต้องสองหมื่นห้าเท่านั้น” ทำตัวเป็นแมลงเม่าด้วยความเต็มใจ เพราะการลงทุน นอกจากมีความเสี่ยงแล้วก็ยังมีความสนุกค่ะ ทำด้วยความสนุก ลงทุนไปขำไป เพราะมีเพื่อนรักร่วมขบวนด้วยหลายคน ปรึกษากันทุกวัน หนูดีนับเป็น “เวลาคุณภาพ” นะคะ แม้บางครั้งโทรศัพท์แค่สามนาที เริ่มด้วยประโยคแรกยามเช้ากับเพื่อนรักคนหนึ่งที่รู้จักกันมาตั้งแต่สิบกว่าขวบว่า “ทองขึ้นไปเท่าไรแล้วววว” และระหว่างวันช่วงนี้สองสาวก็มีเรื่องให้เฮฮากับราคาทองได้ตลอด เพราะเพื่อนคนนี้ขายทอง เธอจึงตามกราฟตลอดทั้งวัน มีเกทับกันเรื่อยๆ หากใครทำกำไรก่อนใคร (เธอชนะเสมอค่ะ เพราะใจกล้าเล่นฟิวเจอร์ ส่วนหนูดีเป็นทัพหลัง เน้นปลอดภัย ไม่นิยมติดดอย) บอกตัวเองว่า “ลงทุนทองระยะยาว” ยาวแค่ไหน ยาวแค่ซื้อไว้กะเก็บให้ลูกชายไปหมั้นสาว เงินเย็นแช่ฟรีซค่ะ เพราะเมื่อดูสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว แฟนยังไม่มีกับเขาเลย แต่โดนบิลต์ให้ขายทำกำไรในเร็วๆ นี้ ซึ่งหนูดีก็ประกาศกับเพื่อนเลยว่า “จะให้หนูดีขายของหมั้นลูกชายมาทำกำไรเหรอ ทำลงไหมนี่” (ทำลงค่ะ ขอแม่หาแฟนให้ได้ก่อนนะลูก)

พ่อหนูดีเลยฝากบอกกับคนไทยแท้ๆ ที่คิดจะลงทุนในเวลานี้ว่า อย่ามองคนอเมริกันแค่สถานการณ์วันต่อวัน เรื่องลดเครดิตนั้นจิ๊บจ๊อยมาก เมื่อเทียบกับนิสัยแย่ๆ ทางการเงินอีกมากของพวกเขา หากประเทศนี้จะรอดได้ คนอเมริกันจะต้องปรับเปลี่ยนนิสัยและวิถีการบริโภคกันยกใหญ่ ดังนั้น เวลานี้คนรุ่นคุณพ่อหนูดีไม่ได้มองอเมริกาในแง่ดีแบบพวกหนูดีเลย อันนี้ก็ต้องลองวิเคราะห์ดูค่ะ แล้วเลือกลงทุนตามที่เราคิด แล้วปีหน้าลองมาอัพเดตกันดูไหมคะว่าใครประเมินได้ใกล้เคียงความจริงกว่ากัน

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้