
คุณทำการเล่นหายไปจากชีวิตหรือเปล่า
หนูดี-วนิษา เรซ
การเล่น ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ และการเล่นไม่ใช่แค่เรื่องของ
“เด็กๆ” นักวิจัยทางสมองยอมรับอย่างกว้างขวางว่า การเล่นสามารถสร้างสมองได้จริง ทั้งในหนูทดลอง ในคน และในสัตว์ประเภทต่างๆ และหากเราหยุดเล่นเมื่อไร เราก็เริ่มเข้าสู่กระบวนการถดถอย ทันที นักวิจัยพูดถึงขนาดว่า การเล่นทำให้เราเจริญเติบโตและการหยุดเล่นคือการเริ่มของความตายกันทีเดียวผู้ใหญ่ก็ต้องการการเล่น เด็กก็ต้องการการเล่น เราจะเล่นไม่เหมือนกัน หรือจะเล่นด้วยกันก็ได้
คนเป็นพ่อแม่โชคดีอยู่อย่างค่ะ เราได้มีวัยเด็กสองครั้ง ครั้งแรกคือวัยเด็กของเราเอง กับครั้งที่สองคือวัยเด็กที่เราใช้ร่วมกับลูก เป็นโอกาสแก้ตัว อะไรที่เราไม่เคยได้ทำ เราก็มาทำพร้อมกับลูกของเราได้ สำหรับคนเป็นพ่อแม่ นอกจากเราจะสอนลูกเล่นแล้ว เรายังควรตามหา
“เวลาแห่งการเล่น” กลับมาในชีวิตของเราเองด้วย อาจเป็นการขี่ม้า ถักนิตติ้ง เล่นต่อเครื่องบิน เล่นหมากรุก ปลูกผักสวนครัว ทำอาหาร ปั่นจักรยานเสือภูเขา ตัดเสื้อผ้าใส่เอง เข้าป่ากางเต็นท์ ทำหนังสือทำมือ ฯลฯ ะไรก็ได้ที่เรายินดีจะทำด้วยความชอบเต็มหัวใจ แม้ไม่มีใครมาบังคับ...แม้ไม่ได้เงินค่าจ้างดร.สจ็วร์ด บราวน์ นายแพทย์ประจำมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ซานดิเอโก ได้ทำวิจัยเรื่องการเล่นมาเป็นเวลาหลายสิบปี และเป็นคนก่อตั้ง
“สถาบันการเล่นแห่งชาติ” ในประเทศสหรัฐอเมริกา ได้พิสูจน์ว่าการเล่นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับสมอง ทำให้สมองเจริญเติบโตสมบูรณ์ การเล่นไม่ได้หยุดในวัยเด็ก แต่เราต้อง “เล่น” ตลอดชีวิต เพราะสมองของเราสร้างเส้นใยสมองใหม่ๆ ได้จนวันสุดท้าย และการเล่นเป็นหนึ่งในการบำรุงสมองที่เราทำได้ และจำเป็นต้องทำเป็นประจำไม่ว่าเราจะอายุเท่าไรแล้วก็ตามทันทีที่เราหยุดเล่น สมองเราจะเริ่มเสื่อมถอยสมรรถภาพ ดร.บราวน์ได้เล่าถึงตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการเล่น เรื่องมีอยู่ว่า
ห้องแล็บยานอวกาศขององค์กรคาลเท็ค สหรัฐอเมริกา หรือ JPL (JPL
– Jet Propulsion Laboratory) เป็นองค์กรที่ก้าวหน้ามากในการออกแบบและผลิตเครื่องบิน ยานอวกาศ ทั้งแบบที่มีคนขับเคลื่อนและแบบใช้สมองกล นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรที่นี่เป็นผู้รับผิดชอบการจินตนาการ สร้างสรรค์ ออกแบบ และควบคุมโปรเจกต์ใหญ่ๆ ทั้งหมดมากว่า 7 ทศวรรษ เช่น หุ่นยนต์และยานอวกาศสำรวจดาวอังคาร ไม่ว่าโปรเจ็คจะใหญ่และท้าทายความคิดแค่ไหน ก็เป็นที่รู้กันว่า นักวิจัยกลุ่มนี้จะไม่เคยส่ายหน้าหนี และจะพูดเสมอว่า “พวกเราทำได้”เมื่อสิบปีที่แล้ว JPL ประสบปัญหาที่น่าหนักใจ เพราะทีมนักวิทยาศาสตร์เก่งๆ ที่เป็นนักวิจัยกลุ่มแรกที่ส่งคนไปสำรวจดวงจันทร์กำลังใกล้เกษียณอายุ และทีมบริหารก็หาคนเก่งแบบนั้นมาแทนที่กลุ่มเดิมไม่ได้ ทีมบริหารได้เริ่มว่าจ้างนักศึกษาจบใหม่ที่เก่งที่สุดจากมหาวิทยาลัยที่ดีที่สุด เช่น เอ็มไอที สแตนฟอร์ด และแม้กระทั่งในมหาวิทยาลัยของคาลเท็คเอง แต่ก็พบว่าเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้ มีสิ่งหนึ่งที่ขาดหายไป
นักวิทยาศาสตร์และวิศวกรรุ่นใหม่แม้จะเก่งมากในเรื่องการเข้าใจทฤษฎีซับซ้อนและการคำนวณขั้นสูง แต่พวกเขาไม่สามารถนำทฤษฎีขั้นสูงซับซ้อนนั้นมาสู่การปฏิบัติที่ได้ผลในโลกแห่งความเป็นจริง เขาทำให้เกิดชิ้นงานจริงๆไม่ได้ เขามองไม่เห็นข้อบกพร่องของเครื่องบินหรือยานในขั้นพิมพ์เขียว จนเมื่อประกอบขึ้นมาจริงก็ทำให้เสียเงินแก้ไขมากมาย และที่สำคัญ พวกเขาไม่สามารถ
“เล่น” กับปัญหาได้ เขาไม่สามารถแตกปัญหาออกเป็นส่วนๆ โยนข้อมูลแต่ละส่วนสลับไปมาในสมอง และไม่สามารถนำมันมาประกอบใหม่ให้เกิดนวัตกรรมสร้างสรรค์ที่จะแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่ได้แบบที่กลุ่มเก่าที่เกษียณไปนั้นทำได้มาเป็นอย่างดีมาหลายสิบปีคนในอาชีพที่ได้รับเงินแพงที่สุดในโลก เช่นนักบริหาร หรือนักวิทยาศาสตร์ระดับสูง มีหน้าที่หลักโดยตรงก็คือการ
”แก้ปัญหา” ยิ่งได้ค่าตอบแทนแพงเท่าไร ขนาดของปัญหาก็ใหญ่เท่านั้น ตอนนี้ คาลเท็คมีนักวิทยาศาสตร์เงินเดือนแพง เกรดเฉลี่ยสูงลิ่ว แต่พวกเขาแก้ปัญหาสำคัญให้กับองค์กรไม่ได้ทีมบริหารหันมาปรึกษากันว่าเขาพลาดไปตรงไหนตอนสัมภาษน์ พวกเขาเชื่อว่าถ้าเลือกตรวจสอบข้อมูลที่ถูกต้อง เขาจะได้นักวิทยาศาสตร์ที่ทั้งแก้ปัญหาเก่งและสอบได้คะแนนดี เขาต้องการทั้งคู่ในตัวคนคนเดียว
ขณะเดียวกันนั้นเอง เนท โจนส์ เจ้าของร้านประกอบยนต์ที่เชี่ยวชาญด้านการทำยางให้รถสูตรหนึ่งหรือรถฟอร์มูลาวันก็ประสบปัญหาเดียวกันก็คือ ช่างประกอบรถรุ่นใหม่ส่วนใหญ่แก้ปัญหาไม่เป็น โชคดีที่ภรรยาของโจนส์เป็นคุณครู เธอก็เลยตั้งคำถามกับพนักงานทุกคน เก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน จนพบว่าสิ่งหนึ่งที่ต่างกันในพนักงานสองกลุ่มก็คือ กลุ่มที่แก้ปัญหาเก่ง ทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพ คือกลุ่มที่
“เคยเล่น” มามากมายเมื่อสมัยยังเป็นเด็ก เป็นการเล่นที่ “ใช้มือ” เยอะ เช่น สร้างของ ต่อตัวต่อ ถอดประกอบ หลายคนเคยถอดนาฬิกา วิทยุ ออกมาดูและประกอบกลับเข้าไปใหม่ ทราบดังนี้ โจนส์เลยเขียนบทความลงหนังสือเพื่อให้เป็นประโยชน์กับคนวงกว้างทีมบริหารที่ JPL ได้อ่านเรื่องนี้เข้าพอดี พวกเขาเลยย้อนกลับไปดูประวัติของวิศวกรที่แก้ปัญหางานได้เก่งของเขา และได้พบลักษณะเดียวกันคือ คนกลุ่มนี้เคยได้เล่นมาเยอะมากเมื่อวัยเด็ก พอโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่เลยทำให้เขาสามารถคิดได้อย่างอิสระ ไม่ยึดติดกับกรอบเดิมๆ สามารถท้าทายปัญหาได้ด้วยท่าทีสบายๆ แยกปัญหาออกเป็นส่วนๆ ได้ และประกอบเข้ามาใหม่ในรูปแบบที่ไม่เหมือนเดิม เพื่อให้มีทางออกที่ใหม่เอี่ยมได้
การเล่นมีความมหัศจรรย์อยู่ในตัวและไม่จบสิ้นในวัยเด็ก เพราะเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่แล้ว การเล่นกลับทำให้สมองของเราคิดสร้างสรรค์ คิดนอกกรอบ และได้ผ่อนคลายจากความยุ่งเหยิงที่ปะปนมากับการทำงาน
ว่ากันว่าพื้นที่ที่จะเพาะปลูกให้ดี ให้ได้ผลผลิตเยอะๆ ก็ต้องมีการพักดินใช่ไหมคะ ฝรั่งเขาว่า A rested field grows more crops สมองก็เช่นเดียวกันค่ะ สมองที่ได้เล่น ได้พัก ก็ย่อมสร้างผลผลิตได้ดีกว่า
การเล่นมีค่าสำหรับสมองมาก แล้ววันนี้ เราได้นำการเล่นกลับมาสู่ชีวิตผู้ใหญ่ของเราหรือยังคะ







