
เรื่องของ (เรื่อง) พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์
“เขียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุ่มชีวิตลงไปให้เหมือนกับว่าเป็นงานชิ้นสุดท้าย”
“เขียนให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ ทุ่มชีวิตลงไปให้เหมือนกับว่าเป็นงานชิ้นสุดท้าย”
โดย.. อินทรชัย พาณิชกุล
คำราม ดุดัน แววตาแกร่งกล้า เขาตอบด้วยอารมณ์เช่นนี้ทุกครั้ง ที่มีคนเอ่ยถามถึงเรื่องชีวิตการทำงานเขียนหนังสือ
ไม่ใช่คนก้าวร้าว หยิ่งผยอง หากแต่เป็นลูกผู้ชายเข้มข้นจริงจัง ทั้งงานเขียนและการใช้ชีวิต วัดได้จากประสบการณ์บนถนนสายวรรณกรรมอันยาวนานเกือบ 20 ปี ผ่านความสำเร็จและล้มเหลวมามากมายนับไม่ถ้วน ส่งผลให้ชื่อชั้นของ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์ กวีและนักเขียนหนุ่มเพื่อชีวิตวัย 37 จากบุรีรัมย์ นับว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง
ล่าสุด ชื่อของเขาได้รับความสนใจอีกครั้งจากสื่อต่างๆ หลังผลงานรวมเรื่องสั้นเล่มแรกในชีวิตชื่อ “เรื่องของเรื่อง” สำนักพิมพ์ใบไม้ป่า ผ่านเข้าไปเป็น 1 ใน 7 เล่มของรอบสุดท้ายรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน หรือซีไรต์ ประจำปี 2554 นี้
เรื่องของเรื่อง เป็นรวม 9 เรื่องสั้นขนาดยาว ว่าด้วยสภาพชีวิตและความเป็นไปของผู้คน ผ่านประเด็นปัญหาของชุมชนท้องถิ่น การนำเสนอภาพสังคมเล็กๆ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ภายใต้โครงสร้างความสัมพันธ์ที่ถูกกำกับด้วยวัฒนธรรมท้องถิ่น ความเชื่อ ความทรงจำ และค่านิยมที่สืบต่อไหลเวียนซึมซ่านในสังคมนั้น ซึ่งส่งผลต่อวิถีชีวิตดั้งเดิม โดยเฉพาะในด้านความเป็นอยู่ สิ่งแวดล้อม และจริยธรรม ทุกเรื่องล้วนแตกต่างไม่ซ้ำแบบกัน เข้มข้น ซับซ้อน ชวนให้คิดติดตาม
“ความคิดในแต่ละเรื่อง ก็วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันรอบตัวเรา เรื่องสั้นเป็นงานเชิงสร้างสรรค์ย่อมหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงปัญหาสังคมไม่ได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเรื่องของปัจเจกบุคคลหรือระดับโครงสร้าง มันเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันอย่างแยกไม่ออก คำว่าเรื่องของเรื่องในที่นี้ คงหมายถึง ‘เรื่องที่อยู่ปลายยอดของอีกเรื่องหนึ่งซ้อนกันอีกที’ ก็ได้มั้งครับ” เขาหัวเราะหึๆ ในลำคอ
สืบสาวต้นตอตัวตนของนักเขียนเจ้าของหนวดเครารกครึ้มคนนี้ ได้ความว่าจากเด็กบ้านนอกที่เติบโตมาท่ามกลางเรื่องเล่า นิทานพื้นถิ่น และวรรณคดีไทย ใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักพากย์ ผู้กำกับภาพยนตร์ แม้กระทั่งฉายหนังเร่ตามชนบท จนได้ก้าวเข้ามาเรียนต่อมหาวิทยาลัยยังเมืองกรุงยุคเดียวกับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ในปี 2535 แทบทุกเฮือกลมหายใจสามสี่ปีนั้น ล้วนหมดไปกับกิจกรรมทางการเมือง ทั้งในส่วนกลางและชนบท
แต่แล้วในที่สุด เมื่อทนความฝันในการเป็นนักประพันธ์รบเร้าไม่ไหว จึงตัดสินใจฝึกเขียนอย่างหนังสือจริงจัง
พิเชษฐ์ศักดิ์ ใช้ชีวิตตลอดทั้งวัยหนุ่ม ทุ่มเทฝึกฝนการเขียนอย่างเอาเป็นเอาตาย เรียกว่าเดิมพันกันทั้งชีวิต ส่งบทกวี เรื่องสั้นไปตามหน้านิตยสารต่างๆ ได้ลงตีพิมพ์บ้าง ถูกขยำโยนทิ้งตะกร้าบ้าง ชื่นอกชื่นใจสลับกับน้ำตาตกในจนชาชิน เรียนรู้ผู้คน เรียนรู้ชีวิตไปเรื่อย ตามประสาคนเดินทาง จนกระทั่งปลีกวิเวกไปปักหลักอยู่ที่ อ.พยัคฆภูมิพิสัย จ.มหาสารคาม จนถึงทุกวันนี้
ผลงานของเขาที่ได้รับการตีพิมพ์รวมเป็นเล่มแล้วก็คือ กวีนิพนธ์ชื่อ “พระจันทร์ทอเหนือทุ่งข้าว” และ “เราต่างมีพระเจ้าคนละองค์” ได้รับความสนใจจากเหล่านักอ่านอย่างอบอุ่น นอกจากนี้เขายังคงเขียนงานส่งไปตามเวทีประกวดวรรณกรรมอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่กับเดินสายบรรยายเรื่องการอ่านการเขียนแก่เยาวชนคนรุ่นใหม่ทั่วประเทศ
“นับตั้งแต่ปี 2537 ที่ตัดสินใจว่าจะเขียนหนังสืออย่างจริงจัง แนวคิดที่ผมยึดถือไว้เตือนตัวเองตลอดไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยจนถึงวันนี้ ก็คือเขียนให้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นงานอะไรก็ตาม บทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย สารคดี หรือบทความ ไม่ใช่เฉพาะอาชีพนักเขียนเท่านั้น แต่หมายถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เราทำ”
“ชีวิต 17 ปี ของการเป็นนักเขียนอาชีพให้ความเป็นธรรมดากับผม การเขียนหนังสือเปรียบเสมือน มันเหมือนการหายใจ เหมือนสิ่งปกติธรรมดาในชีวิตประจำวัน ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนนั่งรถไฟเหาะตีลังกา แต่มันเรียบง่าย เป็นไปตามธรรมชาติ คนเราเกิดมาต้องทำงาน ในแง่ของกายภาพ ไม่ทำงานก็ไม่มีเงิน อยู่ไม่ได้ ในแง่ของนามธรรม ถ้าเราไม่ทำงาน เราก็ไม่มีความภาคภูมิใจในการมีชีวิตอยู่”
ถามด้วยน้ำเสียงปกติว่ารู้สึกอย่างไรที่เข้ารอบสุดท้ายรางวัลซีไรต์ เขาตอบทันทีว่า
“ซีไรต์ก็เหมือนรางวัลอื่นๆ ถ้าไม่ได้ก็ไม่เห็นจะเป็นไร ถ้าได้ก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี เป็นกำลังใจสำหรับคนเขียนหนังสือ แต่ความยินดีมันเป็นความรู้สึกชั่วคราวประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น สิ่งที่น่าครุ่นคิดจริงๆ ก็คือ แล้วหลังจากนั้นล่ะ เราในฐานะนักเขียนซีไรต์ จะทำอะไรต่อไป เราจะรักษาสิ่งที่ได้มาอย่างไร ทำอย่างไรที่จะรักษาคุณภาพของผลงานไว้ให้ได้อย่างสม่ำเสมอ ไม่ทำให้คนอ่านผิดหวัง”
“ผมคิดว่า นักเขียนไม่ควรให้รางวัลมาทำให้รู้สึกว่าเรามีเกียรติยศสูงขึ้น ทำให้ตัวเรามีค่ามากขึ้น แต่ควรรู้สึกปกติธรรมดา คิดถึงเรื่องความคิดสร้างสรรค์ และไฟในการทำงานของเราเป็นสำคัญ ขอให้เราทำงานให้ดีที่สุดเถอะ แล้วเราไม่จำเป็นต้องพูดมาก งานจะพูดแทนเราเอง”
สำหรับนักเขียนผู้เงียบขรึมและแสนจะถ่อมตนอย่างชายหนุ่มชื่อ พิเชษฐ์ศักดิ์ โพธิ์พยัคฆ์ คนนี้แล้ว รางวัลซีไรต์อาจไม่ใช่สิ่งสำคัญมากไปกว่าการได้ในสิ่งที่ตัวเองรัก
นั่นก็คือการเป็นนักเขียนธรรมดาๆ ที่ตั้งอกตั้งใจในการทำงานเขียนออกมาให้ดีที่สุด







