
แสงสว่างสู่แดนใจในเรือนจำ (ตอน ๒)
ปุจฉา : กราบนมัสการ พระอาจารย์อารยะวังโส
ปุจฉา : กราบนมัสการ พระอาจารย์อารยะวังโส
โดย..พระอาจารย์อารยะวังโส
กระผมนายสีจัน ตาเป้า ชมรมแสงแห่งธรรมและเรือนจำสมุทรสาคร ขอถามพระคุณเจ้าเรื่องศีล ๑ ข้อ เนื่องด้วยสมาชิกชมรมแสงแห่งธรรม บางคนเข้าถือศีล ๘ ตลอด ๓ เดือน ซึ่งรวมทั้งตัวกระผมเองด้วย... ศีลข้อ ๖, ๗, ๘ หากละเมิดผิดศีลแล้วจะมีวิบากกรรม เหมือนศีล ๕ ข้อหรือไม่...
ชมรมแสงแห่งธรรม
สีจัน ตาเป้า
วิสัชนา : ขอวิสัชนาให้ทราบเพื่อประกอบการพิจารณาให้เกิดปัญญาดังนี้ ว่า ในความหมายของศีล ๘ นั้น เพื่อการประพฤติให้ถึงที่สุดแห่งพรหมจรรย์ เป็นการถือปฏิบัติด้วยเจตนาที่ประสงค์ประพฤติเนกขัมมวิสัย โดยการเล็งเห็นโทษของกามคุณ จึงต้องการถือการประพฤติปฏิบัติ เพื่อละขาดจากกามคุณ จึงต้องการพึ่งคุณของศีลอันมีธรรม ๘ ประการ ที่เรียกว่าศีล ๘ เพื่อจะได้อาศัยสิกขาบทในศีล ๘ ทำการละกิเลสอย่างหยาบ (ปหานํ สีลํ) การละ จึงชื่อว่าเป็นศีล เป็นที่ตั้งแห่งกุศลธรรมและทำให้กุศลธรรมตั้งมั่น แม้การงดเว้นจากการกระทำอกุศลทั้งปวง ก็เป็นศีล ซึ่งศีล แปลว่า การงดเว้น (เวรมณี สีลํ)
ความหมายของศีลนั้น มีอยู่ ๒ ประการคือ
๑.การตั้งไว้ดี (สมาธาน) หมายถึง ตั้งกายกรรมเป็นต้นไว้ดี ไม่บกพร่อง
๒.เข้าไปทรงไว้ (อุปธารณ) หมายถึง เป็นที่อาศัยของกุศลธรรมที่สำคัญสูงขึ้นไป โดยเป็นบาทให้เกิดสมาธิ ปัญญา
ดังนั้น ชื่อว่าศีล แปลว่า การเข้าไปตั้งไว้ดีและการเข้าไปทรงไว้ กล่าวโดยสรุปว่า ศีล มี ๕ ประเภท คือ
ปกติศีล คือ ศีลโดยปกติ หมายถึง ศีลที่ประพฤติเป็นประจำ โดยมิได้สมาทาน
สมาทานศีล คือ ศีลโดยการสมาทาน หมายถึง ศีลที่รับเอาจากพระภิกษุ หรือสมาทานหน้าพระพุทธรูป
จิตตปสาทะ คือ ศีลที่เกิดจากความเลื่อมใส
สมถะ คือ ศีลที่เกิดจากสมถะ
วิปัสสนา คือ ศีลที่เกิดจากวิปัสสนา
กล่าวถึง บุญ ที่เกิดจากการรักษาศีลนั้น ถูกจัดเข้าไปอยู่ในบุญกิริยาวัตถุ ๓ ข้อที่ ๒ ที่เรียกว่า สีลมัย (ทานมัย สีลมัย ภาวนามัย... มัย มาจากคำว่า “มัยยะ” แปลว่า สำเร็จหรือเกิด) โดยความหมายของศีลนั้น คือ การรักษากาย วาจา ให้เรียบร้อยเป็นปกติ (ศีล) เย็นกายเย็นใจ (ศีล) และเกษม (ปลอดภัย) ทำให้เบากายเบาใจ (ศีล) สำหรับการรักษาศีลนั้น จะต้องมีเจตนาจึงจะเป็นตัวศีลที่แท้จริง
ส่วนเนื้อหาสาระของศีลนั้น เป็นการแสดงถึงความเป็นองค์ศีลเท่านั้น ดังนั้น หากไม่ตั้งเจตนาว่า จะงดเว้น หรือจะรักษาศีลแล้ว แม้ผู้นั้นไม่กระทำความชั่ว เช่น ไม่ฆ่าสัตว์ ก็ไม่เป็นศีล หรือไม่มีศีล เหมือนทารกที่นอนแบเบาะอยู่โดยทั่วไป แม้ไม่ทำชั่ว ก็ไม่มีศีล เพราะไม่มีเจตนางดเว้น การมีศีลได้จึงต้องมีเจตนาวิรัติ คือ มีเจตนาที่จะต้องงดเว้นในโทษเหล่านั้น โดยการวิรัติ หรืองดเว้นนั้น มี ๓ วิธีการ
๑.สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมาทาน เป็นวิรัติของปุถุชนโดยทั่วไป เช่น สมาทานศีล ๕ สมาทานศีล ๘ เป็นต้น
๒.สัมปัตตวิรัติ งดเว้นด้วยเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เป็นวิรัติของผู้ไม่ตั้งใจจะรักษาศีลมาก่อน คือ บางคนไม่ตั้งใจจะรักษาศีล แต่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า อันอาจให้ล่วงศีลได้ แต่ไม่ยอมล่วงศีล เกิดงดเว้นขึ้นมาได้ในขณะนั้น เช่น ไม่ยอมประพฤติผิดในกาม โดยคำนึงว่า การทำเช่นนี้ไม่เหมาะ ไม่ควรแก่ฐานะของตน จึงงดเว้นเสียในขณะนั้น เรียกว่า สัมปัตตวิรัติ
๓.สมุจเฉทวิรัติ งดเว้นได้เด็ดขาด เป็นวิรัติของพระโสดาบันขึ้นไป คือ พระอริยบุคคลทุกจำพวกมีศีล ๕ บริบูรณ์ที่สุด ท่านงดเว้นจากเวร ๕ ได้เด็ดขาด โดยไม่ต้องสมาทาน หรือคอยพะวงรักษา เพราะท่านเห็นโทษของการประพฤติผิดล่วงศีลอย่างแท้จริง แม้ใครจะมาบังคับให้ท่านประพฤติล่วงศีล ๕ ท่านยอมตายเสียดีกว่าที่จะประพฤติล่วง การละความชั่วในขั้นนี้ของท่านจึงเป็นสมุจเฉทปหาน คือ ละได้เด็ดขาด... สมุจเฉทวิรัติ คือ งดเว้นได้เด็ดขาด...
สำหรับอานิสงส์ของศีลนั้น กล่าวโดยสรุป คือ เป็นที่รักเป็นที่เคารพของคนทั้งหลาย ไม่ก่อเวรก่อภัยต่อผู้ใด ทำให้เป็นคนสง่างาม มีผิวพรรณผ่องใส กล่าวตามพระบาลีในอานิสงส์ของศีล คือ
สีเลน สุคตึ ยนฺติ – ไปสู่สุคติได้ ก็เพราะศีล
สีเลน โภคสมฺปทา – ได้โภคทรัพย์สมบัติ ก็เพราะศีล
สีเลน นิพฺพุตึ ยนฺติ – จะดับทุกข์ ความเดือดร้อน จนเข้าถึงพระนิพพาน ก็เพราะศีล
การรักษาศีลนั้น จึงเป็นการตั้งเจตนาไม่ประพฤติชั่ว ก่อเวรก่อภัยทั้งปวงให้กับผู้ใด คือ ละเวร ๕ ดังกล่าว เพื่อการงดเว้นบาปอันจะให้ผลเป็นทุกข์ มีการฆ่าสัตว์ เป็นต้น โดยรู้ถึงคุณการงดเว้นบาปว่า จะทำให้เกิดความสุขความเจริญทั้งโลกนี้และโลกหน้า เป็นเหตุให้ละเวรภัยทั้งปวง เป็นเหตุให้บรรลุคุณวิเศษ มีมรรค ผล นิพพานได้ด้วย
อ่านต่อฉบับพรุ่งนี้







