posttoday
กรรมฐานใหญ่ พระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล สมถวิปัสสนาภาวนา (จบ )

กรรมฐานใหญ่ พระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล สมถวิปัสสนาภาวนา (จบ )

14 สิงหาคม 2554

ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่าชาติสุดท้าย ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ในที่นี้

ไม่มาเกิดมาตายเรียกว่าชาติสุดท้าย ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าท่านบัญญัติไว้ในที่นี้

บัญญัติไว้ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของเรานี่แหละ ฉะปัญญัติ ขันธะปัญญัติ อายตนะปัญญัติ มีอยู่ในที่นี้

ท่านบัญญัติในที่นี้ ไม่ได้บัญญัติในที่อื่น

“ฉะ” แปลว่า หก หกอะไร คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มีอยู่ที่นี่

ขันธะปัญญัติ ขันธ์ทั้ง 5 รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นี่ท่านบัญญัติอยู่ที่นี่ ไม่ได้บัญญัติไว้ที่อื่น

นี่ให้เราเข้าใจอย่างนี้ ให้ดูที่นี่ ให้แก้ที่นี่

อายตนะภายในภายนอกก็อยู่ที่นี่ เราก้มพิจารณาดู ให้เห็นอยู่ในเฉพาะร่างกายของเรานี่ นี่ไม่ผิด ไม่ผิดทั้งมรรคที่พระพุทธเจ้าสอนไว้น่ะ ให้เดินในมรรค ท่านไม่ได้ให้เดินนอกกายของเราไป เดินอยู่ที่กายของเรานี่แหละ สัมมาทิฏฐิมันก็อยู่ที่นี่ทั้งหมดจนตลอดไปถึงสัมมาสมาธิ รวมอยู่ที่นี่ทั้งนั้นแหละ

ขอให้เราพิจารณาอยู่ที่นี่ให้มาก ถ้าหากว่าเห็นที่นี่ เราก็หายสงสัย หายความลังเล ไม่ได้สมมติที่อื่น

 

กรรมฐานใหญ่ พระอาจารย์บุญจันทร์ กมโล สมถวิปัสสนาภาวนา (จบ )

เราพากันหลงสมมติ สมมติโวหารของกันและกัน เดี๋ยวก็มีเกจิอาจารย์มาแสดงอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เลยหลงกันไป นี่ตลอดทั้งเครื่องรางของขลัง เหล่านี้เป็นต้น เดี๋ยวนี้อาจารย์โน้นขลังดี เดี๋ยวก็อาจารย์นี้ขลังดี เอ้า หลงไปอีกแล้ว เอารูปโฉมของพระพุทธเจ้ามาแลกเปลี่ยนเป็นอาชีพ เลยพากันหลงงมงายกันอยู่อย่างนั้น

ทีนี้สำหรับเราผู้นักปฏิบัติ ไม่ควรที่จะหลงอย่างนั้น น้อมเข้ามาดูที่ตัวของเรานี้ เพราะเราเป็นผู้ปรารถนาที่จะพาความพ้นทุกข์แล้ว ก็ต้องดูที่นี่ ไม่ต้องดูที่อื่น ถ้าดูที่อื่นก็ผิดไป ไม่ถูก ไม่ถูกตามหลักธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า กลายเป็นมิจฉาทิฏฐิไปอีก เรียกว่า ความเห็นผิด ความคิดผิด นี่ท่านเรียกว่า สัญญาวิปลาส ให้พวกเราเข้าใจอย่างนั้น

การปฏิบัติอย่าหลง ใครจะว่าอย่างไรก็ตาม พระพุทธเจ้าชี้ลงที่ตรงนี้เลยน่ะ ที่กายของเรานี่แหละ มีการแต่งแก้ เสียเคราะห์บูชา เหล่านี้ใครจะไปรู้ไปเห็น ศาสนาพราหมณ์ที่เขาเคยดูกันมาแต่ครั้งพระพุทธกาล เขาดูได้ดีเหมือนกัน อยากทดลองกับพระพุทธเจ้า แข่งดีกันกับพระพุทธเจ้า เอ้า เขาก็หาสิ่งอื่นมาทดลอง เอาแมวเข้ามา เขาอยากรู้ความเห็นจริง เอาแมวเข้ามาแล้ว เอาใส่กะพังเข้ามาปิดบังให้มิดชิดเลย ไม่ให้เห็นตัวมัน พอเอาเข้ามาแล้วให้พราหมณ์ทาย วังคีสะพราหมณ์เขาก็ทาย แม่นยำอยู่เหมือนกัน “อะไรอยู่ในที่นี้” เขาเรียกว่า “แมว” เขาว่าก็ถูก เขาว่าถูกแล้ว เขาก็ยับยั้งไว้ก่อน แล้วทีนี้เอาไปให้พระพุทธเจ้าทาย ดูจะว่าอะไร

พอไปถึงพระพุทธเจ้า เอ๊ะ ท่านก็รู้จักกันอยู่แล้วว่าเป็นแมวจริง แต่ว่าท่านจะทำให้เป็นอัศจรรย์ให้คนทั้งหลายที่ลุกลามไปดู เอ้า ใครจะแน่ พอดีพระพุทธเจ้ามาพิจารณา เขาว่าแมวมันก็ถูกอยู่แล้ว เราจะทำอย่างไรจึงจะเป็นอัศจรรย์แก่ปวงชนทั้งหลาย พระองค์เลยพูดว่า “เอ้า นกเค้าแมว” ท่านว่า

“แน่ะ พระพุทธเจ้าแพ้พราหมณ์แล้ว” เขานึกคิดอย่างนี้ “เราต้องเปิดออกให้ดูว่าเป็นอย่างไร” พอเมื่อเวลาเปิดออกมาแล้วก็เป็นนกเค้าแมวเลย เป็นนกเค้าแมวบินไปเลย น่าอัศจรรย์ แต่ว่าแมวกันจริงๆ นี่คำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นสัจธรรม เป็นของจริงอยู่อย่างนั้น ไม่ได้แปรเป็นอย่างอื่น

เพราะฉะนั้น เราไม่ควรที่จะสงสัย ไม่ควรที่จะไปหลงสมมติกัน

พระพุทธเจ้าสอนให้พวกเราพิจารณากายกับจิตเท่านั้น นี่เป็นหนทางที่พวกเราจะหาทางพ้นทุกข์

หากเราพิจารณาได้ชัดเจน เห็นความเป็นจริงแล้ว มันก็จะรู้ไปเอง เห็นไปเองน่ะ ความพ้นทุกข์ไม่ต้องสงสัย

ไม่ต้องไปถามใคร เราต้องถามเราเอง

นี่มันพ้นอยู่ที่ไหน พ้นทุกข์นั่น มันก็พ้นอยู่ที่ตัวของเรานี่ หายความสงสัยอยู่ที่เรานี่ นี่ล่ะ

ให้พวกเราตั้งใจปฏิบัติกันจริงๆ เมื่อเวลาถูกอารมณ์มากระทบกระเทือนก็ดิ้นกระเสือกกระสนล่ะทีนี้ ถูกเขาว่าให้ก็เลยเสียอกเสียใจ เราไม่ต้องเสียใจ จะไปเสียใจอะไร เรื่องของคำพูด เรื่องของเสียง มันก็ต่างหาก ไม่ใช่ใจของเรา เรื่องของความนินทาสรรเสริญนั้น ก็เป็นเรื่องของโลกธรรมต่างหาก

ไม่ใช่ใจของเราทั้งนั้น ใจของเราก็ต่างหาก

ใจของเรามันเป็นหน้าที่รู้เท่าทันการนินทา หรือการสรรเสริญอยู่เท่านั้น รู้จักอยู่เฉยๆ ถ้าหากว่าไม่มีอุปาทานขันธ์ไปยึดเอาสิ่งเหล่านั้นมาหมักไว้ที่ใจของเรา

ถ้ายึดมั่นเอาสิ่งเหล่านั้นเข้ามาหมักไว้ที่ใจของเราก็เป็นทุกข์

เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่ให้ยึดถือ ปล่อยวางทั้งนั้น ไม่ให้มีอุปาทานขันธ์ยึดถือเอา เสียงก็ต่างหาก ไม่ใช่ใจของเรา การนินทาสรรเสริญก็ต่างหาก แล้วแต่ใจของเรา

รักษาแต่ใจของเราเฉพาะเท่านั้น มันจะมีอะไรเกิดขึ้น ไม่มีอะไร ใจของเราก็สบายอยู่อย่างนั้น เพราะว่าเราไม่ไปยึดเอาสิ่งเหล่านั้นมาหมักที่ใจของเรา มันก็สบายอยู่อย่างนั้นน่ะ แทนที่จะเป็นทุกข์เป็นร้อนอยู่อย่างนั้น ก็เพราะว่าอุปาทาน การยึดมั่นถือมั่น ไม่อยากให้ใครว่าเรา นี่หวงแหนอยู่อย่างนั้น

โลกธรรมมันเป็นอยู่อย่างนั้น นินทา สรรเสริญมันมีอยู่อย่างนั้น เป็นธรรมดาของโลก มันมีอยู่อย่างนั้น แต่ว่าข้อสำคัญนั้น อย่าไปยึดไปถือเอามาเป็นสมบัติของเรา นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น ปลุกใจของพวกเราให้ต่อสู้ขันธมาร หรือกิเลสมาร แต่ว่าต่อสู้โดยการไม่เอา ไม่ยึด ไม่ถือ ต่อสู้ให้ปล่อยวาง

นี่เอาอย่างนี้ จึงจะสมกับว่าเป็นนักปฏิบัติเพื่อหาความพ้นทุกข์

เอาอย่างนี้ อย่าเพิ่งไปน้อยใจ เสียใจ เขาว่าก็อยู่ที่ปากของเขา เสียงก็อยู่ที่อื่น ไม่ใช่ใจของเราทั้งนั้น นี่ให้เรารู้ เข้าใจมันอย่างนั้น

คราวหนึ่งพระพุทธเจ้าเสด็จไป ถูกพวกพราหมณ์เขานินทาบอกว่า ไอ้สมณะหัวโล้นอย่างนั้นอย่างนี้ เมื่อเวลาปฏิบัติหรือทำอย่างนั้น นึกว่าตนของตนจะดีดอกหรือ พอดีพระอานนท์ได้ยินก็เลยเดือดร้อน ขอเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จไปในที่อื่น

“เอ้า เราจะไปที่ไหนล่ะอานนท์”

“เขาว่าที่นี่ก็ไปที่อื่น”

“ไปที่อื่นเขาก็ว่าอีก จะไปที่ไหน”

“ก็ไปเรื่อยๆ ไป”

“ถ้าเขาว่าหมดทั้งโลก เราจะไปอยู่ที่ไหนอานนท์” พระอานนท์ก็เลยหมดเรื่อง

เพราะฉะนั้น พระองค์จึงแสดงว่า “โลกธรรม คือ นินทา สรรเสริญ มันมีอยู่อย่างนี้อานนท์ เราอย่าไปยึดอย่าไปถือเอามาเป็นสมบัติของเรา มาหมักไว้ที่ใจของเรา หน้าที่ของเรามีทำอยู่เฉพาะตัวของเรานั้นน่ะ ดูที่กาย ที่ใจของเราเท่านี้ มีหน้าที่อยู่เท่านี้ เอาอย่างนี้ เราจึงจะเห็นความพ้นทุกข์”

นี่พระองค์สอนอย่างนี้

นี่เราก็เหมือนกัน เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า เราเป็นลูกศิษย์ของพระพุทธเจ้า ก็ทำเหมือนอย่างพระพุทธเจ้า

เมื่อเวลาพระพุทธเจ้าได้ทรงสำเร็จอย่างไร ได้พ้นทุกข์อย่างไร เราผู้ปฏิบัติตามก็จะสำเร็จได้ หรือพ้นทุกข์ไปได้อย่างนั้น นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น อย่าไปเดือดร้อนอะไรนัก

สำหรับนักปฏิบัติแล้วน่ะ ถ้ายังไปเดือดร้อน ใจของเราไม่สงบ จะไปเดือดร้อนทำไม อยู่เฉยๆ น่ะ ที่ท่านบอกว่า อุเบกขา วางเฉยน่ะ เราทำไมไม่เอา เอาสิ

อยู่ที่ไหนล่ะอุเบกขา ก็อยู่ที่ใจของเรานั้น คือ ใจผู้รู้ คำว่าผู้รู้ ไม่เอาอะไรทั้งหมด รู้เท่าอยู่เฉยๆ เขาว่าขึ้นมาเราก็รู้ เขาไม่ว่าเราก็รู้อยู่อย่างนั้น

นี่เป็นธรรมชาติ ไม่มีใครที่จะลบล้างได้ นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายจะมาลบล้างเองไม่ได้เป็นเด็ดขาด มีแต่ไหนแต่ไรมา นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น

นักปฏิบัติให้ทำอย่างนี้ อย่าไปหวั่นไหวในอารมณ์ เราทำหน้าที่ของเรา มันสบายๆ อยู่อย่างนั้น พูดแรงเฉยๆ หรอก ไม่ได้ดุ ไม่ใช่ด่า เสียงมันดังเฉยๆ แต่ว่าให้เราทำใจให้เยือกเย็นอยู่เท่านั้นน่ะ อย่าไปถือว่า แหม ท่านดุเราแล้ว ว่าเราแล้ววันนี้ อย่าเพิ่งเข้าใจอย่างนั้น นี่ให้นึกว่าท่านเมตตาปรานี ท่านสงสารเรา ท่านจึงพูด ท่านถือว่าเราเป็นลูกศิษย์ของท่าน ท่านจึงดุว่าให้เรา

ให้เรามีใจ ให้เราตั้งใจประพฤติปฏิบัติ หาความพ้นทุกข์ ให้นึกอย่างนี้สบายใจนัก

เอาอย่างนี้ นักปฏิบัติน่ะ อย่าไปหลง เดี๋ยวคนนั้นเอาไปพูดอย่างนี้ เดี๋ยวคนนี้เอาไปพูดอย่างนั้น เดี๋ยวก็เดือดร้อน เราไปยึดไปถือ ไปเอาน่ะ เขาพูดก็ปล่อยให้เขาพูดไปเถอะ เรื่องของเขา เราเฉยๆ น่ะ เขาพูดให้ฟัง เราก็ฟังไปเฉยๆ อยู่อย่างนั้น ไม่ต้องเอาอะไรทั้งหมด

นี่พระพุทธเจ้าท่านสอนอย่างนี้ ไม่ได้สอนให้ยึดให้เอาอย่างนั้น สอนให้ดูที่ใจของเราเท่านั้น พุทธะที่ใจของเรา ฝึกหัดใจของเราให้มันตรงต่อหนทางที่เราจะไปสู่สุคตินั้น

นี่ให้เราเข้าใจอย่างนั้น อย่าไปเดือดร้อน

โลกธรรมไปที่ไหนมันก็ไม่พ้น โลกธรรมมันมีอยู่อย่างนั้น ต่อเมื่อเวลาเราสิ้นจากอาสวะเมื่อไร นั้นละพ้นจากโลกธรรม ถึงอย่างไรเราพ้นจากอาสวะแล้วก็ยังตำหนิติโทษเหมือนกัน เช่นตัวอย่างพระพุทธเจ้าของเราเขาก็ยังว่าอยู่นั้น เขาว่าไปขโมยที่เสี่ยงทายดอกบัวว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าเป็นขโมยเปลี่ยนเอาดอกบัวของพระศรีอาริยะ เพื่อตรัสรู้ก่อนพระศรีอาริยะ เขาก็ยังกล่าวตู่ว่าเป็นขโมยอีก แต่ความจริงท่านรู้จักกันก่อนแล้ว คือ พระศรีอาริยะบำเพ็ญบารมีมาก เพื่อจะรื้อสัตว์โลกนี้ให้หมดไป แล้วก็พระโคดมของเรานี้บำเพ็ญบารมีน้อย เอาตรัสรู้ก่อน ท่านก็พูดอย่างนั้น เอ้า ถ้าอย่างนั้นก็เอา ก็เลยเปลี่ยนกันอย่างนี้ ไม่ใช่ขโมยนะ นี่คนก็เลยไปกล่าวตู่ว่าพระพุทธเจ้าเป็นขโมย เพราะเหตุนั้นสมัยนี้จึงมีขโมยมาก อันนี้เป็นความเห็นผิด เข้าใจผิดต่างหาก

เอ้า เอาล่ะ เสียงมันไม่ออกแล้ว เอาล่ะเนาะ เมื่อยแล้ว ไปสวดมนต์มื้อหนึ่งก็พอแรงแล้ว มาเอาอีกแล้ว เมื่อเช้านี้ก็อีกกัณฑ์หนึ่ง 
 

 

ข่าวล่าสุด

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้

โรงเรียนนานาชาติบูมแตะ 280 แห่ง จับตาศึกชิงเด็ก-ขึ้นค่าเทอมพยุงรายได้