
กล้า ในสิ่งที่ยากกว่าความสามารถ
เคยไหมคะ เราได้รับเสนอชื่อ หรือได้รับข้อเสนองานที่ดูแล้วยังไงๆ ก็เกินความสามารถของเราแน่ๆ
เคยไหมคะ เราได้รับเสนอชื่อ หรือได้รับข้อเสนองานที่ดูแล้วยังไงๆ ก็เกินความสามารถของเราแน่ๆ
โดย...หนูดี – วนิษา เรซ
เคยไหมคะ เราได้รับเสนอชื่อ หรือได้รับข้อเสนองานที่ดูแล้วยังไงๆ ก็เกินความสามารถของเราแน่ๆ ดูแล้วไม่น่าจะทำได้เลย ใจหนึ่งก็กลัวว่า ถ้าพลาดแล้วจะเป็นอย่างไร มันจะน่ากลัวและน่าอายแค่ไหนที่จะต้องพลาด ทำไม่ได้ หรือโชว์ความไม่เก่งของเราให้โลกรู้
แต่อีกใจหนึ่งก็อยากลอง เพราะถ้าเราทำได้ ก็เป็นการพิสูจน์ตัวเองแบบก้าวกระโดด ได้มีความนับถือตัวเองในมุมใหม่ๆ ทำให้รู้ว่าตัวเราก็เก่งในเรื่องนี้กว่าที่เราคิด และได้แสดงให้คนรอบข้างประทับใจด้วย สองจิตสองใจแบบนี้ เป็นคุณ คุณจะเลือกทางไหนคะ
เลือกทางที่เก็บตัวเองไว้ในมุมปลอดภัย มุมที่เราทำได้ทุกอย่างชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์อยู่แล้ว ไม่หน้าแตก ไม่ได้ไม่เสีย หรือจะเลือกเดินหน้าเข้าสู่โซนเสี่ยง โซนอันตราย โซนที่เราอาจทำไม่ได้ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ก็เป็นดินแดนใหม่ ดินแดนที่เรากำลังจะเข้าไปบุกเบิกด้วยตัวเอง ดินแดนที่เราไม่คุ้นเคย อาจมีความยากรออยู่ มีความท้าทายรออยู่ แต่ถ้าทำได้ ก็อาจมีสมบัติล้ำค่ารอเราอยู่เช่นกัน
ทุกครั้งที่เรากำลังจะเก่งขึ้น หนูดีสังเกตว่ามันเหมือนกับการเข้าสู่ดินแดนใหม่เสมอ เพราะถ้าเรากำลังทำสิ่งที่ง่ายและคุ้นชิน นั่นก็คือเรากำลังอยู่ในที่เดิมๆ ไม่ได้เดินทางไปไหนไม่ได้พัฒนาสักเท่าไร เพราะฉะนั้นคนที่มีนิสัยกล้าเสี่ยงจึงมักจะมีโอกาสเก่งได้มากกว่า ไม่ใช่เพราะว่าเขา “ฉลาดกว่า” แต่เป็นเพราะว่าเขาได้เสี่ยงทำอะไรใหม่ๆ บ่อยกว่าเท่านั้นเอง
เคยมีนักจิตวิทยาเด็กบอกไว้ว่า เด็กที่กล้ากินอาหารแปลกๆหรือยอมกินอาหารที่ไม่ซ้ำแบบเดิมบ่อยๆ มีโอกาสจะพัฒนาไอคิวได้มากกว่าเด็กที่ต้องกินอาหารซ้ำๆ เช่น ยอมกินแต่ข้าวไข่เจียว ข้าวกับหมูหยอง หรือข้าวผัดแบบเดิมๆ ตลอดเวลา ตอนแรกหนูดีก็ว่าประหลาด คือ มองเผินๆ แล้วมันเป็นคนละเรื่องกันเลยนะคะ การชอบและยอมรับประทานอาหารประหลาดๆ กับความฉลาดทางปัญญา แต่เมื่อมองอย่างลึกซึ้งแล้วก็พบว่า มันคือคนละเรื่องเดียวกันนั่นเอง เพราะว่าการที่คนเราคนหนึ่งจะยอมและชอบรับประทานอาหารที่ไม่เคยรับประทานมาก่อน นั่นคือความกล้าเสี่ยงระดับสูงเลยล่ะ เพราะการรับประทานมันเป็นเรื่อง “ความเป็นความตาย” นะคะ อาหารนี้ร่างกายเราจะแพ้ไหม อาหารจะเป็นพิษไหม รับประทานแล้วจะแหยะไหม รสชาติจะเป็นอย่างไร และอีก ฯลฯ ที่เราต้องคิดก่อนจะตักอะไรแปลกๆ เข้าปากสักหนึ่งครั้ง แต่เมื่อพบว่ามันมีความเชื่อมโยงกัน จากนั้นหนูดีเองก็ฝึกเป็นนิสัยเลยค่ะ ถึงเราจะไม่ใช่เด็กแล้ว แต่ก็ถือเคล็ดง่ายๆ ว่า ถ้ามันได้ผลกับเด็ก มันก็น่าจะได้ผลสำหรับเราเช่นกัน และก็เลยเป็นหัวหน้าแก๊งพาเพื่อนๆ และน้องๆ ไปหาอะไรแปลกๆ รับประทานสม่ำเสมอ ทั้งอาหารเลบานอน อาหารสเปน อาหารเอธิโอเปีย (อันนี้โดนเพื่อนแซวเสมอว่า เขามีอะไรกินด้วยเหรอ คำตอบคือ มีค่ะและอร่อยด้วย แต่เวลาไปรับประทานจะมีถาดทองเหลืองขนาดใหญ่สำหรับคนทั้งโต๊ะแบ่งกัน 1 ถาด และทุกคนใช้มือรับประทานกันจากถาดใหญ่ๆ ถาดเดียวกันนั่นเอง เป็นที่เฮฮา)
นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการคนโปรดของหนูดี Lev Vygotsky เคยพูดถึง “ความเก่งแบบก้าวกระโดด” นี้ไว้ในชื่อ Zone of proximal development ซึ่งเป็นจุดที่คนเราพัฒนาได้มากที่สุด ดีที่สุด คือ เป็นจุดที่เรามายืนอยู่ตรงจุดเชื่อมต่อของความเก่งที่สุดเท่าที่เราทำได้ตอนนี้แล้ว และกำลังจะก้าวเข้าสู่โซนที่เราไม่รู้ เรายังไม่เก่ง และเรายังทำไม่ได้ ...ณ จุดจุดนี้ล่ะค่ะ ที่หนูดีว่าน่าทึ่งที่สุดในชีวิตคนเรา เพราะเราจะมีแค่ 2 ตัวเลือก คือ เลือกเดินกลับไปตรงจุดที่เราเก่งมากๆ แล้ว เราทำได้ทุกอย่างด้วยความสบายใจ (แต่เราก็จะเก่งได้แค่เท่านั้นไปตลอดกาล) หรือจะกล้าก้าวข้ามผ่านอัตตาตัวเราเอง กล้าลองดู “โง่ๆ” บ้างตอนที่เริ่มลอง แล้วก็ค่อยๆ พัฒนาตัวเองในดินแดนแห่งใหม่นั้น จนเก่งขึ้นเองตามเวลาและการฝึกฝน
ไวก็อตสกี ได้พูดถึงตัวแปรที่สำคัญมหาศาล ณ จุดเปลี่ยนตรงนี้ไว้ด้วย ทายได้ไหมคะว่าคืออะไร นอกจากความ “กล้าและบ้าบิ่น” ของเราเองแล้ว ยังต้องมีอีกสิ่งหนึ่งค่ะที่จะช่วยได้มากเลย คำเฉลยตรงนี้คือ “คน” ค่ะ “คนหนึ่งคนที่เก่งกว่าเราในเรื่องนั้นและพร้อมจะเป็นครูให้เรา” สำหรับในโลกอนุบาล ทฤษฎีนี้สนับสนุนมากๆ กับการที่ให้ห้องเรียนหนึ่งมีเด็กคละอายุ เพราะเด็กที่แก่กว่าแค่ 1 ปีเท่านั้น จะมีพัฒนาการกล้ามเนื้อสูงกว่าเยอะมาก และเด็กๆ ก็จะสอนกันเองอย่างสนุกสนาน
แต่ในโลกของผู้ใหญ่สิคะ บางครั้งเมื่อเราต้องการเก่งมากขึ้นสักเรื่องหนึ่งอย่างก้าวกระโดด บางครั้งเราอาจจะไม่โชคดีได้มี “ครู” ที่อยู่ตรงนั้นตลอดเวลา หนูดีมองว่า ตรงนี้เองค่ะที่เทคโนโลยีสามารถเข้ามามีบทบาทได้มากมาย ตอนนี้เรามีโปรแกรมดีๆ ที่สอนเรื่องต่างๆ ให้คนได้เยอะแยะ อย่างล่าสุดนี้ หนูดีเพิ่งได้ ipad2 มาหมาดๆ หลังจากต่อต้านมาเป็นปี แต่ในที่สุดหนอนหนังสืออย่างหนูดีก็ทนแบกหนังสือกระดาษต่อไปไม่ไหวเมื่อมีตัวเลือก “กระดาษอิเล็กทรอนิกส์” มาให้เลือกอยู่ตรงหน้า ครั้งนี้หนูดีพบว่า ครูของหนูดีเป็นเด็ก 8 ขวบคนหนึ่ง ที่เล่นเกมใน ipad ได้เก่งมากๆ น้องกรุณาสอนหนูดีต่อ wifi ในเวลาที่หนูดีกำลังงงสุดขีด และได้รุ่นน้องอีกคนสอนวิธีการดาวน์โหลดแอพพลิเคชันต่างๆ จากนั้นก็มีคุณครูเป็นคู่มือการใช้งานออนไลน์นั่นเอง
แต่ในโลกของชีวิตจริง ไม่ใช่แค่เรื่องอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดใหม่เท่านั้น แต่มันคือการได้เลื่อนตำแหน่งไปสู่งานที่เราไม่แน่ใจว่าจะทำได้ไหม หรือการได้รับข้อเสนองานที่ดูน่าทึ่งและน่าตื่นเต้นแต่เราไม่มั่นใจเลยว่า เราดีพอหรือเปล่า หนูดีว่าในกรณีนี้ ถ้าเราต้องการเก่งขึ้น มันคือการบอกตัวเองว่า เราจะทำและจะทำให้ดีที่สุด และคำว่าดีที่สุดของเรา ก็คือมาตรฐานที่ทุกคนจะยอมรับสำหรับงานนั้น และกลับมาจัดการฝีมือตัวเองให้เก่งขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น หนูดีว่าคนเราจะเก่งขึ้นได้ในชีวิตทุกครั้ง ก็ด้วยเพียงวิธีเดียว นั่นก็คือ “กล้าที่จะทำในสิ่งที่ยากกว่าความสามารถในเวลานั้น” เสมอๆ ค่ะ (ไม่อย่างนั้น ตอนนี้เราก็คงได้แค่บวกเลขได้ แต่คูณกับหารไม่ได้เสียที ว่าไหมคะ)







