posttoday
จดหมายจากนักโทษประหาร

จดหมายจากนักโทษประหาร

24 กรกฎาคม 2554

ไม่น่าเชื่อว่านักโทษประหารจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทัศนคติและยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการเขียน

ไม่น่าเชื่อว่านักโทษประหารจะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทัศนคติและยอมรับความจริงอันโหดร้ายได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการเขียน

โดย...อินทรชัย พานิชกุล

มีจดหมายจ่าหน้าซองถึงผมในเย็นวันหนึ่ง

ทันทีที่พลิกดูหัวใจก็พลันเต้นโครมคราม มือไม้สั่น ร้อนวูบวาบหวั่นไหวอยู่ในอก เมื่อพบว่าจดหมายถูกส่งมาจากเรือนจำกลางบางขวาง อ.เมือง จ.นนทบุรี ลงชื่อ พ.รักษา

จดหมายจากแดนประหาร นักโทษประหารเขียนจดหมายมาหาผม

“คิดถึง ลุงอยากจะเขียนจดหมายมาคุยนานแล้ว ไม่รู้จะขึ้นต้นจดหมายว่าอย่างไร เราคงจะลืมพวกลุงแล้วนะ นักโทษประหารมีอะไรให้เราประทับใจบ้างรึเปล่า”

ลายมือหวัดแกมบรรจง เขียนด้วยปากกาลูกลื่นสีดำเป็นระเบียบบนกระดาษสีขาว มีตราปั๊มสีแดงตัวโตว่า “ตรวจแล้ว” พร้อมลายเซ็นกำกับชัดเจน

ใครจะไปลืมได้ลง ครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้เข้าไปสัมผัสโลกหลังกำแพงคุกบางขวาง เรือนจำแห่งเดียวในประเทศไทยที่ใช้คุมขังผู้ต้องหาที่ถูกศาลตัดสินให้ประหารชีวิต

จดหมายจากนักโทษประหาร

สี่เดือนก่อน ผมได้มีโอกาสติดสอยห้อยตามคณะนักเขียนสารคดี ประกอบด้วย อรสม สุทธิสาคร วิวัฒน์ พันธวุฒิยานนท์ และวีระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง เข้าเรือนจำกลางบางขวาง เพื่อไปดูเขาสอนวิชาการเขียนเรื่องเล่าจากประสบการณ์จริงของผู้ต้องขังในแดนประหาร ภายใต้โครงการกำลังใจ ในพระราชดำริพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา ร่วมกับเครือข่ายพุทธิกา  โดยพระไพศาล วิสาโล

ภาพแนวกำแพงสูงแข็งแรงกั้นด้วยรั้วลวดหนามไฟฟ้า เหล่าผู้คุมท่าทางดุดันกระชับปืนไรเฟิลในอก ด่านตรวจค้นอันแสนเคร่งครัดรัดกุม ล้วนน่าเกรงขาม แต่การได้ใกล้ชิดกับบรรดานักโทษประหารตัวจริงเสียงจริงกว่า 30 ชีวิตนั้น เป็นความรู้สึกที่ยากจะบรรยายยิ่งกว่า

มองเผินๆ ก็เหมือนคนธรรมดาๆ ทั่วไป ใบหน้าเรียบเฉยของพวกเขา บุคลิกนิ่งขรึม คำพูดคำจาสุภาพอ่อนน้อม ไม่มีรังสีแห่งความรุนแรง ไม่มีวี่แววของความก้าวร้าวหยาบคาย ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าพวกเขาเหล่านี้น่ะหรือ คือ มือปืนอาชีพ ฆาตกรใจโฉด นักฆ่าข่มขืน พ่อค้ายาเสพติด ผู้ถูกสังคมตราหน้าว่ามีจิตใจโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ ก่อเหตุคดีอุกฉกรรจ์ร้ายแรงจนต้องถูกพิพากษาให้ตายสถานเดียว เพื่อชดใช้กรรมที่เคยก่อไว้ในอดีต

บางรายยังอยู่ระหว่างการสู้คดี บางคนได้รับพระราชทานอภัยโทษเหลือจำคุกตลอดชีวิต ขณะที่เหลือต่างรอวันตายที่กำลังคืบคลานมาอย่างช้าๆ โดยไม่มีวันรู้ล่วงหน้า

ลุง พ.รักษา คือ หนึ่งในนั้น เขาคือชายชราวัย 60 ต้นๆ นักโทษประหารคดียาเสพติด ผมหงอกสั้นเกรียน รูปร่างสูงสันทัด ดวงหน้าอ่อนโยนและใจดี

ผมจำภาพได้แม่นยำว่าเขาและเพื่อนนักโทษประหารทั้ง 30 ชีวิต นั่งฟังครูนักเขียนสารคดีชื่อดังบรรยายหน้าชั้นเรียนอย่างตั้งอกตั้งใจ บรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง มีรอยยิ้มและเสียงหัวเราะครื้นเครงดังแว่วบางครั้ง

“ลุงไม่คิดว่าบางขวางเป็นปัญหาของลุงเลย มันเป็นบ้านหลังที่สองสำหรับลุง เราต้องยอมรับความจริงว่าเราไม่จำเป็นต้องไปเรียกร้องขอความเห็นใจจากคนอื่น เพราะเราเลือกทางเดินของเราเอง ลุงไม่เสียใจ เมื่อเราเข้าใจ เรามาอย่างไรก็ไปอย่างนั้น ทุกอย่างเราไม่สามารถเอาไปได้เลย สิ่งที่เราต้องการแท้จริงเป็นเพียงมายาเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มและเสียงหัวเราะมีความหมายต่อนักโทษเดนตายอย่างพวกเขายิ่งนัก เพราะชีวิตผุพังในห้องขังอันคับแคบ ทุกคนต่างจมอยู่ในอารมณ์ขุ่นหมอง เครียด หดหู่ สิ้นหวัง ตื่นกลัว หวาดระแวงต่อวันตายที่จะเดินทางมาถึงในวันใดวันหนึ่งข้างหน้า

แต่ยามเมื่ออยู่ในห้องเรียน นั่นคือโลกแห่งการเขียน พวกเขามีความสุขกับการเขียนเพื่อระบายความอัดอั้นตันใจ เขียนเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ ความรู้สึกนึกคิดอิสระดั่งนกเสรี โบยบินไปได้ทุกแห่งหนตามแต่จินตนาการ บินออกจากกรงขัง หนีความตาย ไปสู่ชีวิตใหม่ในโลกกว้างนอกกำแพงคุก แม้จะเป็นเพียงช่วงสั้นๆ แห่งความเพ้อฝันอันหอมหวาน แต่ก็ช่วยปลอบประโลมให้มีลมหายใจไปได้อีกวัน

“สิ่งที่เราตั้งใจทำร่วมกับกลุ่มอาจารย์อรสมนั้น เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเรา มันจะติดตัวเราไป ถึงเธอจะอยู่ในภพไหนมันจะช่วยให้เราดีขึ้น คน 70 ล้านคน ไม่สามารถจะมาได้เห็นเลย จะเสียเงินเท่าไหร่ก็ไม่มีโอกาสที่จะได้เห็นของจริง แต่เราได้สัมผัสจริงๆ”

ลุง พ.รักษา และเพื่อนนักโทษประหารในห้องเรียนวันนั้น ต่างได้ระบายความอัดอั้นตันใจ ได้ปลดปล่อยอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดให้ล่องลอยไปในความฝันตามแต่จินตนาการ ได้สื่อสารกับคนรัก พ่อแม่พี่น้อง บางคนเขียนขอโทษไปยังครอบครัวของเหยื่อที่เขาเคยปลิดชีวิต บางคนสารภาพว่ายามเมื่อได้เขียน ความเศร้าหมองก็คลายขุ่นข้อง แทนที่ด้วยความสงบ สมาธิ ได้ครุ่นคิดไตร่ตรองถึงชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง จนนำไปสู่ความรู้สึกสำนึกผิด แปรเปลี่ยนเป็นบทเรียนอันล้ำค่า ก่อนจะปล่อยวาง ไม่คร่ำครวญ พร้อมเผชิญความตายอย่างสงบและเข้าใจในท้ายที่สุด

“จำไว้ว่าถ้ามีโอกาสที่จะได้รับอะไรดีๆ จงรับเอามา แล้วเอาสิ่งนั้นมาเป็นประโยชน์กับตัวเราเองมากที่สุด แต่อย่าเอาเปรียบใคร เราจงเอาแต่ที่เห็นว่าทุกคนไม่เดือดร้อน สุดท้ายขอให้ครอบครัวของเธอจงมีความสุข ขอให้พระสยามเทวาธิราชคุ้มครอง จาก ลุง พ.รักษา”

อ่านจบแล้ว ผมถอนหายใจยาวๆ ด้วยความรู้สึกแปลกประหลาด ทั้งประทับใจ ทั้งเศร้าสะเทือนใจ ผสมผสานคละเคล้ากันไปยามเมื่อนึกถึงภาพชายชรานักโทษประหารคนนี้ รอยยิ้มอ่อนโยน และบทเรียนชีวิตที่เขาได้บันทึกเป็นถ้อยคำลงบนจดหมายส่งมาถึงผม

ไม่น่าเชื่อว่านักโทษประหารผู้รอความตายด้วยหัวใจอันทระนง จะเปลี่ยนแปลงวิธีคิด ทัศนคติ และยอมรับความจริงอันโหดร้ายที่พัดผ่านเข้ามาในชีวิตได้อย่างน่าอัศจรรย์ด้วยการเขียน จากวันนั้นทราบว่าทุกคนกลายเป็นคนเสพติดการเขียนไปโดยปริยาย ไม่ว่าจะเขียนบันทึกไดอะรีประจำวัน เขียนจดหมายหาพ่อแม่พี่น้อง คนรัก เพื่อนฝูง ครูบาอาจารย์ที่เคารพนับถือ จนถึงเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่พวกเขาเคยก่อกรรมทำเข็ญ

และผมก็เป็นหนึ่งในผู้โชคดีได้รับจดหมายจากความระลึกถึงของพวกเขา

จดหมายจากเรือนจำกลางบางขวาง ย่อมน่าสนใจดึงดูดให้เปิดอ่านโดยมิอาจมองข้ามปล่อยให้ผ่านไปได้เลย เช่นเดียวกับ ข้อคิดเตือนใจ บทเรียนชีวิตของเขา ในฐานะนักโทษประหาร

จดหมายฉบับเล็กๆ ฉบับนี้ให้บทเรียนล้ำค่าอย่างไม่มีวันหาซื้อได้ที่ไหน

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน