
อนาคตเพนกวินสดใสหลังโซนนิงประมง
เรื่อง แบมบี [email protected] / ภาพ คลังภาพโพสต์ทูเดย์
การจัดโซนนิงห้ามล่าสัตว์ทะเลในแอฟริกาใต้เห็นผลดีทันตาก่อนหน้านี้ จำนวนเพนกวินแอฟริกัน สายพันธุ์ Spheniscus Demersus ลดลงฮวบฮาบถึง 60% ระหว่างปี 2001
–2009 สาเหตุสำคัญก็เนื่องเพราะจำนวนอาหารเพนกวินลดลง ไม่ว่าจะเป็นปลาแองโชวีและปลาซาร์ดีน อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก (Climate Change) หรือโลกร้อน นอกจากนี้ ยังมาจากการที่ชาวประมงใช้อวนตาถี่จับปลาไปเป็นจำนวนมากๆในจำนวนเพนกวิน 2.6 หมื่นคู่ ที่เหลืออยู่ ส่วนใหญ่อาศัยอยู่ที่อ่าวอัลกัวบนเกาะเซนต์ครัวซ์ ซึ่งตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแอฟริกาใต้ โดยผู้เชี่ยวชาญด้านเพนกวินได้ไปติดแท็กไว้ที่เพนกวินที่โตแล้ว เพื่อติดตามเพนกวินทั้งก่อนและหลังการห้ามล่าสัตว์ทะเลในเขตรอบๆ ที่อาศัยของเพนกวินราว 20 กิโลเมตร นับตั้งแต่เดือนม.ค. 2009
ก่อนหน้านั้น เพนกวินราว 75% ต้องออกไปหาอาหารไกลจากแหล่งอาศัยไกลกว่า 20 กิโลเมตร หลังจาก 3 เดือนที่มีการเลิกจับสัตว์น้ำ พบว่าจำนวนเพนกวินที่ต้องออกไปไกลถึง 20 กิโลเมตร ลดลงเหลือ 70% และมีอาหารเพิ่มมากขึ้น
ห่างออกไปราว 50 กิโลเมตร ที่เกาะนก (Bird Island) ก็เป็นที่อยู่เพนกวินแอฟริกันอีกสายพันธุ์หนึ่ง แต่บริเวณดังกล่าวยังไม่ได้ออกกฎห้ามจับสัตว์น้ำ ซึ่งทำให้เพนกวินบนเกาะนกยังต้องว่ายน้ำออกไปไกลๆ เพื่อที่จะหาอาหาร
ดาวิด เกรอมีเยต์ จากศูนย์วิจัยทางวิทยาศาสตร์แห่งชาติฝรั่งเศส (CNRS) บอกว่าการไม่ต้องไปหาอาหารไกลๆ ทำให้เพนกวินมีพลังงานเหลือในการขยายพันธุ์เพิ่มขึ้น 40%
“แม้จะเร็วเกินไปที่จะบอกว่า ประชากรเพนกวินตัวน้อยๆ จะเพิ่มขึ้นหรือไม่ หรือว่าจะมีผลต่อการอยู่รอดของเพนกวินตัวน้อยจนโตเต็มวัยหรือเปล่า เรื่องนี้ยังต้องติดตามศึกษาต่อในระยะยาว” ดาวิด กล่าวตลอด 10 ปีที่ผ่านมา เพนกวินถูกขึ้นบัญชีเป็นหนึ่งในสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ ทว่าหลังจากที่มีมาตรการการห้ามล่าสัตว์ทำให้เห็นผลดี และมีหวังว่าเพนกวินจะหลุดจากโซนอันตรายได้ในเร็วๆ นี้







