ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

  • วันที่ 07 ส.ค. 2561 เวลา 10:55 น.
  • | เปิดอ่าน 336
Share on Google+
LINE it!

ใช้รถให้คุ้มต้นทุนที่ต้องจ่าย

เรื่อง กั๊ตจัง ภาพ pixabay

เวลาคนซื้อแต่รถก็เห็นจะจริงอย่างที่เขาว่าหากเทียบการลงทุนระหว่างอสังหาริมทรัพย์กับรถยนต์ในราคาที่เท่ากันรถนั้นมีมูลค่าหายไปมากกว่าครึ่งในเวลาไม่ถึง 2 ปี แต่เราจะทำอย่างไรให้เม็ดเงินที่เราลงทุนไปกับรถนั้นเกิดผลประโยชน์สูงที่สุด หรือมีต้นทุนค่าใช้จ่ายต่อกิโลเมตรให้มากที่สุดด้วยวิธีดังต่อไปนี้

1.ยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้ม

รถมีไว้ใช้ไม่ได้มีไว้ถนอมแต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับการใช้งานและความสุขในการมีรถของแต่ละคน แต่หากคิดเรื่องเงินเป็นหลักแล้ว รถยิ่งวิ่งเยอะยิ่งคุ้มค่าเงินลงทุน ยกตัวอย่างซื้อรถมาในราคา 8 แสนบาท ใช้มา 15 ปีวิ่งเพียง 1 แสนกิโลเมตร

ในระยะเวลาดังกล่าวแม้จะวิ่งน้อยแต่อุปกรณ์บางอย่างภายในรถจะเสื่อมสภาพไปตามเวลาจนซ่อมไม่ไหว ต้องขายในราคาตลาดเพียง 5 หมื่นบาท เท่ากับว่าต้นทุนของรถอยู่ที่ 7.5 แสนบาท หารกับระยะทางที่ใช้ไป 1 แสนกิโลเมตร ต้นทุนการใช้งานรถคันนี้คิดอย่างง่ายๆ  (ไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมัน) จะตกกิโลเมตรละ 7.50 บาท แต่ถ้าในระยะเวลา 15 ปี คุณใช้รถไป 4 แสนกิโลเมตร ขายต่อในราคา 5 หมื่นบาท ต้นทุนต่อกิโลเมตรจะเหลือประมาณ 1.87 บาทเท่านั้น

2.ขายเมื่อถึงเวลาอันควร

อีกวิธีหนึ่งที่จะทำให้คุณใช้รถอย่างคุ้มค่าก็คือ การขายเมื่อใช้งานไปได้ไม่กี่ปี โดยปกติแล้วมูลค่ารถจะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง เมื่อเวลาผ่านไปประมาณ 4 ปี แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณซื้อรถรุ่นไหน

หากเป็นรถตลาดผ่านไป 4 ปี ก็ยังขายต่อได้ราคาดี สมมติว่าคุณซื้อรถมาในราคา 7 แสนบาท เมื่อใช้งานไปได้ 2 แสนกิโลเมตร แล้วขายต่อได้ในราคา 4 แสนบาท เมื่อนำต้นทุนที่จ่ายจริงในการใช้งานรถคันนี้ที่ 3 แสนบาท มาหารกับระยะทาง 2 แสนกิโลเมตร ค่าใช้งานรถของคุณจะอยู่ที่ 1.5 บาท/กิโลเมตรเท่านั้น (คำนวณโดยไม่นับรวมค่าบำรุงรักษาและค่าน้ำมันต่อกิโลเมตร)

เมื่อเทียบกับวิธีการใช้งานระหว่างวิ่งให้เยอะ เพื่อให้ต้นทุนต่อกิโลเมตรลดลง กับขายต่อเมื่อถึงเวลาอันควร อย่างหลังดูมีภาษีตรงที่ถึงจุดคุ้มทุนเร็วกว่า โดยไม่เสี่ยงกับการใช้งานรถเก่าที่อาจเสียได้กลางทาง แต่ก็ต้องแลกกับการลงทุนซื้อรถคันใหม่เพื่อให้มีรถใช้ต่อไป แต่ถ้าใช้รถเยอะและซื้อมาขายไปทุก 4-6 ปี เท่ากับว่าคุณจะได้ใช้รถคันใหม่ โดยลงทุนเพิ่มเพียงไม่กี่แสนบาท และขายวนไปอย่างนี่อยู่ตลอด

3.ไม่ลงทุนในสิ่งไม่จำเป็น

การซื้อรถหนึ่งคันก็นับเป็นการลงทุนที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วแต่การที่คุณจะลงทุน ด้านอื่นที่เกี่ยวกับรถเพิ่มเติมก็ต้องคิดให้ดี หลายคนทุ่มเงินไปกับการตกแต่งรถ เป็นความชอบส่วนบุคคล แต่ต้องดูด้วยว่าลงแล้วมีประโยชน์ด้านอื่นนอกจากความสวยงามหรือไม่

เช่น แต่งช่วงล่างลงทุนไป 2-3 หมื่นบาท ต้องได้ความปลอดภัยในการขับขี่เพิ่มขึ้น ลงทุนแต่งเครื่องยนต์ให้แรงขึ้นก็ต้องดูว่าซื้อรถเครื่อง 1,500 ซีซี แล้วลงทุนแต่งเครื่องให้มีกำลังเท่าเครื่อง 1,800-2,000 ซีซี ใช้เงินประมาณ 5 หมื่น-1 แสนบาท ถ้าเพิ่มเงินจำนวนนี้ไปตั้งแต่ซื้อรถใหม่จะได้รถรุ่นใหญ่ที่มีกำลังเครื่องสูงกว่าจากโรงงานหรือไม่ แล้วมีผลดีต่อการใช้งานระยะยาวและราคาขายต่อหรือไม่

ลงทุนไปกับน้ำยาขัดเงา เคลือบแก้ว เคลือบฟิล์ม เคลือบแวกซ์ ราคารวมกว่าหมื่นบาท รถจะดูสวยใหม่แบบนี้ได้ถึงปีพอคุ้มค่าเงินลงทุนหรือไม่ เฉี่ยวชนมาต้องเสียเงินไปเคลือบใหม่อีกรอบหรือไม่ สิ่งเหล่านี้คือต้นทุนการใช้รถที่เราต้องคิดให้รอบคอบ แต่ถ้าทำแล้วมีความสุขคิดว่าไม่ใช่ปัญหาด้านการเงินก็สามารถทำได้เท่าที่ต้องการ

4.เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย

บางครั้งอาการผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ก็นำไปสู่ปัญหาที่ใหญ่กว่า เช่น ยางรองฝาวาล์วเครื่องรั่ว หม้อพักน้ำรั่ว ค่าซ่อมราคาไม่ถึง 2,000 บาท แต่ถ้าปล่อยไว้จนเครื่องพังต้องเสียค่าซ่อมอย่างน้อย 4 หมื่นบาท จึงเห็นได้ว่าปัญหาเล็กๆ น้อยๆ ของรถเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้ามและหาทางซ่อม เพื่อป้องกันความเสียหายที่ใหญ่กว่า หากดูแลรถไม่เป็นก็ควรเข้าศูนย์เช็กตามระยะหรือหาอู่ซ่อมรถที่ไว้ใจได้เป็นคนดูแลจะช่วยลดค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ให้กับคุณได้

Share on Google+
LINE it!