posttoday

"GPSC" มาร์จิ้นขายไฟฟ้าลดลง กำไรไตรมาส 1/67 ทำได้ 864 ล้านบาท

08 พฤษภาคม 2567

"ทิติพงษ์ จุลพรศิริดี" ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน "GPSC" ประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 1/67 กำไรสุทธิ 864 ล้านบาท ลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/66 เหตุมาร์จิ้นขายไฟฟ้าลดลง

     นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC แจ้งตลาดหลักทรัยพ์ฯขอนำส่งงบการเงินของบริษัทฯ และบริษัทย่อย งวด 3 เดือน สิ้นสุดวันที่31 มีนาคม 2567 ซึ่งผ่านการสอบทานจากผู้สอบบัญชี บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด และได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการตรวจสอบของบริ ษัทฯ

     โดยกำไรขั้นต้นของบริษัทฯในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 จำนวน 5,060 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้น 206 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิของบริษัทฯ จำนวน 864 ล้านบาท คิดเป็นกำไรสุทธิของบริษัทฯที่ลดลง 254 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 1 ปี 2566 โดยมีสาเหตุหลักมาจาก margin การขายไฟฟ้าจากการผลิตโดยใช้เชื้อเพลิงน้ำมันดีเซล แทน ก๊าซธรรมชาติของโรงไฟฟ้าศรีราชาลดลงจากปีก่อนหน้า ซึ่งสอดคล้องกับแผนการเรียกรับไฟฟ้าของ กฟผ. ขณะที่ภาพรวมผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก(SPP) เพิ่มขึ้น จาก margin จากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น จากปัจจัยค่า Ft ที่สามารถสะท้อนต้นทุนราคาพลังงานได้ดีขึ้นจากปีก่อน ประกอบกับปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น

    เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาสที่ 4 ปี 2566 กำไรขั้นต้นของบริษัทฯปรับตัวดีขึ้น 828 ล้านบาท และกำไรสุทธิของบริษัทฯ เพิ่มขึ้น 386 ล้านบาท โดยมีสาเหตุหลักมาจากผลการดำเนินงานในส่วนของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) เพิ่มขึ้น จาก margin การขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมปรับตัวสูงขึ้น และปริมาณการขายไฟฟ้าให้แก่ กฟผ. และ ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร และค่าบำรุงรักษาลดลงตามฤดูกาลจากไตรมาสก่อนหน้า

\"GPSC\" มาร์จิ้นขายไฟฟ้าลดลง กำไรไตรมาส 1/67 ทำได้ 864 ล้านบาท

     อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้รับส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนในบริษัทร่วมและการร่วมค้าในไตรมาสที่ 1 ปี 2567 มูลค่า 12 ล้านบาท ขาดทุนเพิ่มขึ้น 125 ล้านบาท หรือร้อยละ 111 จากไตรมาสที่ 1 ปี 2566 และ 235 ล้านบาท หรือร้อยละ 105 จากไตรมาสที่ 4 ปี 2566 

\"GPSC\" มาร์จิ้นขายไฟฟ้าลดลง กำไรไตรมาส 1/67 ทำได้ 864 ล้านบาท

     โดยสาเหตุหลักจากส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนใน XPCL และ CFXD จากปัจจัยทางด้านฤดูกาล และผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากเงินกู้ยืมต่างประเทศของโครงการ CFXD ที่อัตราแลกเปลี่ยนสกุลเงินดอลลาร์ไต้หวันอ่อนค่าเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนตามลำดับ ขณะที่ส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุนใน AEPL ปรับตัวสูงขึ้นจากจำนวนโครงการที่มีการเปิดดำเนินการเชิงพาญิชย์เพิ่มขึ้น ประกอบกับปริมาณขายไฟฟ้าที่ปรับขึ้นตามฤดูกาล

     ณ วันที่ 31 มีนาคม 2567 บริษัทฯ และบริษัทย่อยมีสินทรัพย์รวมทั้งสิ้น 309,891 ล้านบาท มีหนี้สินรวม 189,397 ล้านบาท และมีส่วนของผู้ถือหุ้น 120,493 ล้านบาท