เข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับ Vitamin C

วันที่ 31 มี.ค. 2563 เวลา 08:10 น.
เข้าใจทุกเรื่องเกี่ยวกับ Vitamin C
“กิน Vitamin C เยอะๆ ป้องกัน COVID-19 ได้” เรื่องที่ถูกแชร์ในโลกออนไลน์นับล้านครั้ง ฟังแพทย์โภชนาการบอก Vitamin C เกี่ยวกับหน้าที่ พร้อมข้อดี ข้อห้าม และวิธีการกินที่เกิดประโยชชน์กับร่างกาย

จากประโยคที่ถูกส่งต่อกันทั้งในไลน์กรุ๊ป แชร์บนเฟซบุ๊ก ต่างระบุตรงกันว่า “การกิน Vitamin C (วิตามินซี) ช่วยป้องกันโรคโคโรนา สายพันธุ์ใหม่ 2019 (COVID-19) ได้” ทำให้หลายคนซื้อวิตามินซีมากินตามความรู้ที่ได้รับมาข้างต้น โดยอาจกินมากเกินไปหรือกินผิดวิธี วันนี้เราจึงนำข้อมูลเกี่ยวกับวิตามินซี โดย นพ.ฆนัท ครุฑกูล แพทย์โรงพยาบาลรามาธิบดี ในฐานะนายกสมาคมโภชนาการเพื่อกีฬาและสุขภาพ มาบอกต่อ

วิตามินซีกับประโยชน์ที่แท้จริง

วิตามินซีที่มีประโยชน์ในเรื่องของลดความเหนื่อยล้าและอ่อนเพลีย และเสริมสร้างความต้านทานภูมิคุ้มกันของร่างกาย หากเรารับประทานวิตามินซีเยอะๆ จะไม่เป็นหวัด เนื่องจากวิตามินซี หรือเรียกอีกชื่อว่า  “กรดแอสคอร์บิค (Ascorbic acid)” เป็นวิตามินที่ละลายได้ในน้ำและร่างกายไม่สามารถสร้างเองได้จึงจำเป็นต้องได้จากการรับประทานเข้าไปซึ่งสามารถพบได้ในผักและผลไม้บางชนิด

วิตามินซีหาได้จากที่ไหน

วิตามินซีจะอยู่ในผักและผลไม้บางชนิด ผักและผลไม้ที่มีวิตามินซีสูงและหาทานง่าย เช่น ส้ม สตรอเบอร์รี่ องุ่น แคนตาลูป มะม่วง กีวี่ แตงโม มะละกอ มะเขือเทศ ถั่วงอก กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก 

ร่างกายต้องการวิตามินซีแค่ไหน

สำหรับการดูดซึมของวิตามิซีขึ้นอยู่กับปริมาณที่รับประทานเข้าไปในแต่ละครั้ง โดยปกติการทานวิตามินซีควรทานวันละ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน ที่จะช่วยในเรื่องภูมิต้านทานร่างกายและการบำรุงผิวพรรณ แต่สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหวัดหรือภูมิแพ้บ่อย ควรทานวิตามินซี 2,000 มิลลิกรัมหรือมากกว่านั้นทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคลด้วยหากทานน้อยเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจะทำให้เกิดอาการอ่อนเพลียเบื่ออาหารปวดตามข้อต่อของร่างกายเลือดออกตามไรฟันเจ็บกระดูกเป็นแผลหายช้าเป็นโรคลักปิดลักเปิด 

เมื่อร่างกายได้รับวิตามินซีมากเกินไป

การรับวิตามินซีในปริมาณมากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการอาจไปรบกวนการดูดซึมของทองแดงและซิลิเนียม ซึ่งส่งผลให้มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิด "นิ่วในไต" ทำให้เกิดปัญหาการสะสมธาตุเหล็กตามกระดูกข้อต่อต่างๆ มากขึ้น อาจทำให้เป็น "เกาต์" เนื่องจากวิตามินซีมีหน้าที่ในการช่วยเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กในร่างกาย และหากได้รับเกินกว่าวันละ 10,000 มิลลิกรัม อาจทำให้ "ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ" 

ถ้าเรากินวิตามินซีจะสามารถรักษา COVID-19 ได้ใช่หรือไม่

เรื่องนี้ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดที่ตอบคำถามในเรื่องของวิตามินซีช่วยรักษา COVID-19 ได้ แต่ในความเป็นจริงวิตามินซีมีประโยชน์เพียงเล็กน้อยสำหรับการลดผลกระทบของไวรัสหวัดและไข้หวัดใหญ่ จากผลงานวิจัยจากการศึกษาที่ผ่านมา พบว่า การรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวัน ไม่สามารถป้องกันหวัดได้ และไม่มีผลลดความเสี่ยงในการเป็นหวัด ยกเว้นผู้ที่ออกกำลังกายหรือเล่นกีฬาเป็นประจำ จะสามารถลดความเสี่ยงในการเป็นหวัดได้ถึง 50%

อย่างไรก็ตาม พบว่าการรับประทานวิตามินซีเป็นประจำทุกวันจะสามารถช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดได้ ขนาดวิตามินซีที่แนะนำให้รับประทานเพื่อลดความรุนแรงและระยะเวลาในการเป็นหวัดคือ 1,000-3,000 มิลลิกรัมต่อวัน และในผู้ที่ไม่เคยรับประทานวิตามินซีมาก่อน หากเป็นหวัดแล้วจึงเริ่มรับประทานวิตามินซีจะไม่สามารถช่วยลดความรุนแรงหรือระยะเวลาในการเป็นหวัดได้เลย

จากงานวิจัยดังกล่าวเห็นได้ชัดในเรื่องของการใช้วิตามินเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันของโรค เพื่อป้องกันไข้หวัดนั้น ไม่สามารถดำเนินได้จากการทานวิตามินซีเพียงอย่างเดียว แต่ต้องออกกำลังกายเพื่อรักษาสภาพร่างกายให้แข็งแรง ไม่ได้มีงานวิจัยรองรับการป้องกันโรคจากวิตามินซีดังกล่าว แต่การกินวิตามินซีก็เป็นสิ่งที่สำคัญต่อร่างกายศูนย์ควบคุมและป้องกันโรครวมถึงองค์การอนามัยโลกได้กล่าวในทิศทางเดียวกันว่าการลดปัญหา COVID-19 ได้

วิธีป้องกัน COVID-19 ที่คุณหมอแนะนำ

มีเพียงวิธีเดียวที่จะลดโอกาสในการติดเชื้อไวรัส คือการป้องกันการติดเชื้อ การดำเนินชีวิตโดยเว้นระยะห่างในการทำกิจวัตรประจำวัน การล้างมือบ่อย ๆ และการทำความสะอาดบริเวณที่อยู่อาศัยอยู่ โดยเป็นแนวทางจาผู้เชี่ยวชาญรอบโลกที่ว่าข้อควรปฏิบัติเหล่านี้จะช่วยในเรื่องของการลดโอกาสในการติดเชื้อ COVID-19 ได้

นอกจากนั้น สอดรับกับมาตรการของกระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ในการแนะนำให้ประชาชนดำเนินตามมาตราการคือ กินร้อน ช้อนเรา จานเรา ล้างมือ แยกกันกิน และแยกกันอยู่ไม่ต่ำกว่า 1-2 เมตร เพื่อลดการแพร่เชื้อโรค อีกทั้งส่งเสริมให้ดูแลร่างกายให้แข็งแรงโดยการกินอาหารที่มีประโยชน์ครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายในระดับความหนักปานกลางอย่างสม่ำเสมอ และการผักผ่อนให้เพียงพอ เพียงเท่านี้ก็จะสามารถทำให้ตัวเราลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโรค COVID-19 ได้แล้ว