กอด ยาวิเศษบำบัดโรคกายและใจ

วันที่ 14 มิ.ย. 2560 เวลา 15:59 น.
กอด ยาวิเศษบำบัดโรคกายและใจ
โดย...กันย์ ภาพ เอพี, เอเอฟพี, รอยเตอร์ส

กอด อาการที่ทำได้ง่ายไม่ต้องลงทุน แต่ผลลัพธ์ออกมาดี๊ดี เป็นการถ่ายทอดพลังความรู้สึกทางบวกให้กับผู้ถูกกอด สัมผัสแห่งรักที่ทำให้อารมณ์ดี นอกจากการจับมือ เจอหน้า และพูดคุยทักทายกับคนที่เรารักแล้ว การกอดก็ถือเป็นอีกหนึ่งสัมผัสที่ทำให้เรารู้สึกแฮปปี้ไปตลอดทั้งวันได้

ความสุขเล็กๆ ที่เกิดจากการกอด จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับสุขภาพกายของเรา รู้หรือไม่ว่าการกอดคนที่เรารักเพียงวันละครั้ง ก็ทำให้ห่างไกลจากอาการเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้แล้ว 

กอดรักษาโรค

พญ.นริศรา ติยะพรรณ จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น ทรพ.สมุทรสาคร กล่าวว่า สุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอก เพราะการกอดช่วยป้องกันอาการเจ็บป่วยออดๆ แอดๆ ได้ เพราะในการกอดแต่ละครั้งนั้น ร่างกายจะเกิดกระบวนการต่างๆ เช่น หัวใจเต้นรัวขึ้น เลือดลมสูบฉีด รู้สึกอารมณ์ดี หัวสมองนึกถึงแต่เรื่องดีๆ ดังนั้นหากเรากอดคนรักบ่อยๆ สุขภาพจิตของเราย่อมดีทุกวัน แบบนี้ก็ไม่มีทางเจ็บป่วยง่ายอยู่แล้ว เพราะสุขภาพแข็งแรงมาจากข้างใน

โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ นั้นการกอดเป็นสิ่งจำเป็น มีงานวิจัยจากสหรัฐบอกว่า ในเด็กที่ขาดการกอดหรือสัมผัส จะทำให้เด็กชะงักการเติบโตและอาจเสียชีวิตได้ เพราะสัมผัสและกอดส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมน ระบบภูมิคุ้มกัน ระบบไหลเวียนโลหิตที่จะไปช่วยหล่อเลี้ยงเนื้อเยื่อ ส่งผลต่อพัฒนาการทางอารมณ์ การเรียนรู้ใช้เหตุใช้ผลของเด็กจะทำงานผิดปกติ สุขภาพจิตจะตกต่ำส่งผลให้สมองส่วนหน้าด้านการควบคุมอารมณ์จะทำงานผิดปกติ อาจกลายเป็นเด็กหงุดหงิด โมโหง่าย และกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ในอนาคต ทางตรงกันข้ามการกอดจะทำให้เด็กรู้สึกมั่นคงปลอดภัย พัฒนาการทางสมองจะดี อารมณ์จะดีขึ้น”

นอกจากนี้ ร่างกายมีภูมิคุ้มกันโรคมากขึ้น เพราะการกอดสามารถเพิ่มคุ้มกันโรคให้เราได้ เพราะการกอดช่วยกระตุ้นจักระต่อมที่ 3 หรือ Solar Plexus ที่อยู่ตรงบริเวณตำแหน่งลิ้นปี่ ให้กระตุ้นการไหลเวียนน้ำเหลือง เพื่อใช้ในการผลิตเซลล์เม็ดเลือดขาว หากร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดขาวเพียงพอ ร่างกายก็จะมีภูมิคุ้มกันโรคเป็นปกติ และคลายอาการปวดต่างๆ

ในขณะที่เรากอดใครสักคนนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขที่จะช่วยให้เราคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อทุกส่วนในร่างกาย เพิ่มการไหลเวียนเลือดในมวลกล้ามเนื้อ ส่งผลให้อาการปวดต่างๆ บรรเทาลงนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังลดความเสี่ยงการเป็นโรคหัวใจ เพราะฮอร์โมนออกซิโตซินช่วยลดความเครียดและความกังวล ลดระดับความดันโลหิต ทำให้หัวใจไม่ทำงานหนักจากการเร่งสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงหัวใจ เราจึงมีความเสี่ยงต่ำในการเป็นโรคหัวใจ จากผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา แชเปิลฮิลล์ เผยว่า ปกติแล้วอัตราการเต้นของหัวใจคนเรา โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 60-80 ครั้ง/นาที แต่สำหรับคนที่ไม่ค่อยได้กอดใคร หรือไม่ค่อยถูกกอดนั้น จะมีอัตราการเต้นของหัวใจเร็วขึ้นประมาณ 10 ครั้ง/นาที ในขณะที่คนถูกกอดจะมีอัตราจะเร็วขึ้นแค่ประมาณ 5 ครั้ง/นาที ซึ่งการที่หัวใจเต้นเร็วกว่านั้น แสดงให้เห็นว่าหัวใจทำงานหนักขึ้น เพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจได้มากกว่าคนที่ได้รับการกอดเป็นประจำ

พลังมหัศจรรย์ของการกอด

เวลาที่เรากอดใครสักคนแล้วจะรู้สึกฮึกเหิมมากขึ้น มีพลังมากขึ้น เพราะในขณะที่กอดนั้น กระบวนการต่างๆ ในร่างกายจะทำงานสัมพันธ์กับระบบประสาทพาราซิมพาเธทิค หรือประสาทสัมผัสแบบอัตโนมัติ ที่จะทำการปรับสมดุลประสาทการรับรู้ของเรา กระตุ้นให้ร่างกายเรามีเรี่ยวแรง แอ็กทีฟมากขึ้น

นพ.อภิชาติ จริยาวิลาศ จิตแพทย์และโฆษก กรมสุขภาพจิต กล่าวว่า การกอดไม่ได้ให้ผลดีต่อสุขภาพกายอย่างเดียวเท่านั้น ยังมีพลังมหัศจรรย์บางอย่างที่ซ่อนประโยชน์ไว้มากมาย แต่อย่าลืมเรื่องกาลเทศะและสถานที่ด้วย ถ้าเป็นเรื่องของคนในครอบครัวจะเป็นสิ่งที่ดีมาก แต่ถ้าเป็นคนอื่นอาจต้องพิจารณาให้ดี โดยเฉพาะในผู้ชายที่จะไปกอดผู้หญิง ต้องมีความระมัดระวัง อาจะมีเรื่องความแตกต่างทางวัฒนธรรมที่ต้องพิจารณา การกอดที่ดีต้องมาจากความไว้วางใจต่อกัน มีความเต็มใจของผู้ถูกกอดด้วย มีข้อแม้ว่าต้องเป็นการกอดที่ประกอบด้วยความรักและปรารถนาดี ไม่ใช่กอดแบบจาบจ้วงล่วงเกิน

กอดทำให้รู้สึกปลอดภัย เวลาที่เรารู้สึกตกอยู่ในอันตราย หรืออยู่ในสถานะที่ไม่ปลอดภัย หากมีใครสักคนกอดเราเอาไว้ เราย่อมรู้สึกว่าตัวเองปลอดภัยมากขึ้น หรือแม้แต่การอุ้มเด็กทารกตัวเล็กๆ ในขณะที่กำลังร้องไห้ หากเราเข้าไปอุ้มเขามากอดก็จะทำให้เขาหยุดร้องไห้ได้ ทั้งนี้ก็เป็นเพราะการกอดทำให้เรารู้สึกว่ามีคนคอยปกป้องคุ้มครองเราอยู่ ทำให้ความรู้สึกเครียดและความวิตกกังวลในสถานการณ์นั้นๆ น้อยลง

คิดบวกมากขึ้น การกอดสามารถเปลี่ยนความคิดของเราจากติดลบให้กลายเป็นบวกได้ สาเหตุเพราะในขณะที่เรากำลังกอดใครสักคนนั้น ร่างกายเกิดการกระตุ้นสร้างฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ทำให้เรารู้สีกมีความสุข รู้สึกเชื่อมั่นในตัวเองมากขึ้น และรู้สึกไม่โดดเดี่ยว ซึ่งความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นทั้งหมดนั้น ล้วนส่งผลให้เราคิดถึงแต่เรื่องดีๆ ที่จะนำมาซึ่งการคิดบวก

ทำให้รู้สึกแฮปปี้แบบสุดๆ เคยสังเกตกันบ้างไหมว่าเวลากอดคนที่เรารักนั้น ทำไมเรารู้สึกมีความสุขจังเลย สาเหตุก็เป็นเพราะว่าการกอดช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งสารโดปามีน หรือสารแห่งความสุขออกมามากขึ้น รวมถึงสารแห่งความสุขตัวอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น เอ็นดอร์ฟิน และเซโรโทนิน ที่ส่งผลต่อจิตใจของเรา ให้เรารู้สึกมีความสุข พึงพอใจ รู้สึกยินดี จนลืมความทุกข์ไปเลยเชียวล่ะ

ช่วยสร้างความไว้วางใจ การกอดสามารถสร้างความสบายใจให้กับอีกฝ่ายหนึ่งได้ เหมือนดังเช่นในเวลาที่คุณแม่ให้นมลูกน้อยในท่าอุ้มกอดนั้น ลูกน้อยจะดูดนมโดยไม่งอแงเลย สาเหตุก็เป็นเพราะสารเคมีแห่งความผูกพันที่เรียกว่า ออกซิโตซิน ทำให้ลูกน้อยรับรู้ถึงความอบอุ่น ปลอดภัย และความไว้วางใจ

ช่วยลดความประหม่ากังวล เวลาที่เราต้องไปร่วมงานสำคัญที่มีคนมากหน้าหลายตาที่เราไม่รู้จัก อาจทำให้เกิดอาการประหม่าได้ วิธีที่ช่วยลดอาการประหม่าได้ดีที่สุดก็คือการกอด เพราะในขณะที่กอดนั้น ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนออกซิโตซินออกมา ทำให้เรารู้สึกผ่อนคลายมากขึ้น จิตใจสงบมากขึ้น สามารถจัดลำดับความคิดของตัวเองได้ดีขึ้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เรามีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย

ลดความรู้สึกหวาดกลัว การกอดช่วยบรรเทาความรู้สึกหวาดกลัวได้ ทำให้เรารู้สึกว่าไม่ได้กำลังตกอยู่ในอันตรายเพียงลำพัง จากผลการวิจัยที่ถูกตีพิมพ์ลงในวารสาร Psychological Science เผยว่า ในขณะที่กำลังรู้สึกกลัวนั้น หากอยู่กับสิ่งที่จับต้องได้ จะทำให้ความกลัวในใจลดลง เห็นได้จากการที่เด็กๆ กอดตุ๊กตาหรือคนใกล้ตัวแน่นขึ้นเมื่อรู้สึกกำลังกลัวอะไรสักอย่าง หรือแม้แต่เวลาที่เรารู้สึกได้ว่ารอบตัวมีบางอย่างผิดปกติ หากได้จับมือหรือกอดคนที่อยู่ใกล้ตัวนั้นจะทำให้เรารู้สึกกลัวน้อยลงกว่าเดิม

ให้กำลังใจ การกอดเป็นสิ่งที่จะช่วยเพิ่มกำลังใจในการใช้ชีวิต ซึ่งถือว่าจำเป็นอย่างยิ่งในการดำรงชีวิต โดยคนที่ขาดการกอดหรือการสัมผัสนั้นมีแนวโน้มจะเกิดความรู้สึกผิดหวัง หดหู่กับชีวิตง่ายกว่าคนที่ถูกกอดหรือสัมผัสบ่อยๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยที่เป็นโรคร้ายชนิดรุนแรง เช่น มะเร็ง เอดส์ หากได้รับการกอดหรือสัมผัสที่ดีๆ ก็จะสามารถประคองภาวะอารมณ์ ลดความรู้สึกในทางลบของผู้ป่วย ถือเป็นการให้กำลังใจผู้ป่วย ไม่ให้ท้อแท้ต่อการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ไม่ให้รู้สึกว่าตัวเองเป็นที่น่ารังเกียจ

กอดกี่ครั้งถึงจะดี

กรมอนามัย บอกถึงข้อดีและความถี่ในการกอดว่า การกอดวันละ 4 ครั้ง เพื่อการดำรงชีวิต ช่วงเช้า สาย บ่าย เย็น ช่วยให้รู้สึกดีตลอดวัน และช่วยเอาชนะความกลัวได้ ถ้ากอดวันละ 8 ครั้ง หรือทุก 3 ชั่วโมง/วัน จะทำให้วันนั้นคุณจะรู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา อารมณ์แจ่มใส เพื่อการดำเนินชีวิตที่ดี และถ้ากอดวันละ 12 ครั้ง หรือทุก 2 ชั่วโมง ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของร่างกาย และส่งผลดีต่อหัวใจ เพื่อการเจริญเติบโต การกอดในเด็กทารกจะช่วยเพิ่มอีคิว โดยเฉพาะเวลาที่อุ้มกอดขณะให้นม ส่วนการกอดในผู้สูงอายุ ช่วยบรรเทาความเจ็บปวด ผู้สูงอายุจะไม่รู้สึกเหงา และไร้ความกังวล

ดร.โดโลเรส ไกรเกอร์ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการบำบัดด้วยการสัมผัส จากมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก กล่าวว่า บุคคลที่ได้รับการกอด หรือกอดผู้อื่น จะทำให้เกิดการกระตุ้นการทำงานของฮีโมโกลบิน ทำให้การลำเลียงของออกซิเจนไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ทำงานได้อย่างทั่วถึง ทำให้รู้สึกสดชื่น มีชีวิตชีวา

ประเทศแถบเอเชียก็มีศาสตร์การนวดบำบัดและการกัวซา เพื่อเป็นการสัมผัสอย่างหนึ่งมาใช้ในการรักษา ศูนย์ Delhi Sanjivini ศูนย์รักษาผู้ป่วยทางด้านจิตใจที่มีชื่อเสียงของอินเดีย ได้ใช้การรักษาผู้ป่วยด้วยการกอด โดยจัดอาสาสมัครที่เป็นเพศเดียวกันกับผู้ป่วยมาบำบัดผู้ป่วย วิธีก็ไม่ยุ่งยากอะไร เช่น เด็กร้องไห้ก็นำมานั่งตักแล้วกอดไว้ ลูบหลังลูบไหล่เบาๆ เป็นการช่วยเหลือที่ง่ายๆ ใครก็สามารถทำได้ มีแค่หัวใจที่เปี่ยมด้วยรักเมตตา คุณก็สามารถเป็นยาวิเศษนี้ได้