
เจาะขบวนการกุมารจีน แพ็กเกจล้านซื้อสัญชาติ ปูทางฟอกเงินข้ามรุ่น
เปิดเครือข่ายกุมารจีน ใช้แพ็กเกจเกือบล้าน จ้างพ่อทิพย์ ปลอมเอกสารเกิด ซื้อสัญชาติไทยให้ทายาททุนสีเทา ปูทางถือทรัพย์สินและฟอกเงินข้ามรุ่น เขย่าฐานความมั่นคง
KEY
POINTS
- มีการทลายขบวนการขายสัญชาติไทยให้เด็กจีนในราคาเกือบล้านบาท โดยใช้ชายไทยรับสมอ้างเป็นพ่อและมีเจ้าหน้าที่รัฐร่วมมือออกเอกสารเท็จ
- เป้าหมายหลักคือการสร้างนอมินีตั้งแต่เกิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือถือครองทรัพย์สินและฟอกเงินให้กับเครือข่ายธุรกิจสีเทาในระยะยาวข้ามรุ่น
- การดำเนินการเป็นระบบผ่าน "แพ็กเกจ 999" ที่อาศัยความร่วมมือจากนายหน้า เจ้าหน้าที่สถานพยาบาล และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขตในการรับรองข้อมูลเท็จ
เปิดเครือข่ายกุมารจีน ใช้แพ็กเกจเกือบล้าน จ้างพ่อทิพย์ ปลอมเอกสารเกิด ซื้อสัญชาติไทยให้ทายาททุนสีเทา ปูทางถือทรัพย์สินและฟอกเงินข้ามรุ่น เขย่าฐานความมั่นคง
สิ่งที่ถูกซื้อขายในราคาเกือบ 1 ล้านบาท ไม่ใช่เพียงสูติบัตรหรือเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก แต่คือสถานะความเป็นคนไทยที่อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือถือครองทรัพย์สิน ซ่อนผลประโยชน์ และฟอกเงินให้เครือข่ายทุนสีเทาในระยะยาว
ปฏิบัติการทลายขบวนการ “กุมารจีน” จึงไม่ใช่คดีปลอมเอกสารทั่วไป หากเป็นการเปิดบาดแผลของระบบทะเบียนราษฎร เมื่อพบเครือข่ายที่สามารถเปลี่ยนบุตรของชาวจีนให้กลายเป็นผู้มีสัญชาติไทย ผ่านความร่วมมือของนายหน้า เจ้าหน้าที่สถานพยาบาล ชายไทยผู้รับบท “พ่อทิพย์” และเจ้าหน้าที่รัฐผู้มีอำนาจรับรองเอกสาร
จุดเริ่มต้นของการสืบสวนมาจากการขยายผลคดี “เฉิน อินไล” ซึ่งถูกระบุว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ มูลค่าความเสียหายกว่า 70,000 ล้านบาท เจ้าหน้าที่ตรวจพบความผิดปกติว่า ภรรยาของเขามีบุตรชาวจีน 3 คน แต่เด็กทั้งหมดกลับถือสัญชาติไทย จึงนำไปสู่การตรวจสอบที่มาของสถานะบุคคลและเปิดโปงขบวนการซื้อสิทธิความเป็นคนไทย
พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. เปิดเผยว่า รูปแบบการดำเนินการแบ่งออกเป็นอย่างน้อย 2 ลักษณะ ลักษณะแรกคือมารดาคลอดบุตรจริงในโรงพยาบาลเอกชน แต่จัดหาชายไทยมาสมอ้างเป็นบิดา ก่อนลงชื่อรับรองในใบแจ้งการเกิดและนำเอกสารไปขอออกสูติบัตร เด็กจึงได้รับสัญชาติไทยตามบิดาที่ระบุในเอกสาร
อีกรูปแบบหนึ่งร้ายแรงกว่า เพราะเป็นการสร้างเอกสารเท็จขึ้นมาทั้งระบบ ทั้งที่ไม่มีการคลอดเกิดขึ้นจริง โดยพบกรณีออกสูติบัตรย้อนหลังให้เด็กที่มีอายุประมาณ 3-4 ขวบ กระบวนการเช่นนี้สะท้อนว่า การสวมสิทธิไม่ได้อาศัยเพียงช่องว่างของกฎหมาย แต่ต้องมีบุคคลในระบบราชการร่วมรับรองข้อมูลปลอมให้กลายเป็นข้อมูลจริง
หัวใจของขบวนการคือบริการที่ถูกเรียกว่า “แพ็กเกจ 999” คิดค่าดำเนินการ 999,999 บาท แลกกับการทำให้เด็กต่างชาติได้รับสัญชาติไทยครบวงจร เงินจำนวนดังกล่าวไม่ได้ตกถึงชายไทยที่รับบทพ่อทิพย์มากนัก เพราะบุคคลกลุ่มนี้ได้รับค่าตอบแทนประมาณ 20,000 บาท ส่วนเงินก้อนใหญ่ถูกแบ่งให้กลุ่มตัวกลางและผู้เกี่ยวข้องที่มีอำนาจจัดทำหรือรับรองเอกสาร
ข้อต่อสำคัญของเครือข่ายประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สถานพยาบาลหรือนายหน้า ผู้จัดหาพ่อทิพย์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานเขต หากขาดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง การเปลี่ยนเรื่องแต่งให้กลายเป็นข้อเท็จจริงในฐานข้อมูลทะเบียนราษฎรก็เกิดขึ้นได้ยาก
ข้อมูลจากการตรวจสอบพบเด็กเข้าข่ายต้องสงสัยมากกว่า 160 ราย โดย 62 รายมีธุรกรรมเกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่เขตคนเดียวกัน ตัวเลขนี้ทำให้ข้อสงสัยขยายจากการทุจริตเป็นรายกรณี ไปสู่ความเป็นไปได้ว่ามีการผลิตเอกสารสัญชาติอย่างเป็นระบบ
การตรวจดีเอ็นเอกลายเป็นหลักฐานสำคัญ เพราะช่วยยืนยันว่าชายไทยซึ่งลงชื่อรับรองบุตรไม่มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเด็ก อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ อดีตผู้บังคับการกองปราบปราม เตือนว่า แม้แต่ขั้นตอนตรวจดีเอ็นเอก็อาจถูกแทรกแซง หากไม่มีหน่วยงานกลางควบคุมอย่างรัดกุม ทั้งการสลับตัวบุคคล ตัวอย่างเลือด หรือผลตรวจ
เบื้องหลังการลงทุนเกือบล้านบาทเพื่อให้เด็กหนึ่งคนได้สัญชาติไทย ย่อมมีผลตอบแทนมากกว่าสถานะบนกระดาษ สำหรับครอบครัวที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสีเทา เด็กซึ่งมีสถานะเป็นคนไทยสามารถเติบโตขึ้นมาถือครองที่ดิน ทรัพย์สิน ธุรกิจ และสินทรัพย์ดิจิทัลแทนบิดามารดาที่เป็นชาวต่างชาติได้
นี่จึงเป็นการสร้างนอมินีตั้งแต่เกิด เป็นการวางโครงสร้างปกป้องทรัพย์สินและผ่องถ่ายเงินที่อาจได้มาจากการกระทำผิดจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง โดยใช้สถานะพลเมืองไทยเป็นเกราะอำพรางเส้นทางการเงิน
ความน่ากังวลไม่ได้หยุดอยู่ที่การถือครองทรัพย์สิน เพราะเมื่อเด็กเติบโตขึ้น ย่อมได้รับสิทธิในฐานะพลเมืองอย่างครบถ้วน ทั้งสิทธิเลือกตั้งและโอกาสเข้าสู่ตำแหน่งทางการเมือง ปัญหาจึงไม่ใช่เชื้อชาติของเด็ก แต่คือการที่เครือข่ายอาชญากรรมสามารถซื้อทางเข้าสู่โครงสร้างทางเศรษฐกิจและอำนาจรัฐ ผ่านการทุจริตของเจ้าหน้าที่ไทย
พล.ต.ต.สุพิศาลเปรียบเครือข่ายลักษณะนี้กับ “ไฮดรา” ซึ่งแม้ตัดหัวหนึ่งออก ก็อาจมีอีกหลายหัวซ่อนอยู่ การตรวจสอบจึงต้องย้อนหลังอย่างน้อย 10 ปี ครอบคลุมโรงพยาบาล สำนักงานเขต หน่วยงานท้องถิ่น ผลตรวจดีเอ็นเอ และเส้นทางการเงิน เพื่อค้นหารูปแบบซ้ำทั่วประเทศ
บทสรุปของขบวนการกุมารจีนจึงไม่ควรจบลงที่การดำเนินคดีกับพ่อทิพย์หรือเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการ หากต้องสาวไปถึงผู้จัดแพ็กเกจ นายทุน ผู้รับผลประโยชน์ และเจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับที่ทำให้สัญชาติไทยกลายเป็นสินค้าราคาเกือบล้านบาท
เพราะสูติบัตรปลอมหนึ่งใบ อาจไม่ได้สร้างเพียงบุคคลหนึ่งคนขึ้นมาในทะเบียนราษฎร แต่กำลังสร้างเส้นทางฟอกทรัพย์สิน อำนาจ และผลประโยชน์ให้ดำรงอยู่ในประเทศไทยต่อเนื่องไปอีกหลายชั่วอายุคน
แหล่งที่มาประกอบ : รายการคมชัดลึก (คลิก)







