
จีดีพีจีนแตะเบรกคุมเงินเฟ้อ
เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ยังร้อนแรง รัฐบาลปล่อยมาตรการคุมเงินเฟ้อต่อ
เศรษฐกิจจีนไตรมาส 2 ยังร้อนแรง รัฐบาลปล่อยมาตรการคุมเงินเฟ้อต่อ
สำนักงานสถิติของจีนเปิดเผยเมื่อวันที่ 13 ก.ค.ว่า อัตราการเติบโตผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศของจีนในไตรมาส 2 ลดลงมาอยู่ที่ 9.5% ต่ำกว่าไตรมาสก่อนหน้าซึ่งอยู่ที่ 9.7% แต่ทว่ายังสูงกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ที่ 9.4% อย่างไรก็ตามถือเป็นการเติบโตที่ช้าที่สุดของจีนนับตั้งแต่ไตรมาส 3 ในปี 2552 เป็นต้นมา
การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนถือเป็นไปตามแผนที่จีนคาดการณ์ไว้ หลังจากที่ได้ออกมาตรการขึ้นอัตราดอกเบี้ยและควบคุมการปล่อยกู้ของธนาคารมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะควบคุมอัตราเงินเฟ้อ ซึ่งเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 3 ปีในเดือน มิ.ย. ที่ 6.4%
กระนั้นก็ตาม รายงานระบุว่า ตัวเลขการเติบโตที่ยังอยู่ในระดับ 9% นั้นจะยังคงทำให้ทางการจีนใช้มาตรการควบคุมเงินเฟ้อได้อีกต่อไป โดยที่จะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
“9.5% เป็นตัวเลขที่ดีทีเดียว ซึ่งเป็นเหตุผลว่าเพราะเหตุใดรัฐบาลกลางจีนถึงประกาศขึ้นอัตราดอกเบี้ยเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการแสดงว่าจีนไม่กลัวการขึ้นดอกเบี้ยที่จะทำให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง” ลิวลีกัง นักเศรษฐศาสตร์ของเอเอ็นซีในฮ่องกง กล่าว
นอกจากนั้น ตัวเลขดังกล่าวสามารถเรียกความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้มากกว่ามาตรการควบคุมของรัฐบาล ซึ่งจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ดังที่เห็นได้จากตัวเลขตลาดหุ้นเอเชีย ตลาดเหล็ก และเงินเหรียญออสเตรเลียที่ปรับเพิ่มสูงขึ้นทันที
เช็งเล่อหยุน โฆษกของสำนักงานสถิติจีน กล่าวว่า การรักษาระดับอัตราเงินเฟ้อของจีนคือ เป้าหมายแรกที่ต้องทำ และเชื่อว่าเป็นนโยบายที่สามารถแก้ปัญหาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพ
ทั้งนี้ จากการที่ยุโรปประสบปัญหาหนี้และเศรษฐกิจของสหรัฐกำลังชะลอตัว นั่นหมายถึงตลาดการส่งออกหลักที่ดีที่สุดของจีนกำลังประสบปัญหาอย่างหนัก ดังที่เห็นได้จากการสั่งผลิตสินค้าจากจีนลดลง และตัวเลขดัชนีการผลิตที่ชะลอตัวลงในเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม รายงานชี้ว่า ความต้องการสินค้าภายในของจีนยังคงอยู่ในระดับที่สูงอยู่ โดยเห็นได้จากปริมาณการบริโภคในจีนคิดเป็น 4.6% ของตัวเลขการเติบโตจีดีพีในช่วงครึ่งปีแรก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อราคาสินค้าโดยตรง







