
สตรีญี่ปุ่นกับบทบาทการเมือง
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเข้ามามากเท่าไร เราจะเห็นการรณรงค์หาเสียงของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ
ยิ่งใกล้วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเข้ามามากเท่าไร เราจะเห็นการรณรงค์หาเสียงของบรรดาพรรคการเมืองต่างๆ
โดย..รวิภาส กล่ำทวี
เป็นไปอย่างเข้มข้นมากยิ่งขึ้น เนื่องจากทุกพรรคการเมืองต่างหวังที่จะมีเสียงมีที่นั่งในสภาผู้แทนอันทรงเกียรติกันทั้งสิ้น ผ่านทางยุทธวิธีการหาเสียงทุกรูปแบบ ทั้งที่รุนแรงและไม่รุนแรง ทั้งเปิดเผยและไม่เปิดเผย ซึ่งทั้งหลายทั้งปวงก็เป็นไปตามการพัฒนาการของระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่มีมาแต่นมนาน
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ การสมัครลงชิงตำแหน่งทางการเมืองของประเทศไทยในครั้งนี้ ผู้เขียนสังเกตเห็นว่ามีบรรดาสุภาพสตรีทั้งรุ่นเก่าที่เคยเป็น สส.มาแล้ว และสุภาพสตรีรุ่นใหม่ที่มีความรู้ดีจบการศึกษามาจากมหาวิทยาลัยในต่างแดนมากมายหลายคนกระโดดเข้าสู่ภาคการเมืองทำให้การเมืองไทยมีสีสัน มีความน่าสนใจ และน่าจะเป็นนิมิตหมายที่ดีในการปฏิรูปการเมืองไทยให้ดีขึ้นๆ ในอนาคตข้างหน้า
จากปรากฏการณ์ดังกล่าว ทำให้ผู้เขียนลองไปศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับบทบาทสตรีในภาคการเมืองของประเทศที่เจริญแล้วในเอเชียอย่างประเทศญี่ปุ่น พบว่ามีเรื่องราวน่าสนใจมากมายหลายประการที่น่าจะนำมาถ่ายทอดเล่าสู่ให้บรรดาคอการเมืองและคุณผู้อ่านในประเทศไทยให้ได้รับทราบ เพื่อประกอบเป็นความรู้และสามารถนำมาคิดเปรียบเทียบกับการพัฒนาการทางการเมืองของสตรีไทยในบ้านเราได้ในอนาคต
เมื่อปี 2548 หรือเมื่อประมาณ 9 ปีที่แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกประกาศแสดงเจตนารมณ์ตั้งเป้าว่าภายในปี 2563 หน่วยงานทั้งหมดทั้งในภาครัฐและภาคเอกชนของญี่ปุ่น จะต้องมีสตรีเข้าไปทำงานในตำแหน่งต่างๆ ให้ได้ถึงร้อยละ 30 ซึ่งการประกาศเป้าหมายดังกล่าวยังไม่ได้มีการตราไว้เป็นกฎหมาย พูดง่ายๆ ก็คือ ยังไม่ได้มีผลบังคับใช้ใดๆทางกฎหมายทั้งสิ้น เป็นการประกาศเพื่อแสดงเจตนารมณ์และเป็นการปูแนวทางการให้สตรีเข้ามามีบทบาท ทั้งในภาคการเมืองและภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น
จากข้อมูลทางสถิติพบว่า ในประเทศสวีเดน นอร์เวย์ และเยอรมนี มีสตรีเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 30 ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ทรงเกียรติทำหน้าที่ออกกฎหมายในสภาผู้แทนราษฎร หรือเป็นนักการเมืองนั่นเอง ขณะที่ญี่ปุ่นมีสตรีทำงานในสภาผู้แทนประมาณเพียงร้อยละ 11 ในปัจจุบัน เมื่อไล่เรียงจากจำนวน 186 ประเทศทั่วโลก ที่มีสัดส่วนของสตรีทำงานในภาคการเมือง พบว่าญี่ปุ่นจัดอยู่ในลำดับที่ 121 ในประเทศเยอรมนีซึ่งปัจจุบันมีนายกรัฐมนตรีเป็นสุภาพสตรีถึงกับเริ่มมีการถกเถียงกันมากขึ้น ถึงประเด็นเกี่ยวกับการที่ควรจะสร้างระบบจัดสรรโควตาให้แก่สตรีเข้าไปนั่งเป็นกรรมการในบอร์ดภาคเอกชนต่างๆหรือไม่
ญี่ปุ่นก็กำลังคิดที่จะทำแบบเดียวกันกับสิ่งที่เยอรมนีกำลังจะทำนั่นก็คือ การสร้างระบบจัดสรรโควตาให้แก่สตรีทั้งในภาคการเมืองและเอกชน ถามว่า ทำไมญี่ปุ่นต้องการที่จะเพิ่มบทบาทของสตรีผ่านทางระบบการจัดสรรโควตาให้สตรีเข้ามาทำงานทั้งในภาคสาธารณะและภาคเอกชนให้มากยิ่งขึ้น คำตอบง่ายๆ ก็คือ 1) ประชากรในวัยทำงานของญี่ปุ่นที่เป็นผู้ชายเริ่มเข้าสู่วัยชรามากยิ่งขึ้น จนน่าเป็นห่วงต่อสถานการณ์แรงงานในประเทศในอีก 10 ปีข้างหน้า 2) จากการสำรวจของสถาบันการลงทุนทางการเงินจากสหรัฐอเมริกา อย่าง โกลด์แมน แซคส์ พบว่า ถ้าญี่ปุ่นบรรจุแรงงานสตรีเพิ่มเข้าไปในระบบให้มากขึ้น จะสามารถทำให้จีดีพีของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นได้สูงอีกถึงร้อยละ 15 จากปัจจุบันที่มีประชากรผู้หญิงญี่ปุ่นที่อยู่ในวัยทำงานทั้งประเทศประมาณร้อยละ 48 ซึ่งน้อยกว่าของสหรัฐอเมริกาซึ่งมีแรงงานผู้หญิงสูงถึงร้อยละ 58 และ ข้อ 3) สืบเนื่องมาจากข้อ 2) ก็คือ ญี่ปุ่นต้องการให้ประเทศของตนเองกลับมายืนผงาดเป็นเบอร์ 2 ของชาติมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของโลกเหมือนเดิม หลังจากที่ถูกประเทศจีนแย่งอันดับสองไปครองรองจากสหรัฐอเมริกาเมื่อไม่นานมานี่เอง
ล่าสุด มีรายงานข่าวออกมาแล้วว่า คณะรัฐมนตรีของญี่ปุ่นได้รับหลักการเรื่องการใช้ระบบโควตาเพิ่มจำนวนสตรีให้เข้าไปทำงานทั้งในภาคการเมืองและภาคเอกชน แต่ยังไม่ได้มีการออกกฎหมายลูกเพื่อนำหลักการดังกล่าวไปสู่การปฏิบัติ หรือบังคับใช้แต่อย่างใด โดยเจ้าหน้าที่ระดับสูงของญี่ปุ่นออกมาระบุว่า ต้องการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนทั่วไปก่อนว่า เรื่องดังกล่าวจะก่อให้เกิดผลดีหรือผลเสียมากน้อยประการใด โดยประเด็นที่ยังเป็นปัญหาของเรื่องนี้ก็คือ ถ้ามีการกำหนดโควตาระบุจำนวนเป็นตัวเลขให้สตรีเข้าไปนั่งทำงานในภาคการเมืองอย่างแน่ชัด บางคนเกรงว่าจะได้สตรีที่มีคุณสมบัติไม่ครบถ้วนเข้าไปนั่งทำงาน กล่าวง่ายๆ ก็คือ รัฐบาลอาจจะต้องหาสตรีใส่เข้าไปในระบบให้ครบตามจำนวนโควตา โดยไม่คำนึงถึงคุณสมบัติหรือความเหมาะสม ที่เลวร้ายกว่านั้นอาจจะได้สตรีที่อาศัยเส้นสายเข้าไปนั่งทำงานโดยอาจสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในระบบแรงงานได้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นความพยายามที่จะให้สตรีมีบทบาทมากขึ้นทั้งในภาคการเมืองและภาคเอกชนของญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นเรื่องที่น่าติดตามต่อไป ว่าท้ายที่สุดแล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นจะออกกฎหมายผลักดันเรื่องดังกล่าวหรือไม่ในอนาคตข้างหน้า
หันกลับมาบ้านเรา อย่างที่ผู้เขียนเกริ่นไว้ในตอนต้นว่า ภาคการเมืองไทยน่าจะมีการพัฒนาการได้ดียิ่งขึ้นไปกว่าปัจจุบันถ้ามีสตรีไทยเข้าไปนั่งทำงานในสภา (ทั้งสภาสูงหรือวุฒิสภาและสภาล่างที่เรียกกันติดปากว่าสภาผู้แทน) ผู้เขียนเห็นด้วยอย่างยิ่งครับ ที่บรรดาสตรีผู้มีความรู้ต่างแสดงความกล้าหาญออกมาลงสู่สนามทางการเมือง เพื่อนำเอาอุดมการณ์และความรู้ความสามารถที่ตัวเองมีอยู่มาใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและแผ่นดิน และที่สำคัญสุภาพสตรีไทยน่าจะมีความละอายใจและเกรงกลัวต่อบาปในการกระทำใดๆ ที่เกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันมากกว่านักการเมืองผู้ชาย (ประเด็นนี้น่าจะมีการทำการวิจัยเพื่อเป็นแนวทางการพัฒนาของประเทศ) หรืออย่างน้อยก็เข้าไปถ่วงดุลนักการเมืองรุ่นเก่าตกยุค (ทั้งทางความคิดและการกระทำ) ที่ยังมีอยู่เป็นจำนวนมากในระบบการเมืองไทย ขอให้สุภาพสตรีทุกท่านโชคดีครับ







