posttoday
เซ็กซ์ฉาวในกองทัพความจริงที่ถูกตีแผ่

เซ็กซ์ฉาวในกองทัพความจริงที่ถูกตีแผ่

26 มิถุนายน 2554

เซ็กซ์ฉาวคาวโลกีย์ในแวดวงทหารตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลกมาเป็นระยะ พรั่งพรูราวกับฝุ่นใต้พรมที่ถูกกวาดฟุ้งออกมา

เซ็กซ์ฉาวคาวโลกีย์ในแวดวงทหารตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลกมาเป็นระยะ พรั่งพรูราวกับฝุ่นใต้พรมที่ถูกกวาดฟุ้งออกมา

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

ทันทีที่ เคต รับรู้ว่าวิดีโอภาพการมีเพศสัมพันธ์กับเพื่อนนักเรียนนายร้อยทหารชายที่โรงเรียนนายร้อยแห่งออสเตรเลียเผยแพร่ออกไป สิ่งแรกที่ เคต รู้สึกคือโลกทั้งใบกำลังถล่มลงมากับความเลวร้ายที่ทำให้ เคต ปั่นป่วนแทบอาเจียน

แน่นอนว่า เพศสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นคือการยินยอมพร้อมใจของทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งที่ เคต คาดไม่ถึงคือการที่ฝ่ายชายแอบตั้งกล้องไว้ แล้วให้เพื่อนนักเรียนนายร้อยชายซึ่งอยู่อีกห้องหนึ่งดูการถ่ายทอดสดกิจกรรมเข้าจังหวะอย่างสนุกสนานผ่านโปรแกรม Skype ก่อนที่คลิปจะหลุดไปทั่วโรงเรียน จนรู้ถึงหูผู้อำนวยการ

ภายใต้กฎระเบียบวินัยทางทหารที่เคร่งครัด การละเมิดกฎแม้เพียงนิดคือบทลงโทษที่แสนสาหัส เคต ถูกตั้งคณะกรรมการสอบความประพฤติขึ้นทันที และนั่นเป็นครั้งแรกที่ เคต ได้รับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น

โกรธ อับอาย เจ็บใจ ไม่เท่ากับความรู้สึกที่โดนทรยศจากคนที่ไว้ใจ และยิ่งไม่เท่ากับสิ่งที่คณะกรรมการตัดสินใจให้ฝ่ายชายต้องกระทำเพื่อชดใช้ความผิดในแถลงการณ์

ความคับแค้นที่ได้รับทำให้ เคต ต้องลุกขึ้นสู้ด้วยการป่าวประกาศผ่านสื่อมวลชนให้สาธารณะได้รับรู้ถึงความเป็นไปในแวดวงทหาร รั้วของชาติ และกลายเป็นอีกหนึ่งเรื่องฉาวของกองทัพกระฉ่อนสังคม

ตีแผ่ความจริงที่ซ่อนเร้น

เมื่อเรื่องที่เกิดขึ้นกับ เคต เป็นที่รับรู้ กระแสเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความสามารถในการจัดการ พร้อมทั้งให้ความช่วยเหลือผู้ที่ตกเป็นเหยื่อคุกคามทางเพศทั้งทางร่างกายและจิตใจในกองทัพจึงทวีความแรงขึ้น

เซ็กซ์ฉาวในกองทัพความจริงที่ถูกตีแผ่

ในที่สุดกระทรวงกลาโหมออสเตรเลียจึงตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจ ประกอบด้วยทนายความ เพื่อขุดคุ้ยตรวจสอบจนคลำพบความจริงซ่อนเร้นที่น่าตกใจ

ดีเอลเอ ไปเปอร์ บริษัทกฎหมายที่ได้รับมอบหมายจาก สตีเฟน สมิธ รัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลีย เปิดเผยว่า มีเจ้าทุกข์มากกว่า 1,000 ราย เข้ามาร้องเรียนกรณีถูกคุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ ไล่ตั้งแต่ระดับเล็กน้อยจนถึงระดับรุนแรง เข้าข่ายทำร้ายร่างกาย และรุมข่มขืน

“ข้อกล่าวหาที่ได้รับบางส่วนมาจากเหยื่อโดยตรง หรือพ่อแม่ญาติพี่น้องหรือคู่ครองของเหยื่อ บางส่วนมาจากพยานที่รู้เห็นเหตุการณ์ และบางส่วนมาจากบุคคลที่สามที่ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น” ดีเอลเอ ไปเปอร์ ระบุในแถลงการณ์

บริษัทกฎหมายแห่งนี้ยืนยันว่าทุกคดีที่ยื่นมาจะต้องได้รับการพิจารณาตรวจสอบด้วยความจริงจังรอบคอบ และเอาใจใส่ เพราะเป็นประเด็นที่อ่อนไหว โดยขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญในการดูแลผู้ตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางเพศมาให้คำแนะนำ

ซึ่งกรณีนี้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ และผู้ถูกกล่าวหา จะได้รับการสืบสวนอย่างเป็นธรรม พร้อมๆ กับการปรับหาวิธีการที่เหมาะสมในแต่ละคดีเพื่อการรวบรวมข้อมูลหลักฐาน โดยไม่กระทบหรือซ้ำเติมให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดต้องอับอายเพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ทางรัฐมนตรีกลาโหมออสเตรเลียได้ให้คำมั่นชัดเจนว่าทางกองทัพจะให้ความร่วมมือเต็มที่ และไม่เข้าไปแทรกแซงใดๆ เพื่อให้กระบวนการสืบสวนเป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ ยุติธรรม แม้ว่าบางครั้งกระบวนการดังกล่าวอาจจะเกี่ยวข้องกับการติเตียนการตอบสนองของกองทัพที่มีต่อข้อกล่าวหาก็ตาม

“การคุกคามทางเพศเป็นสิ่งที่เราทั้งหมดไม่สามารถยอมรับได้ และเป็นสิ่งที่ทางกองทัพควรจะปฏิรูปมานานหลายปีแล้ว” สมิธ กล่าว

ว่ากันตามจริงแล้วเรื่องฉาวที่เกิดขึ้นในกองทัพออสเตรเลียจนกลายเป็นประเด็นกระฉ่อนสังคมไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะหากมองย้อนกลับไปก่อนหน้า เซ็กซ์ฉาวคาวโลกีย์ในแวดวงทหารตกเป็นข่าวเกรียวกราวไปทั่วโลกมาเป็นระยะ พรั่งพรูราวกับฝุ่นใต้พรมที่ถูกกวาดฟุ้งออกมา เพียงแต่กรณีส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับกองทัพสหรัฐแทบทั้งสิ้น

ทางเลือกของผู้เคราะห์ร้าย

ทั้งนี้ กองทัพสหรัฐได้ตระหนักถึงปัญหาเรื่องการทำร้ายและการคุกคามทางเพศในหมู่เจ้าหน้าที่ทหารมาโดยตลอด โดยกระทรวงกลาโหมสหรัฐได้จัดตั้งหน่วยงานที่เข้ามากำกับดูแลโดยตรงภายใต้ชื่อ สำนักงานป้องกันและตอบสนองการล่วงละเมิดทางเพศ (Sexual Assault Prevention and Response Office : SAPRO)

ข้อดีของการจัดตั้งหน่วยงานเข้ามารับผิดชอบดูแลโดยตรงก็คือ การเปิดโอกาสให้เหยื่อได้มีหนทางที่จะยื่นเรื่องร้องเรียนคดีทำร้ายร่างกายที่เกี่ยวข้องกับการลวนลาม พยายามข่มขืน หรือข่มขืนภายในกองทัพได้อย่างสะดวกง่ายดาย แต่ไม่ได้หมายความว่าผู้เคราะห์ร้ายจะได้รับความเป็นธรรม

เซ็กซ์ฉาวในกองทัพความจริงที่ถูกตีแผ่

จากรายงาน 622 หน้าของ SAPRO ระบุว่า ในปี 2553 มีการร้องเรียนเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศจากหน่วยงานต่างๆ ในกองทัพทั้งสิ้น 3,158 ราย ลดลงจากเมื่อปี 2552 ซึ่งมีอยู่ที่ 3,230 ราย

ทว่า ตัวเลขที่ลดลงไม่ได้เป็นเครื่องยืนยันว่าคดีล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพลดลง

ซึ่งตัวเลขคดีในปี 2553 เป็นตัวเลขที่ทางกระทรวงกลาโหมสหรัฐประมาณการว่าเป็นเพียง 13.5% ของเหตุการณ์จริงทั้งหมดที่เกิดขึ้น แต่ไม่ได้รายงาน ส่งผลให้จำนวนชายหญิง ที่ตกเป็นเหยื่อมีมากกว่า 1.9 หมื่นราย ยิ่งไปกว่านั้นแผนกกิจการทหารผ่านศึกของสหรัฐยังระบุเพิ่มเติมว่า อัตราทหารหญิงที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพสูงกว่าอัตราหญิงสาวทั่วไปที่ต้องประสบชะตากรรมเดียวกันถึง 2 เท่า ขณะที่ทหารชายที่ตกเป็นเหยื่อ แต่ไม่มีการร้องเรียน อาจมีตัวเลขจริงสูงกว่า 2 หมื่นราย

นอกจากนี้ ในรายงานของ SAPRO ยังแสดงให้เห็นว่าคดีจำนวน 3,158 คดี ที่มีการร้องเรียนต่อเบื้องบนนั้น มีเพียง 529 คดีเท่านั้นที่ได้รับการพิจารณา ขณะที่ผลการสำรวจของสำนักงานตรวจสอบของรัฐสรุปว่าสาเหตุหลักที่ทำให้เหยื่อส่วนใหญ่ไม่เปิดเผยเรื่องราว เนื่องจากกลัวว่าจะต้องสูญเสียอนาคตทางการงาน เกินครึ่งไม่ต้องการให้ผู้อื่นรับรู้ ส่วนเหตุผลที่มาเป็นอันดับ 3 ก็คือ เชื่อว่าไม่ได้ประโยชน์อะไร และเกือบ 30% กลัวว่าจะโดนแก้แค้น

สอดคล้องกับรายงานประจำปีเมื่อปี 2553 ของกระทรวงกลาโหม ในเรื่องสัมพันธภาพทางเพศในที่ทำงาน ซึ่งจะทำการสำรวจเรื่องการล่วงละเมิดทางเพศกับเจ้าหน้าที่ในกองทัพทุกๆ 2 ปี ที่ชี้ว่าบรรยากาศการข่มขู่คุกคามต่อผู้ที่รายงานเรื่องล่วงละเมิดทางเพศยังคงมีอยู่ในกองทัพ ส่งผลให้ 67% ของผู้หญิงรู้สึกไม่สบายใจที่จะรายงาน 54% กลัวการแก้แค้น และ 46% ของชายและหญิงในกองทัพเชื่อว่าการล่วงละเมิดทางเพศที่เกิดขึ้น “ไม่มีความสำคัญเพียงพอ” ที่จะรายงาน

เป็นเรื่องน่าเศร้าที่ว่า ขณะที่เหยื่อข่มขืนทั่วไปได้รับการปกป้องคุ้มครองอย่างดีจากหมอ ทนายความ และกฎหมายอย่างใกล้ชิดเต็มที่ เหยื่อล่วงละเมิดทางเพศในกองทัพกลับได้รับการช่วยเหลือให้เพียงแค่รอดชีวิตด้วยการส่งโรงพยาบาลเท่านั้น

ทั้งนี้ จากผลการศึกษาของ Service Women’s Action Network (SWAN) พบว่า เมื่อเปรียบเทียบกับ 40% ของพลเรือนที่ถูกจับกุมข้อหาก่ออาชญากรรมทางเพศ คดีทำนองเดียวกันในรั้วทหาร ได้รับการสืบสวนจนถึงขั้นฟ้องร้องต่อศาลทหารเพียง 8% เท่านั้น โดยเกือบครึ่งต้องถอนฟ้องเนื่องจากขาดหลักฐานผูกมัดเพียงพอ หรือผู้เคราะห์ร้ายเสียชีวิต และบ่อยครั้งที่ศาลทหารตัดสินให้จำเลยชดใช้ความผิดด้วยการปรับลดตำแหน่ง หรือเงิน ยิ่งไปกว่านั้น 80% ยังสามารถปลดประจำการตามยศอย่างสมเกียรติ ส่วนเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายต้องเสี่ยงกับการถูกไล่ออกจากตำแหน่งหน้าที่หากนำเรื่องขึ้นฟ้องศาล

เมื่อมีความเป็นไปได้ที่อาจจะต้องสูญเสียหน้าที่การงานและความน่าเชื่อถือ พร้อมๆ กับที่ต้องเสี่ยงเปิดเผยรอยด่างพร้อยของชีวิตจนกระเทือนถึงหน้าตาในสังคม จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นายทหารไม่ว่าหญิงหรือชายที่ตกเป็นเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศเลือกที่จะปิดปากเงียบ

ทว่า การปิดบังเรื่องราวที่เกิดขึ้นกลับทำให้ผู้เคราะห์ร้ายต้องเผชิญกับสภาวะเลวร้ายยิ่งกว่า นั่นคือการทนทุกข์กับ MST (Military Sexual Trauma) ซึ่งเป็นภาวะที่ทหารติดอยู่กับความเจ็บปวดภายในจิตใจอย่างรุนแรงภายหลังถูกล่วงละเมิดทางเพศ ซึ่งในท้ายที่สุดก็ส่งผลให้ผู้เคราะห์ร้ายบางรายจำต้องลาออกจากงาน เพราะไม่อาจทนกับสิ่งแวดล้อมที่เกิดเหตุนี้ได้

ช่วงเวลาแห่งความทุกข์

ชีวิตการรับใช้ชาติด้วยการเข้าร่วมกับกองทัพ นับเป็นหนึ่งในความใฝ่ฝันอันสูงสุดของใครหลายคน รวมถึง เกรก เจลูดอฟ อดีตชาวรัสเซียอพยพซึ่งสมัครเข้าเป็นทหารเพื่อตอบแทนประเทศที่ให้โอกาสกับชีวิตของ เจลูดอฟ แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็คือ เจลูดอฟ ได้รับการต้อนรับในฐานะน้องใหม่สายเลือดรัสเซีย ขณะเข้าร่วมค่ายฝึกทหารเมื่อปี 2552 ด้วยการโดนรุมลงแขก

ซ้ำร้ายกว่านั้น ผู้บังคับบัญชายังเลือกที่จะเพิกเฉย และมองว่าเป็นความผิดของ เจลูดอฟ ที่แส่หาเรื่องเอง พร้อมคำขู่ว่าจะส่งกลับรัสเซียหากเรื่องดังกล่าวเผยแพร่สู่ภายนอก ยิ่งไปกว่านั้นทางกองทัพยังจัดการบีบให้ เจลูดอฟ เซ็นยอมรับว่าตนเองมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ

เซ็กซ์ฉาวในกองทัพความจริงที่ถูกตีแผ่

เมื่อจำใจต้องปิดเป็นความลับ ความเจ็บปวดและการคุกคามที่ได้รับบังคับให้ เจลูดอฟ ลาออก กลายเป็นคนตกงาน ภรรยาทิ้ง และติดอยู่ในวังวนแห่งความทุกข์จนต้องพึ่งพาการบำบัดสภาพจิตใจจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

เช่นเดียวกับ เจมี ไมเคิล ฮาร์ดดิง อดีตทหารสหรัฐซึ่งถูกข่มขืนจากสิบเอกผู้ฝึกสอนขณะที่เข้าค่ายฝึกพื้นฐานเมื่อ 22 ปีที่แล้ว ขณะนั้น ฮาร์ดดิง มีอายุเพียง 17 ปี

แน่นอนว่า ฮาร์ดดิง ยื่นเรื่องอุทธรณ์ต่อผู้บังคับบัญชาระดับสูง แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับผู้กระทำผิด และนั่นทำให้ ฮาร์ดดิง ต้องใช้เวลาที่เหลือในชีวิตต่อสู้เยียวยากับสภาพจิตใจของตนเอง

อย่างไรก็ตาม กรณีของ ฮาร์ดดิง ยังโชคดีที่ได้รับความยุติธรรมคืนกลับมา แม้ว่าจะใช้เวลานานหลายสิบปี โดยสิบเอกที่ลงมือข่มขืน ฮาร์ดดิง นั้นถูกจับกุมหลังจากเกษียณในข้อหาล่วงละเมิดทางเพศเด็กหนุ่มเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

เอมี สตรีต นักจิตวิทยาจากโรงพยาบาลในบอสตัน ระบุว่า ชายหรือหญิงสามารถประสบปัญหาทางจิตได้หากต้องพบผ่านเหตุการณ์ที่เลวร้ายมากๆ แต่สำหรับกรณีของผู้ชาย การถูกล่วงละเมิดทางเพศเป็นรอยแผลสาหัสบาดลึกยากแก้ไข และมีผู้ตกเป็นเหยื่อในกองทัพในอัตราที่ใกล้เคียงหรืออาจ‌มากกว่าผู้หญิง

ทั้งนี้ แคธลีน คาร์ด นักจิตวิทยาผู้รับผิดชอบโครงการความผิดปกติทางจิตหลัง‌ประสบเหตุหายนะ (Posttraumatic-Stress ‌Disorder : PTSD) ระบุว่า นายทหารชายที่ ‌คาร์ด รู้จัก มากกว่า 11% ยอมรับว่ามีประสบ‌การณ์จากการถูกล่วงละเมิดทางเพศอย่างไรก็ตาม ภายหลังจากที่เป็นปริศนา‌ดำมืดภายในกองทัพมาหลายสิบปี ภายใต้‌โครงการ “ไม่ถาม ไม่บอก” (don’t ask, don’t ‌tell) ในที่สุดกระทรวงกลาโหมสหรัฐจึงเริ่มมี‌การปฏิรูปอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ที่ตกเป็นเหยื่อ‌ได้รับความยุติธรรม และการเยียวยาช่วย‌เหลือจากผู้เชี่ยวชาญ

พร้อมกันนี้ กระทรวงกลาโหมสหรัฐยังได้‌วางแผนกลยุทธ์ประจำปี 2553-2555 ระบุว่า‌ทางกองทัพต้องปลอดจากการล่วงละเมิด‌ทางเพศใดๆ โดยตั้งเป้าว่าคนในกองทัพ ‌90% ต้องตระหนักถึงความร้ายแรงต่อกรณี‌ดังกล่าว ขณะที่อีก 80% ได้รับความมั่นใจ‌ต่อระบบป้องกันและตอบสนองต่อ‌การล่วงละเมิดทางเพศของรัฐ‌ภายในปี 2558

เรียกร้องความยุติธรรม

SAPRO คือหน่วยงานที่เพน‌ตากอนจัดตั้งขึ้นมาอย่างเป็นทาง‌การเพื่อดูแลกรณีอื้อฉาวอย่างการ‌คุกคามและล่วงละเมิดทางเพศ‌โดยเฉพาะเมื่อปี 2549 ควบคู่ไป‌กับการขยายคำจำกัดความของ‌การล่วงละเมิดทางเพศว่าเป็น‌การกระทำที่ครอบคลุมตั้งแต่การข่มขืน (ทั้ง‌แบบหญิง-ชาย หรือชาย-ชาย) การสัมผัสใน‌ที่ไม่บังควร ตลอดจนความพยายามที่จะลง‌มือกระทำพฤติกรรมคุกคามทางเพศใดๆอย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นเรื่องดีที่ทำให้‌สาธารณชนเบาใจ แต่ระบบขั้นตอนที่ซับซ้อน‌และระยะเวลาที่ล่าช้า ส่งผลให้การพิจารณา‌คดีอาชญากรรมทางเพศของศาลทหารด้อย‌ประสิทธิภาพกว่าพลเรือน

ขณะที่ SAPRO เองก็ยอมรับว่า กระบวน‌การของกลาโหมในการสืบสวนตรวจสอบ‌ข้อมูลขาดความแม่นยำ ความเที่ยงตรงและความน่าเชื่อถือ‌

“แม้กลาโหมจะยืนยันว่าเหยื่อจะได้รับ‌การช่วยเหลือ ทั้งในเรื่องของทนาย และการ‌ปกป้องคุ้มครองอย่างทันท่วงที แต่ระบบกลับ‌ผลักภาระให้กับผู้เคราะห์ร้ายที่ต้องมานั่ง‌พิสูจน์ยืนยันว่าเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง” อนุ‌รัตฐา ภควาติ ประธานบริหารเครือข่ายSWAN แสดงความเห็น พร้อมแจงเพิ่มเติม‌ว่า ตัวเลขของสถิติคดีที่ทางการบันทึกไว้นับ‌เป็นหลักฐานอย่างดีที่ชี้ให้เห็นว่าระบบของรัฐ‌ทำงานได้ดีเพียงใด

“เหยื่อคดีอาชญากรรมทางเพศในรั้ว‌กองทัพมีแนวโน้มไม่รายงานมากขึ้น เนื่องจาก‌เหยื่อยังรู้สึกถึงความไม่ปลอดภัยหากรายงาน ‌และระบบก็ไม่สามารถนำตัวผู้กระทำความผิด‌มาลงโทษได้ ทำให้หน่วยงานของรัฐเป็นเพียง‌เสือกระดาษเท่านั้น” ภควาติ สรุป

กระนั้น การตั้งหน่วยงานอย่าง SAPROและกิจกรรมที่รุกคืบของกลาโหมสหรัฐนับ‌ เป็นเรื่องดี อย่างน้อยที่สุดก็คือกระตุ้นให้ผู้‌‌บังคับบัญชาใส่ใจและถือเอาเรื่องการล่วง‌ละเมิดทางเพศเป็นเรื่องร้ายแรงจริงจัง

สำหรับ แมทธิว การถูกข่มขืนเมื่อครั้ง‌ทำงานรับใช้กองทัพเปรียบเสมือนฝันร้าย และ‌รอยด่างพร้อยที่คอยหลอกหลอนมาตลอด‌ค่อนชีวิต แต่ แมทธิว ก็ยังยืนกรานที่จะบอก‌เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้เป็นที่ประจักษ์ ด้วยเชื่อมั่น‌ว่า ในที่สุดระบบยุติธรรมที่คำนึงถึงสิทธิ‌มนุษยชนจะยึดมั่นในความจริงและเที่ยงธรรม

ขณะที่ เคต เองก็เชื่อมั่นว่า กรณีฉาวที่‌เกิดขึ้นในกองทัพจะไม่เป็นอุปสรรคสำคัญที่‌ขัดขวางไม่ให้ผู้หญิงตบเท้าเข้ารับใช้ชาติ ‌เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นสามารถเกิดขึ้นได้กับผู้‌หญิงในทุกที่ ทุกเวลา เพียงแต่ไม่มีใครคาด‌หวังว่าเรื่องดังกล่าวจะเกิดขึ้นในรั้วทหารที่มี‌ระเบียบวินัยอย่างเคร่งครัด

“เพราะฉะนั้นแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสที่‌กองทัพจะได้พิสูจน์ตนเองเพื่อทำให้คนทั่วไป‌เชื่อมั่นอีกครั้ง” เคต สรุป

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI