
เชื้ออีโคไลทำยุโรปผวา เศรษฐกิจกรีซ-ญี่ปุ่นยังไม่ฟื้น
เริ่มต้นรอบสัปดาห์นี้ ด้วยเหตุการณ์ที่สืบเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้า
เริ่มต้นรอบสัปดาห์นี้ ด้วยเหตุการณ์ที่สืบเนื่องมาจากสัปดาห์ก่อนหน้า
และมีทีท่าว่าจะลุกลามขยายตัวเป็นวงกว้างกับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า อีโคไล ซึ่งล่าสุดได้คร่าชีวิตประชาชนไปแล้วอย่างน้อยเกือบ 20 คน ขณะที่ยังมีผู้ติดเชื้อล้มป่วยอีกหลายพันคน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความหวาดผวาไปทั่วทวีปยุโรป โดยเฉพาะที่ประเทศเยอรมนี ซึ่งเป็นแหล่งที่มีการระบาดของเชื้อแบคทีเรียเอนเทอโรแอมอร์ราจิค อีโคไล หรือที่รู้จักในชื่อ อีเอชอีซี ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ผู้ที่มีอาการติดเชื้อส่วนใหญ่ล้วนมีประวัติการเดินทางเข้าไปในประเทศเยอรมนีแทบทั้งสิ้น
แรกเริ่มที่เกิดการระบาด ทางการเยอรมนีได้ออกข่าวแถลงว่าเชื้อโรคดังกล่าวอาจติดมากับแตงกวาที่ส่งมาจากประเทศสเปน แต่ทว่าเมื่อทำการตรวจ สอบแล้วกลับไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่ามีต้นตอมาจากที่แห่งใด
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่จากสหภาพยุโรป (อียู) รายหนึ่งได้ออกมาแย้งว่า เส้นทางการขนส่งนั้นค่อนข้างยาวไกล และแตงกวาอาจปนเปื้อนจากจุดใดจุดหนึ่งของเส้นทาง สอดคล้องกับทางการสเปนที่ตอบโต้ว่า ไม่มีข้อพิสูจน์ว่าแบคทีเรียอีโคไลมาจากผักของสเปน ดังนั้นจึงไม่อาจโทษว่าอาการเจ็บป่วยมาจากสเปน
ขณะที่องค์การอนามัยโลก (ฮู) อธิบายปรากฏการณ์แพร่ระบาดครั้งนี้ว่า “มีขนาดใหญ่และรุนแรงมาก” พร้อมกับเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ทำงานร่วมกันเพื่อกำจัดรากเหง้าของปัญหา
อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีสาธารณสุขของสเปน ย้ำว่า ยังไม่มีรายงานการเจ็บป่วยในสเปน และเรียกร้องให้เยอรมนีเร่งตรวจสอบและหาหลักฐานพิสูจน์แหล่งที่มาของเชื้อแบคทีเรีย พร้อมกันนี้ยังระบุว่าข้อกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐานของเยอรมนีได้สร้างความตื่นตระหนกและกระทบต่อผู้ผลิตในประเทศ
นอกจากนี้ ทางเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของอียูยังได้แนะนำให้ประชาชนล้างมือ ล้างผักให้สะอาด ปอกเปลือกก่อนรับประทาน และรับประทานผักที่ปรุงสุก เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียอีโคไล
วิกฤตการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่นำเข้าผักและผลไม้จากยุโรปได้ระงับการนำเข้า โดยรัสเซียถือเป็นประเทศแรกๆ ที่ประกาศห้ามนำเข้าผักสดจากกลุ่มสหภาพยุโรป พร้อมกันนี้ยังได้ตำหนิมาตรฐานความปลอดภัยทางอาหารของอียู ขณะที่ประเทศที่ส่งออกแตงกวาอย่างเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ต่างออกมายืนยันถึงความปลอดภัยของผลผลิตในพื้นที่
เคราะห์กรรมเศรษฐกิจกรีซ–ญี่ปุ่น
มูดี้ส์ บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือชั้นนำของโลก ได้ปรับลดอันดับเครดิตของกรีซลงจาก B1 ลงมาอยู่ที่ Caa1 พร้อมคาดการณ์อนาคตเป็น “ลบ” โดยมองว่าความเสี่ยงที่กรีซจะไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้นั้นมีอยู่สูงมาก ถ้าหากกรีซจะไม่ชำระหนี้ให้กับเจ้าหนี้ในสัดส่วนที่น้อยลง หรือต้องเลื่อนกำหนดการชำระหนี้ออกไป
นอกจากนี้ บริษัทจัดอันดับเครดิตชื่อดังยังระบุว่า เกิดความไม่แน่นอนต่อการเติบโตของกรีซขึ้น และกรีซยังพลาดเป้าหมายที่จะปฏิรูปงบประมาณที่ได้ตั้งไว้ก่อนหน้านี้เพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือจากอียูและไอเอ็มเอฟ มูลค่า 1.1 แสนล้านยูโร
แน่นอนว่าการประเมินอันดับของมูดี้ส์ในครั้งนี้ สร้างความไม่พอใจให้กับกรีซเป็น อย่างมาก โดยกระทรวงการคลังกรีซได้โต้ตอบในทันทีว่า มูดี้ส์นั้นล้มเหลวต่อการประเมินสถานการณ์ของกรีซอย่างสิ้นเชิง โดยไม่ได้พิจารณาถึงเป้าหมายของรัฐบาลกรีซที่จะปฏิรูปงบประมาณในปี 2554 นี้
ขณะเดียวกัน มูดี้ส์ยังได้ออกมาส่งสัญญาณอีกด้วยว่า อาจจะต้องลดอันดับเครดิตการชำระหนี้ต่างประเทศของญี่ปุ่นลงในราว 3 เดือนนี้ หลังจากที่อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภัยพิบัติแผ่นดินไหวและสึนามิ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งส่งผลกระทบต่อปัญหาหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นอย่างรุนแรงด้วย
ทั้งนี้ ข่าวร้ายจากมูดี้ส์นี้ มีขึ้นหลังจากที่เศรษฐกิจญี่ปุ่นเพิ่งจะกลับเข้าสู่ภาวะถดถอยอีกครั้งหนึ่งในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ เนื่องจากภาคการส่งออกอันเป็นหัวใจหลักของเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้รับผลกระทบรุนแรงจากแผ่นดินไหวและสึนามิ
มูดี้ส์ กล่าวด้วยว่า การฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่นซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาลนั้น จะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อสถานะทางการคลังของญี่ปุ่นมากขึ้นด้วย ซึ่งในขณะนี้ภาระหนี้สาธารณะของญี่ปุ่นก็มหาศาลอยู่แล้ว คิดเป็น 2 เท่าของจีดีพีประเทศทีเดียว
การประกาศของมูดี้ส์ในครั้งนี้ มีขึ้นท่ามกลางสภาพสั่นคลอนภายในของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ซึ่งแม้จะสามารถรอดจากการลงมติไม่ไว้วางใจของพรรคฝ่ายค้านมาได้ ด้วยการให้คำมั่นว่าจะลาออกทันทีหลังจากสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นจากแผ่นดินไหวและสึนามิได้อย่างลุล่วง แต่ผลงานการแก้ปัญหา โดยเฉพาะร่างนโยบายเพื่อแก้ปัญหาหนี้ และแผนการฟื้นฟูประเทศยังไม่เป็นรูปธรรมอย่างชัดเจน สร้างความไม่พอใจให้กับหลายฝ่าย แม้แต่ภายในพรรครัฐบาลเอง ส่งผลให้นายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง ต้องตกอยู่ในสภาวะลำบากไม่น้อย







