posttoday
ปฏิบัติการไล่ล่าอาชญากร สงครามสิ้นสุดแต่ยุติธรรมไม่ตาย

ปฏิบัติการไล่ล่าอาชญากร สงครามสิ้นสุดแต่ยุติธรรมไม่ตาย

29 พฤษภาคม 2554

รัตโก มลาดิช อดีตผู้บัญชาการกองทัพเซอร์เบีย ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการการสังหารหมู่ชายและเด็กชายชาวมุสลิม

รัตโก มลาดิช อดีตผู้บัญชาการกองทัพเซอร์เบีย ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการการสังหารหมู่ชายและเด็กชายชาวมุสลิม

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

รัตโก มลาดิช อดีตผู้บัญชาการกองทัพเซอร์เบีย ซึ่งเคยเป็นผู้บัญชาการการสังหารหมู่ชายและเด็กชายชาวมุสลิม เชื้อสายบอสเนียกว่า 8,000 คน ในที่สุดความยุติธรรมก็สามารถตามล่าชายผู้นี้มารับโทษได้ หลังจากหลบหนีความจริงมานานกว่า 16 ปี หรือนานก่อนที่สงครามแบ่งแยกยูโกสลาเวียจะสิ้นสุดลง หลังจากยืดเยื้อมานานระหว่างปี 1991-1999

ชะตากรรมของ มลาดิช เป็นที่ชัดเจนเหมือนผู้นำการเมืองและกองทัพเซอร์เบียรายอื่นที่มือเปื้อนเลือดในสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวบอสเนีย มลาดิช จะถูกส่งตัวไปพิจารณาความผิดในข้อหาฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ที่ศาลอาชญากรสงครามอดีตยูโสกลาเวีย (ICTY) ที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์

ปฏิบัติการไล่ล่าอาชญากร สงครามสิ้นสุดแต่ยุติธรรมไม่ตาย

มลาดิช ไม่ใช่คนเดียวที่มือเปื้อนเลือด และไม่ใช่คนสุดท้าย แต่การจับกุมตัวอดีตนายทหารใหญ่รายนี้ เป็นเครื่องย้ำเตือนว่า ผู้ที่สร้างความเลวร้ายต่อมนุษยชาติไม่มีวันหลีกหนีความยุติธรรมได้พ้น

จากวันนั้นจนถึงวันนี้ อาชญากรรมสงครามจากสงครามแบ่งแยกยูโกสลาเวีย ได้ล้มหายตายจากไปแล้วหลายต่อหลายคน และอีกหลายคนถูกจับกุมตัวเพื่อรับโทษตามกระบวนการยุติธรรมคนแล้วคนเล่า

หลายคนกล่าวสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ได้ลงมือทำ ถือเป็นหายนะที่เลวร้ายที่สุดของยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

ภายหลังจากยูโกสลาเวียแตกออกเป็นส่วนๆ เหมือนดังก่อนที่เคยรวมตัวกันเป็นประเทศเดียวภายใต้ระบอบคอมมิวนิสต์ สงครามและการสังหารหมู่ระเบิดขึ้นทั่วประเทศที่แตกเป็นเสี่ยงๆ แห่งนั้นเมื่อปี 1991 ช่วงเวลาเดียวกับที่สหภาพโซเวียตล่มสลาย เยอรมนีรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวกัน ยุโรปตะวันออกเป็นอิสระจากอิทธิพลโซเวียต และจีนกับเหตุการณ์สังหารหมู่ที่จัตุรัสเทียนอันเหมินเมื่อ 2 ปีก่อนหน้า

สงครามที่เกิดขึ้นในยูโกสลาเวียเป็นความขัดแย้งระหว่างประเทศที่ถูกรวมเข้าเป็นอดีตยูโกสลาเวีย เมื่อประเทศยุติระบอบคอมมิวนิสต์ จึงเกิดปัญหาเหมือนโซเวียต นั่นคือ กลายเป็นประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง แต่สิ่งที่ไม่เหมือนกันและไม่ควรเกิดขึ้น คือสงครามระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ ที่เคยรวมตัวกันเป็นยูโกสลาเวีย

ไม่ว่าจะเป็นสงครามระหว่างเซอร์เบียกับสโลวีเนีย สงครามเซอร์เบียกับโครเอเชีย สงครามเซอร์เบียกับบอสเนีย และสงครามระหว่างเซอร์เบียกับโคโซโว

ในระหว่างที่มีสงครามกันระหว่างแว่นแคว้นต่างๆ เกิดการสังหารหมู่ไม่น้อยกว่า 13 ครั้ง ด้วยยอดผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่านับแสน

แม้จะมีตัวเลขผู้เสียชีวิตไม่แน่นอน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอน คือ เราทราบว่าคือผู้ลงมือและออกคำสั่งสังหารหมู่ คนแรกที่ควรได้รับการกล่าวถึง คือ สโลโบดัน มิโลเซวิช อดีตประธานาธิบดีแห่งเซอร์เบีย ในช่วงเวลาที่เซอร์เบียยังเป็นส่วนหนึ่งของยูโกสลาเวีย ครั้งแว่นแคว้นต่างๆ ประกาศเอกราช มิโลเซวิช สถาปนาตัวเองเป็นผู้นำเซอร์เบีย สนับสนุนผู้ลุกฮือชาวเซอร์เบียในโครเอเชีย จนกระทั่งไปสู่สงคราม และการสังหารหมู่กับอดีตแว่นแคว้นของยูโกสลาเวีย

ปฏิบัติการไล่ล่าอาชญากร สงครามสิ้นสุดแต่ยุติธรรมไม่ตาย

มิโลเซวิช จึงนับเป็นหมายเลข 1 ของผู้นำมือเปื้อนเลือดในยุคทศวรรษที่ 90 และ 2000

แต่เมื่อถึงปี 2000 มิโลเซวิช ถูกพลังประชาชนขับไล่ และถูกส่งตัวไปให้กับ ICTY และอยู่ภายใต้การควบคุมตัวนับตั้งแต่บัดนั้น จนกระทั่งเสียชีวิตระหว่างการคุมขังในปี 2006

เช่นเดียวกับ มิโลเซวิช ฟรานโย ตูดีมาน นักการเมืองชาตินิยมชาวโครเอเชียเป็นผู้สนับสนุนการฆ่าฟันอย่างสุดกู่ จนนำไปสู่สงครามระหว่างชาวโครแอตกับชาวเซิร์บ คร่าชีวิตผู้คนถึง 2 หมื่นคน

แม้ว่า ตูดีมาน จะเสียชีวิตในปี 1999 แต่ศาล ICTY ยังยืนยันว่าจะพิจารณาคดีต่อ หากคนผู้นี้ยังมีชีวิต และหากพบว่ามีความผิดจริงจะถูกตัดสินให้เป็นอาชญากรสงคราม

ทั้งสองคนถือเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่า ไม่ว่าจะเป็นชนชาติใด ล้วนมีแนวโน้มที่จะลงมืออย่างเหี้ยมโหดต่อชาติที่ตนป้ายสีว่าเป็น “อมนุษย์” ด้วยกันทั้งสิ้น

นอกเหนือจากทั้งสองคนข้างต้นแล้ว ยังมี อาลิยา อิเซตเบโกวิช ประธานาธิบดีคนแรกของบอสเนีย ซึ่งเสียชีวิตระหว่างการไล่ล่าตัวเช่นกัน ยังมี อันเต กาโตวินา นายทหารฝ่ายโครเอเชีย ซึ่งมือเปื้อนเลือดไม่แพ้ชาติอื่นๆ หลบหนีอย่างลอยนวล จนกระทั่งถูกจับกุมที่สเปน เมื่อปี 2005 ได้รับการพิพากษาให้จำคุก 24 ปี

ติดตามมาด้วย ราโดวาน คาราซิช ผู้บัญชาการทหารชาวเซิร์บ ซึ่งพบตัวที่กรุงเบลเกรด หลังจากซ่อนตัวอย่างแนบเนียนในบทบาทนายแพทย์แผนทางเลือกชื่อดังแห่งกรุงเบลเกรด

ล่าสุด คือ มลาดิช ซึ่งบัญชาการการปิดล้อมกรุงซาราเยโว และเป็นผู้สั่งการและลงมือสังหารคร่าชีวิตชาวมุสลิมกว่า 8,000 คน

แน่ล่ะ หลายคนกล่าวสิ่งที่บุคคลเหล่านี้ได้ลงมือทำ ถือเป็นหายนะที่เลวร้ายที่สุดของยุโรป นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 แต่สิ่งที่ มลาดิช ได้ลงมือกระทำนั้น เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะการปิดล้มเมืองเซเบรนิกาของบอสเนีย นานถึง 44 เดือน สร้างความเสียหายทั้งทรัพย์สินและชีวิตมนุษย์ ได้มากพอๆ กับหรือมากกว่า สิ่งที่กองทัพใดๆ เคยทำมานับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2

การสังหารหมู่ที่เมืองเซเบรนิกา คือหายนะที่มนุษย์ไม่อาจลืมเลือนได้ เช่นเดียวกับการสังหารหมู่ที่หนานจิง ประเทศจีน ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 การสังหารชาวกัมพูชาด้วยกันในเหตุการณ์ทุ่งสังหาร รวมถึงอีกหลายแห่งทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นความโกลาหลของตะวันออกกลาง แคว้นดาร์ฟูของซูดาน

หรือแม้กระทั่งการฆ่าหมู่อย่างตำตาในบางประเทศของเอเชีย ในช่วงเวลาไม่นานก่อนที่บทความนี้จะปรากฏ

อย่างน้อย การจับกุมตัว มลาดิช และอาชญากรสงครามรายอื่นๆ ช่วยย้ำเตือนกับเราว่า ความยุติธรรมอาจเฉไฉหรือล่าช้าไปบ้าง

แต่ความยุติธรรม ไม่เคยผันแปร

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI