
แจลไม่ย้ายค่ายจับมืออเมริกันแอร์
โพสต์ทูเดย์
— แจลไม่ย้ายค่าย คาดร่วมลงทุนกับอเมริกัน แอร์ไลน์ ศึกแย่งบินญี่ปุ่นใกล้จบสื่อญี่ปุ่นแห่รายงาน เจแปน แอร์ไลน์ (แจล) จะเลือกอเมริกัน แอร์ไลน์ เป็นพันธมิตรร่วมทุนใหม่ หลังจากที่สายการบินได้ประกาศการล้มละลายไปเมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา และยังเดินหน้าสู่การปรับโครงสร้างโดยเปิดเครือข่ายการบินใหม่
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาอเมริกัน แอร์ไลน์ จากกลุ่มวันเวิลด์ได้ขับเคี่ยวกับเดลตา แอร์ไลน์ส ซึ่งเป็นสายการบินที่ใหญ่ที่สุดของโลกจากสหรัฐจากค่ายสกายทีมอย่างหนัก เพื่อที่จะเข้าไปเป็นพันธมิตรร่วมทุนกับแจล สายการบินรายใหญ่ที่สุดของเอเชีย ที่มีหนี้อยู่ถึง 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
หากสายการบินใดการบินหนึ่งได้รับเลือกให้ร่วมทุนกับแจลในที่สุดแล้ว ก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเปิดน่านฟ้าระหว่างสหรัฐและญี่ปุ่นได้อย่างเต็มที่ โดยแจลจะสามารถเจาะน่านฟ้าสหรัฐผ่านเครือข่ายการบินของทั้งสองสายการบินได้มากขึ้น ขณะที่สายการบินสหรัฐก็จะเจาะตลาดเอเชียแปซิฟิก ที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดในโลกได้อย่างสะดวกมากขึ้นเช่นกัน
ดังนั้น อเมริกัน แอร์ไลน์ ได้เสนอเพิ่มการลงทุนในแจลเมื่อเดือนที่แล้วเป็น 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ จากเดิมที่ 1,100 ล้านเหรียญสหรัฐ เฉือนเดลตาไป 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
ก่อนหน้านี้ สื่อญี่ปุ่นได้รายงานว่า แจลอาจจะย้ายค่ายไปจับมือกับเดลตาซึ่งอยู่ในเครือข่ายพันธมิตรสกายทีม อย่างไรก็ตาม ล่าสุดนั้นสื่อญี่ปุ่นหลายสำนักทั้งนิกเกอิ บิซิเนส เดลี และสถานีโทรทัศน์เอ็นเอชเค ก็ต่างรายงานว่า ทีมบริหารชุดใหม่ของแจลเลือกที่จะอยู่กับอเมริกัน แอร์ไลน์ ดังเดิม ซึ่งอยู่ในเครือข่ายพันธมิตรเดียวกันอยู่แล้ว
รายงานข่าวบอกว่า แจลมีความวิตกว่าหากเปลี่ยนใจไปจับมือกับเดลตานั้น อาจจะถือเป็นการสร้างความเสี่ยงเกินไป เพราะอาจจะสร้างความสับสนให้กับผู้โดยสาร
กระนั้นก็ตาม ทางด้านโฆษกของแจลยังย้ำว่าทางสายการบินยังไม่มีการตัดสินใจใดๆ โดยรายงานข่าวต่างๆ ที่ออกมานั้นเป็นเพียงแค่การคาดเดาทั้งสิ้น
สำหรับอเมริกัน แอร์ไลน์ ก็ออกแถลงการณ์ระบุว่า ยังถือว่าไม่สมควรจะให้ความเห็นในขณะนี้ จนกว่าแจลจะประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะเลือกใคร
ทั้งนี้ เมื่อเดือนธ.ค. ญี่ปุ่นและสหรัฐได้บรรลุข้อตกลงเสรีน่านฟ้ากัน ซึ่งใช้แทนที่ข้อตกลงเดิมที่ลงนามกันมาตั้งแต่ปี 1952 ซึ่งข้อตกลงเก่านั้นได้จำกัดจำนวนเที่ยวบินเข้าออกญี่ปุ่นและสหรัฐ ซึ่งเมื่อข้อตกลงใหม่มีผลบังคับใช้แล้ว ก็จะช่วยให้สายการบินต่างๆ ของสองประเทศสามารถเพิ่มเที่ยวบินตามความต้องการของผู้โดยสารได้มากขึ้น รวมไปถึงจะสามารถทำการบินร่วมกัน (โค้ดแชร์) ด้วย







