
เตือนโลกอย่านิ่งนอนใจ ปัจจัยเสี่ยงเพียบรอสกัดการเติบโตศก.โลก
เวิลด์แบงก์ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกอย่าชะล่าใจ ปัจจัยลบยังอยู่ เศรษฐกิจโลกอาจสะดุดได้ทุกเมื่อ ด้าน จี20
เวิลด์แบงก์ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกอย่าชะล่าใจ ปัจจัยลบยังอยู่ เศรษฐกิจโลกอาจสะดุดได้ทุกเมื่อ ด้าน จี20
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
วิลด์แบงก์ไอเอ็มเอฟ เตือนโลกอย่าชะล่าใจ ปัจจัยลบยังอยู่ เศรษฐกิจโลกอาจสะดุดได้ทุกเมื่อ ด้าน จี20 ตกลงตรวจสอบนโยบายเศรษฐกิจประเทศยักษ์ใหญ่ แต่ไม่แน่ใจจะได้ผลมากน้อยเพียงใด
หัวเรือใหญ่ 2 องค์กรเศรษฐกิจระดับโลกทั้งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) และธนาคารโลก (เวิลด์แบงก์) ออกโรงเตือน เศรษฐกิจโลกยังต้องเจอกับปัญหาใหญ่อีกนานัปการที่อาจจะทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกสะดุดลง ไม่ว่าจะราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้นทั่วโลก ปัญหาการว่างงานที่ไม่ได้รับการแก้ไข ความวุ่นวายในตะวันออกกลาง ตลอดจนความอ่อนแอในภาคการเงินของประเทศเศรษฐกิจพัฒนาแล้ว
โรเบิร์ต โซลลิก ประธานธนาคารโลกเตือนว่า ขณะนี้โลกกระเถิบออกมาจากวิกฤตเพียง 1 ก้าวเท่านั้น ซึ่งวิกฤตการเงินโลกที่ผ่านมาได้สอนให้โลกได้เรียนรู้ว่าการป้องกันนั้นดีกว่าการแก้ไข ซึ่งโลกไม่อาจจะลืมบทเรียนนั้นได้
โซลลิกกล่าวในระหว่างการประชุมประจำปีในช่วงฤดูใบไม้ผลิของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตันของสหรัฐว่า ความยุ่งเหยิงที่กำลังเกิดขึ้นในตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือนั้นอาจจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกสะดุดลง
“ถ้าหากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างฉับพลัน และยาวนาน จะส่งผลทำให้การเติบโตของเศรษฐกิจโลกช้าลงระหว่าง 0.3-1.2% ในปี 2011 และปี 2012”
โซลลิกเรียกร้องให้ภาคธนาคารต่างๆ เข้าสนับสนุนการปฏิรูประบบในตะวันออกกลางอย่างเร่งด่วน และเร่งปรับรูปแบบของสังคมใหม่ ซึ่งการที่จะนั่งรอคอยให้สถานการณ์เข้าสู่เสถียรภาพเองนั้นอาจจะหมายถึงการสูญเสียทางโอกาสไป
ส่วนทางด้านโดมินิก สเตราส์-คาห์น ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ช่วงเวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะไว้วางใจได้ เนื่องจากปัญหาความป่วยไข้หลายประการของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ และยังมีปัญหาใหม่เกิดขึ้นด้วย คือการเติบโตที่ร้อนแรงเกินไปของกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่
“การฟื้นตัวแม้จะกำลังดำเนินไป แต่ทว่าปัญหาการว่างงานในหลายประเทศก็ยังสูงอยู่ โลกยังต้องการแก้ปัญหาอีกมาก โดยในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่นั้นกำลังมีการตั้งคำถามถึงการเติบโตที่ร้อนแรงเกินไป” สเตราส์คาห์น กล่าว
นอกจากนั้น หัวเรือใหญ่ไอเอ็มเอฟชี้ว่าการแก้ไขปัญหาการว่างงานนั้นถือเป็นประเด็นหลักของบรรดาผู้นำทางการเงินของโลกที่จะต้องเข้าไปแก้ไข
“การเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวนั้นถือว่าไม่เพียงพอ เนื่องจากตามรูปแบบเดิมที่จะให้ประเทศหนึ่งเติบโต และพากันทำให้ประเทศที่เหลือเติบโตไปด้วยนั้น ไม่อาจจะใช้ได้อีกต่อไป”
ทางด้าน ธาร์มัน ชานมูการัตนัม รัฐมนตรีคลังสิงคโปร์ และประธานคณะกรรมาธิการด้านการเงิน และนโยบายทางการเงินของไอเอ็มเอฟ กล่าวว่า ยังมีความรู้สึกอยู่ว่าสถานการณ์อันเปราะบางยังคงเกิดขึ้นอยู่ในเศรษฐกิจโลก
“เราจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แต่ขณะเดียวกันเราก็จำเป็นที่จะต้องเร่งพัฒนาศักยภาพ และต้องเตรียมพร้อมหากเกิดสถานการณ์ย่ำแย่ขึ้น และจำเป็นที่ประเทศต่างๆ จะต้องเตรียมพร้อมรับมือการเกิดวิกฤตซ้ำซ้อนขึ้นอีก”
สเตราส์-คาห์น ย้ำด้วยว่า ถึงแม้ว่าไอเอ็มเอฟจะได้ให้การสนับสนุนความช่วยเหลือทั้งกรีซ ไอร์แลนด์ และโปรตุเกสแล้ว แต่ทว่าธนาคารของยุโรปอื่นๆ ก็ต้องการเงินทุนเพิ่มขึ้นเช่นกัน และธนาคารรายใหญ่อื่นๆ ของโลกก็ต้องได้รับการดูแลมากขึ้นกว่าเดิม
ทั้งนี้ ที่ประชุมยังได้แสดงถึงความวิตกกังวลอย่างมากที่สุดกับประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจโลกอย่างสหรัฐ ซึ่งไอเอ็มเอฟได้เห็นว่าสหรัฐกำลังเจอกับปัญหาการขาดดุลงบประมาณครั้งใหญ่อยู่
กระนั้นก็ตามทางด้านสเตราส์-คาห์น แสดงความเชื่อมั่นว่า แผนการของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่จะลดค่าใช้จ่ายของรัฐบาลลง พร้อมๆ กับแผนการขึ้นภาษี ถือว่าเป็นก้าวสำคัญที่ถูกทางสำหรับสหรัฐที่จะสร้างความยั่งยืนให้กับงบประมาณมากขึ้น
นอกจากนั้นแล้ว ในที่ประชุมนอกรอบระหว่างไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ และกลุ่มประเทศ จี20 ยังเห็นชอบที่จะเร่งแก้ปัญหาความไม่สมดุลของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ระหว่างที่ยุโรปที่กำลังเจอกับปัญหานี้เรื้อรัง สหรัฐที่กำลังเจอกับการขาดดุลงบประมาณอย่างหนัก และจีนที่กลับได้ดุลการค้าที่มากเกินไป
ขณะเดียวกัน ในวันสุดท้ายของการประชุมรัฐมนตรีการคลังกลุ่มประเทศ จี20 ในเวทีเดียวกันกับการประชุมธนาคารโลก และไอเอ็มเอฟนั้น บรรดารัฐมนตรีได้ประกาศลั่นที่จะเพิ่มความร่วมมือระหว่างกันเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตการเงินครั้งใหม่
ธาร์มัน ชานมูการัตนัม รัฐมนตรีการคลังสิงคโปร์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้สรุปถึงความสำคัญของการปฏิรูปนโยบาย และความร่วมมือระหว่างกันที่ดีขึ้น เพื่อให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกเดินหน้าต่อไปได้
“แม้ว่าเราจะอยู่ในจุดที่ดีขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว แต่เราก็ยังอยู่ในช่วงที่เปราะบาง”
ทั้งนี้ จี20 ได้บรรลุข้อตกลงในแผนการที่จะเพิ่มการจับตา และสอดส่องประเทศสมาชิกมากขึ้นว่าได้ดำเนินนโยบายที่เป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโลกหรือไม่ โดยจะเริ่มกับ 7 ประเทศแรกที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ที่สุดก่อน ซึ่งน่าจะเป็นสหรัฐ จีน ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส อังกฤษ และอินเดีย โดยรายงานการตรวจสอบจะนำเสนอต่อที่ประชุม จี20 ในเดือน พ.ย. ที่เมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าที่ประชุมจะบรรลุข้อตกลงกันได้ แต่ทว่าก็ยังไม่แน่ชัดว่าระบบการตรวจสอบใหม่นี้จะมีประสิทธิ ภาพมากเพียงใด โดยเห็นได้จากที่จีนนั้นปฏิเสธคำแนะนำจากต่างประเทศมาตลอด โดยเฉพาะในเรื่องนโยบายการค้า และนโยบายค่าเงิน
ทางด้าน ทิโมธี ไกธ์เนอร์ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ กล่าวว่า รัฐบาลได้ให้คำมั่นสัญญาว่าจะลดปัญหางบประมาณขาดดุลให้ได้ ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะพุ่งขึ้นไปสูงถึง 1.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐแล้ว







