
โมเดิร์นลาว ในสายลมแห่งการเปลี่ยนแปลง
โฉมหน้าประวัติศาสตร์ของลาวได้เวลาพลิกเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลลาวได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับจีนในการสร้างทางรถไฟครั้งใหญ่เพื่อเชื่อมโยงสองประเทศไว้ด้วยกัน
โฉมหน้าประวัติศาสตร์ของลาวได้เวลาพลิกเปลี่ยนอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลลาวได้ลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกับจีนในการสร้างทางรถไฟครั้งใหญ่เพื่อเชื่อมโยงสองประเทศไว้ด้วยกัน
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
โฉมหน้าประวัติศาสตร์ของลาวได้เวลาพลิกเปลี่ยนอีกครั้งทันทีที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ประกาศพิธีลงนามบันทึกความตกลงร่วมกันกับสาธารณรัฐประชาชนจีน บิ๊กเบิ้มแห่งเอเชียเมื่อเดือน ธ.ค. ปี 2553 ในการสร้างทางรถไฟครั้งใหญ่เพื่อเชื่อมโยงประเทศลาวกับจีนเข้าไว้ด้วยกัน
จากอำเภอบ่อเต็น ชายแดนตอนเหนือของประเทศลาว ซึ่งอยู่ติดทางตอนใต้ของประเทศจีนบริเวณคุนหมิง ถึงนครหลวงเวียงจันทน์ เป็นระยะทางทั้งสิ้นกว่า 421 กิโลเมตร และเป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางรถไฟหัวจรวดสายอาเซียน-จีน ที่จีนหวังจะเชื่อมโยงภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อส่งเสริมการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ตลอดจนสังคมและวัฒนธรรมในเอเชียเข้าไว้ด้วยกัน
กระนั้นแม้ความคาดหวังถึงการพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นเริ่มเรืองรองในหัวใจของประชาชนลาวแทบทุกคน เพราะรถไฟหัวจรวดเส้นนี้ นับเป็นเส้นทางรถไฟสายแรกบนดินแดนที่ราบสูง ซึ่งมีเศรษฐกิจที่เล็กที่สุดในบรรดาสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) แห่งนี้ แต่สำหรับชาวบ้านในหมู่บ้านบ่อเพียต (Bopiat) หมู่บ้านในหุบเขาห่างไกลทางตอนเหนือของประเทศลาวกลับไม่คิดเช่นนั้น ขณะที่จำต้องยืนมองแรงงานชาวจีนขุดเจาะเสาเข็มของทางรถไฟ ณ ใจกลางของหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นคำสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาล
ไม่มีแม้คำบอกเล่าหรือการอธิบายใดๆ จากทางการ นอกจากคำสั่งให้ชาวบ้านบ่อเพียตย้ายออกไปในทันที เพราะหมู่บ้านทับซ้อนขวางทางโครงการเส้นทางรถไฟหัวจรวดด้วยเงินลงทุนมหาศาลจากปักกิ่ง
ความไม่พอใจคุกรุ่นอัดแน่นมากมายอยู่ภายใน เพราะนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ชาวบ้านบ่อเพียตต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ เนื่องจากความกระเหี้ยนกระหือรือในการพัฒนาของรัฐบาลจีน
เพราะหากนับจำนวนทั้งหมด ครั้งนี้จะเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 6 ปี ที่ชาวบ้านจำเป็นต้องละทิ้งถิ่นฐานบ้านเกิดของตัวเองอีกครั้ง โดยในครั้งแรกชาวบ้านบ่อเพียตจำใจสละหมู่บ้านของตนเพื่อสังเวยให้กับโครงการบ่อนกาสิโนของประเทศจีน ซึ่งเข้ามาสร้างเมื่อปี 2548
ขณะที่หวังว่าจะได้ใช้ชีวิตอย่างปกติสุขในถิ่นใหม่ท่ามกลางหุบเขาแวดล้อมที่ห่างไกลจากศูนย์กลาง มายภู ในวัย 58 ปี ซึ่งร่วมผจญชะตากรรมพร้อมกับเพื่อนในหมู่บ้านมาโดยตลอด ไม่แม้แต่จะคาดคิดเลยว่าจะต้องมีวันที่ฝันร้ายแบบเดิมจะหวนกลับมาเยือนอีกครั้ง
“ตอนนี้รถไฟกำลังจะมาที่นี่ พวกเฮาโกรธมาก พวกเฮาไม่อยากย้ายบ้านอีกแล้ว” มายภู กล่าว แต่ถึงแม้จะโกรธ จะไม่พอใจ ก็ทำได้แค่พูดระบายออกมา แล้วก้มหน้าเก็บไว้
สำหรับประเทศลาว เส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายบ่อเต็น-เวียงจันทน์ จะเป็นรางรถไฟเส้นแรกของประเทศที่ไร้ซึ่งทางออกสู่ทะเลแห่งนี้ หากไม่นับเส้นทางรถไฟสายสั้นๆ ที่ขยายออกมาจากชายแดนประเทศไทย โดยเส้นทางสายบ่อเต็น-เวียงจันทน์ เส้นนี้ จะเป็นหนึ่งในเส้นทางที่เชื่อมโยงตะวันตกของจีนไปสู่ประเทศสิงคโปร์
ขณะที่แรงงานมากมายกำลังวุ่นวายขะมักเขม้นแผ้วถางพื้นที่เพื่อเตรียมวางระบบรางและให้งานเดินหน้าลุล่วงอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านในบ้านบ่อเพียตกลับยังไม่รู้เลยว่าควรต้องย้ายไปอยู่ ณ ที่แห่งใด หรือแม้แต่เงินชดเชยที่ได้รับจากการเสียบ้านไปในครั้งนี้จะมีจำนวนเท่าไร
“พวกเฮาต้องย้ายออกไปภายในเดือน เม.ย.นี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะเป็นที่ไหน เฮาไม่มีที่ใหม่อีกแล้ว” นางโบ คุณแม่ลูก 3 หนึ่งในชาวบ้านบ่อเพียต ซึ่งต้องจากบ้านเกิดของตนเองจากการที่รัฐบาลลาวอนุมัติให้กลุ่มนักลงทุนจากประเทศจีนเข้ามาสร้างโรงแรมและบ่อนการพนันในบริเวณใกล้เคียงกับอำเภอบ่อเต็น กล่าวด้วยความคับแค้นใจ
หมู่บ้านใหม่ที่ชาวบ้านย้ายไปอยู่ในครั้งแรกนั้น มีทำเลที่ห่างไกลจากถนนสายหลักค่อนข้างมาก ซึ่งนั่นหมายถึงการคมนาคมที่ไม่สะดวกและห่างไกลความเจริญ ส่งผลให้ชีวิตความเป็นอยู่ลำบาก ดังนั้นชาวบ้านในชุมชนจึงตัดสินใจย้ายหมู่บ้านอีกครั้งในปี 2551 มายังพื้นที่ในปัจจุบัน ระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร จากชายแดนจีน คู่ขนานไปกับทางหลวงของเมืองหลวงน้ำทา เมืองหลวงประจำจังหวัด
ผู้เฒ่าคำทูน คนเก่าคนแก่ในหมู่บ้านเล่าให้ฟังถึงการย้ายมาอยู่ ณ ผืนแผ่นดินใหม่แห่งนี้ว่า ทุกคนในหมู่บ้านพออกพอใจกว่าที่เก่าเป็นอย่างมาก และหมายมั่นปั้นมือว่าจะปักหลักอยู่กินจนชั่วลูกชั่วหลาน ถึงขั้นลงทุนลงแรงปลูกเรือนพักอาศัยด้วยอิฐก้อน ซึ่งแน่นหนาถาวรกว่าบ้านไม้ทั่วไป ด้วยเชื่อแน่ว่าจะไม่มีเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยอีกแน่นอน
ในครั้งนั้นเมื่อปี 2548 รัฐบาลลาวได้ให้เงินชดเชยกับชาวบ้านครอบครัวละประมาณ 5-7 ล้านกีบ (ราว 18,416-25,662 บาท) และอนุญาตให้ชาวบ้านสามารถปลูกบ้านหลังใหม่ได้ พร้อมกันนี้ทางการยังได้ให้คำมั่นว่าชาวบ้านทุกคนจะมีที่อยู่ที่ทำกินที่กว้างขวางเพียงพอจะอาศัยและปลูกข้าวทำนา
แต่คำสัญญาก็เป็นเพียงแค่ลมปากที่ชาวบ้านทุกคนได้รับ แต่ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น
ชาวลาวจำนวนมากในชุมชนบ่อเพียตแห่งนี้ พบว่าตนเองอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เนื่องจากโดนบีบบังคับให้ต้องเคลื่อนย้าย เพราะการก่อสร้างถนนหนทาง สร้างเหมืองหรือเขื่อน โดยเงินอุดหนุนจากประเทศจีนและเวียดนาม
สภาวการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลให้นักสังเกตการณ์จากภายนอกท่านหนึ่ง แสดงทัศนะว่า ชาวบ้านเหล่านั้นไม่มีแม้แต่โอกาสเพียงเศษเสี้ยวที่จะเอ่ยปากปฏิเสธ เพราะไม่เช่นนั้น คำว่า “ไม่” อาจนำพาปัญหาใหญ่หลวงมาเยือน
อย่างไรก็ตาม โอลิวิเยร์ เออฟราร์ด นักมานุษยวิทยาจากสถาบันเพื่อการวิจัยพัฒนาแห่งฝรั่งเศส กลับมองว่า มาตรการบังคับให้ผู้คนต้องเคลื่อนย้ายออกไปจากที่ที่เคยอยู่เกิดขึ้นหลังจากที่ได้ผ่านกระบวนการเจรจาระหว่างชาวบ้านในหมู่บ้านกับเจ้าหน้าที่ของรัฐเรียบร้อยแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น จำนวนปริมาณที่ได้รับผลกระทบจากอภิมหาโครงการก่อสร้างโครงสร้างขั้นพื้นฐานในครั้งนี้ นับว่าเป็นจำนวนเพียงน้อยนิดเท่านั้น เมื่อเทียบกับหมู่บ้านในหุบเขาที่หายไปมากกว่า 50% จากโครงการตั้งรกรากใหม่ของรัฐที่มุ่งหวังยุติการทำไร่เลื่อนลอยของชาวเขาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
กระนั้นการมาถึงอย่างกะทันหันของรถไฟหัวจรวด ทำให้เออฟราร์ดอดวิตกไม่ได้ว่า อาจส่งผลกระทบต่อสภาพสังคมในบางหมู่บ้าน และบ้านบ่อเพียตก็เป็นกรณีที่เกิดขึ้นแบบสุดขั้ว
ทั้งนี้ การก่อสร้างเส้นทางรถไฟสายนี้ ใช้เงินลงทุนทั้งสิ้น 7,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 211 แสนล้านบาท) ซึ่งต้องสร้างสะพานเชื่อม 165 แห่ง และขุดอุโมงค์ 69 แห่ง เริ่มก่อสร้างในเดือน เม.ย. 2554 และพร้อมเปิดให้ใช้บริการภายในปี 2558 โดย 70% ของเงินลงทุนอยู่ในความรับผิดชอบของรัฐบาลจีน ขณะที่อีก 30% รัฐบาลลาวจะเป็นผู้รับผิดชอบ
“ชาวลาวทั้งประเทศฝันที่จะมีรถไฟ พวกเขาอับอายทุกครั้งที่พบว่าลาวและภูฏานเป็นเพียงสองประเทศในโลกที่ไม่มีรถไฟ” เลียก บุญวาด เจ้าหน้าที่ประสานงานท้องถิ่นขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) กล่าว โดยได้กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้หลายฝ่ายจะยินดีและกระตือรือร้นกับโครงการ แต่เป็นที่น่าเสียใจว่าไม่มีหน่วยงานไหนเลยที่จะให้ความสำคัญและเข้ามาศึกษาถึงผลกระทบที่มีต่อสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ แม้แต่ชาวบ้านในหมู่บ้านที่ทางรถไฟความเร็วสูงพาดผ่านยังอดไม่ได้ที่จะชื่นชอบใฝ่ฝัน โดย คำอยู่ ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านนาเตย หนึ่งในสถานที่ที่ทางรถไฟผ่าน ยังอดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นและถึงกับวาดแผนการไว้เป็นอย่างดีว่าจะย้ายบ้านให้ตั้งอยู่ไม่ไกลนักจากเส้นทางรถไฟ
“เมื่อรถไฟมา เฮาก็จะขายทุกสิ่งทุกอย่างให้กับผู้โดยสารได้” คำอยู่ กล่าว
ความหวังของคำอยู่เป็นความหวังที่มิได้คำนึงถึงเงื่อนไขที่ว่า ถ้าเพียงแต่รถไฟจะหยุดจอดในเมืองชนบทนอกด่านทางตอนเหนือของประเทศเช่นนี้
ทว่าสิ่งที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด อาจเป็นเพียงชาวบ้านที่ทำได้แค่นั่งมองรถไฟ บรรทุกผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่เป็นชาวจีน แล่นผ่านเลยไป







