
กี่ภาคีให้ชัวร์!
การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองโบกอร์ ของอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7-8 เม.ย. จบลงไปด้วยความมึนๆ งงๆ
การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทยกัมพูชา (เจบีซี) เมื่อสัปดาห์ที่แล้วที่เมืองโบกอร์ ของอินโดนีเซีย ระหว่างวันที่ 7-8 เม.ย. จบลงไปด้วยความมึนๆ งงๆ
เพราะขณะที่เจ้าหน้าที่ไทย บอกว่า การประชุมประสบความสำเร็จ แต่ข่าวที่ปรากฏจากสื่อต่างประเทศ และท่าทีของกัมพูชาดูเหมือนว่าจะสวนทางกันลิบลับ
โดยเฉพาะในประเด็นการส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ของอินโดนีเซียเข้าไปในพื้นที่ข้อพิพาท ตามที่เคยพูดกันเอาไว้ก่อนหน้านี้ แต่มาวันนี้กองทัพไทยบอกไม่อนุญาต ไม่ให้คนของอินโดนีเซียเข้ามาเป็นอันขาด
ต่อกรณีการเข้ามาเป็นผู้ไกล่เกลี่ยของอินโดนีเซียในปัญหาข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชานั้น ผมต้องบอกว่า มันมีความสับสนกันมาตั้งแต่แรก ย้อนกลับไปในเมื่อการประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) เมื่อต้นปี ที่เปิดให้ฝ่ายไทย กัมพูชา ชี้แจงต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยมีอินโดนีเซีย ในฐานะประธานสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ไปนั่งฟังด้วย ซึ่งข้อสรุปของสหประชาชาติก็บอกว่า ให้ไปจัดการปัญหาในระดับภูมิภาคอาเซียน โดยอินโดนีเซียเป็นตัวประสานงานกันไปก่อน ก่อนที่จะมาถึงโต๊ะยูเอ็น
สรุปมาเป็นเช่นนี้ คือ ให้อินโดนีเซียเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ว่ากันแบบง่ายๆ ก็ต้องบอกว่า งานนี้มีอินโดนีเซียเข้ามาเกี่ยวด้วยแน่นอน และข้อเสนอที่ให้เจ้าหน้าที่ของอินโดนีเซียเข้ามาสังเกตการณ์ เท่าที่พอจำได้ ก็เห็นว่าทุกฝ่ายโอเคกันในเบื้องต้น
เท่ากับว่า ปัญหาข้อพิพาทครั้งนี้ กลายเป็นเรื่องของ “ไตรภาคี” ที่มีไทยและกัมพูชาทะเลาะกันอยู่ และอินโดนีเซียเป็นกรรมการ แต่ผมก็งงๆ มึนๆ ที่ฝ่ายไทยยืนยันบอกว่าเป็นเรื่องของทวิภาคีเท่านั้น และการปฏิเสธไม่ให้เจ้าหน้าที่อินโดนีเซียเข้ามาในไทย ก็เพราะว่าเป็นทวิภาคี อินโดนีเซียจะเข้ามาไม่ได้
ท่าทีของไทยกลับสวนทางกับข้อสรุปจากยูเอ็นเอสซีอย่างชัดเจน อันตรายครับ!
เพราะเท่ากับเป็นการแสดงออกมาไทยไม่จริงจังกับการแก้ปัญหานี้ให้จบๆ ไป ขนาดที่อินโดนีเซียจะเข้ามาช่วยแล้ว ก็ยังปัดปฏิเสธอีก
งานนี้ก็ได้ทีของกัมพูชา ที่ตามปกติก็ด่าไทยออกสื่อเป็นกิจวัตรอยู่แล้ว นายฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศของกัมพูชา ถึงกับบอกว่า คุยกับไทยคุยยาก ไม่อยากจะดีลกับไทยอีกแล้ว ต้องผ่านอินโดนีเซียเท่านั้น
แค่นั้นยังไม่พอ ก่อนหน้านั้นไม่กี่วัน สื่อต่างประเทศพากันตีข่าวกันแบบพลุแตก ว่าทหารไทยใช้ระเบิดดาวกระจาย (คลัสเตอร์บอมบ์) ซึ่งอันตรายมาก และทั่วโลกกำลังแบนอาวุธเช่นนี้อยู่ แต่ไทยกลับนำมาใช้ระหว่างปะทะกับกัมพูชาเมื่อเดือน ก.พ.
เห็นทีสถานะของไทยในสายตาเวทีโลกกำลังลำบาก เขาส่งตัวกลางให้มาแก้ปัญหาก็ไม่เอา แถมยังหน้ามืดนำระเบิดทำลายล้างสูงมาใช้อีก งานนี้หากไทยแลนด์ยังเล่นบทตีสองหน้า อาจได้ไปนั่งแก้ตัวที่ยูเอ็นสักวันล่ะครับ







