
จีนขาดดุลการค้ารอบ7ปี
ชี้เหตุเพราะต้นทุนนำเข้าสูงลิ่วนักวิเคราะห์เชื่อศก.ยังแกร่ง
ชี้เหตุเพราะต้นทุนนำเข้าสูงลิ่วนักวิเคราะห์เชื่อศก.ยังแกร่ง
มังกรจีนขาดดุลการค้าไตรมาสแรกของปี เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เหตุต้นทุนสินค้านำเข้าพุ่งสูงขึ้น
สำนักงานศุลกากรจีนแถลงผ่านหน้าเว็บไซต์เมื่อวันที่ 10 เม.ย.ที่ผ่านมา ว่า จีนขาดดุลการค้ารายไตรมาสเป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปี เนื่องจากปัจจัยลบจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นผลักดันให้ต้นทุนการนำเข้าสินค้าทะยานขึ้นตามไปด้วย
แถลงการณ์ของศุลกากรจีน ระบุว่า จีนมียอดขาดดุลในไตรมาสแรก ตั้งแต่เดือน ม.ค.-มี.ค. ของปีนี้อยู่ที่ 1,002 ล้านเหรียญสหรัฐ เนื่องจากมูลค่าการนำเข้าในไตรมาสแรกปีนี้ทำสถิติทะยานขึ้นสูงกว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 12 ล้านล้านบาท) หรือเพิ่มขึ้นราว 32.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน ขณะที่มูลค่าส่งออกที่มีแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่ง กลับเพิ่มขึ้น เพียง 26.5% หรือราว 3.99 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 11.9 ล้านล้านบาท) เมื่อเทียบกับปีก่อน
“มูลค่าการนำเข้าในไตรมาสแรกพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์เป็นครั้งแรก ด้วยมูลค่ากว่า 4 แสนล้านเหรียญสหรัฐ” กรมศุลกากร ระบุ
แถลงการณ์ยังระบุถึงสาเหตุที่ทำให้มูลค่านำเข้าสูงทุบสถิติว่า เนื่องจากจีนมีการนำเข้าอุปกรณ์ด้านเครื่องจักรกลและอิเล็กทรอนิกส์ ตลอดจนรถยนต์ แร่เหล็ก และถั่วเหลือง มากกว่าเมื่อปีที่แล้ว อีกทั้งราคาของสินค้าโภคภัณฑ์เหล่านี้ก็ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นทุกรายการ
อย่างไรก็ตาม บรรดานักวิเคราะห์ ยังคงเชื่อว่า เมื่อรวมผลการค้าตลอดทั้งปีแล้ว จีนจะยังคงมียอดเกินดุลการค้ามหาศาลอยู่ที่ราว 1.6-2 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 6 ล้านล้านบาท) แต่ยอดเกินดุลที่คาดไว้อาจลดลงจากนี้ หากปัจจัยด้านราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ ยังคงสูงลิ่วต่อไป ทั้งนี้เมื่อปีที่แล้วจีนมียอดเกินดุลการค้าอยู่ที่ราวเดือนละ 1.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน (ราว 4.8 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ นักวิเคราะห์จากบีเอ็นพี พารีบาส์ กล่าวกับดาวโจนส์ ยังเห็นว่า การที่จีนขาดดุลการค้ารายไตรมาสสะท้อนถึงความคืบหน้าในการปรับสมดุลของระบบเศรษฐกิจที่เน้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลักอีกด้วย ทว่าต้นทุนในการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้นอาจส่งผลกระทบต่อยอดดุลการค้า อีกทั้งตัวเลขเงินเฟ้อในประเทศที่สูงขึ้น จะผลักให้ต้นทุนในการส่งออกเพิ่มขึ้นตามด้วย
เมื่อเดือนที่แล้ว รัฐบาลสหรัฐที่มักวิจารณ์จีนเรื่องนโยบายการค้าที่ทำให้ได้เปรียบดุลการค้ากับสหรัฐจำนวนมหาศาล แสดงความพอใจที่จีนมีการกระตุ้นการนำเข้าเพิ่มขึ้น และระบุว่าจีนกำลังพยายามปรับทิศทางการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยพึ่งการบริโภคภายในประเทศมากขึ้น







