posttoday
วิกฤติฟาโรห์คืนชีพม็อบเมินกระบอกปืน ลั่นชุมนุมไม่เลิก

วิกฤติฟาโรห์คืนชีพม็อบเมินกระบอกปืน ลั่นชุมนุมไม่เลิก

11 เมษายน 2554

ม็อบอียิปต์เมินคำขู่รัฐบาล ปักหลักชุมนุมที่จัตุรัสตาห์เรียร์ต่อ ขณะที่ซีเรีย-เยเมน-ลิเบีย ยังระอุ ผู้ประท้วงสังเวยเหตุรุนแรงรายวัน

ม็อบอียิปต์เมินคำขู่รัฐบาล ปักหลักชุมนุมที่จัตุรัสตาห์เรียร์ต่อ ขณะที่ซีเรีย-เยเมน-ลิเบีย ยังระอุ ผู้ประท้วงสังเวยเหตุรุนแรงรายวัน

กลุ่มผู้ประท้วงชาวอียิปต์ไม่สนคำเตือนของรัฐบาลที่ประกาศจะปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุมในจัตุรัสตาห์เรียร์ ใจกลางกรุงไคโร ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 เม.ย. ยังคงมีกลุ่มผู้ประท้วงหลายร้อยคนท้าทายคำขู่ของรัฐบาลด้วยการปักหลักอยู่ที่จัตุรัสแห่งนี้ตลอดทั้งคืน ภายหลังกองทัพเริ่มคลายท่าทีขู่สลายการประท้วงโดยกลุ่มผู้ประท้วงได้อาศัยรถถังของกองทัพที่ถูกเผา และตั้งรั้วลวดหนามปิดล้อมไม่ให้กองกำลังรัฐบาลเข้าไปในบริเวณจัตุรัส

พร้อมกันนี้ยังพากันร้องตะโกนขับไล่นายพลโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ทานทาวี รัฐมนตรีกลาโหม ให้ออกจากตำแหน่งประธานสภากลาโหม ภายหลังจากสภากลาโหมชุดนี้ได้เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ นับตั้งแต่อดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ก้าวลงจากอำนาจในวันที่ 11 ก.พ.

วิกฤติฟาโรห์คืนชีพม็อบเมินกระบอกปืน ลั่นชุมนุมไม่เลิก

 “ประชาชนต้องการโค่นอำนาจของจอมพลโมฮาเหม็ด ฮุสเซน ทานทาวี” กลุ่มผู้ประท้วงร้องตะโกนภายหลังปักหลักชุมนุมประท้วงข้ามคืนด้วยความรู้สึกประหวั่นพรั่นพรึง หลังท้าทายประกาศเคอร์ฟิว 3 ชั่วโมงก่อนรุ่งสางของทางการ ด้วยการยืนหยัดประท้วงอยู่ที่จัตุรัส

ขณะที่ พล.อ.อาเดล เอมาราห์ คณะกรรมาธิการทหารจากกองทัพ เปิดเผยว่า พร้อมที่จะใช้กำลังเพื่อขอคืนพื้นที่จัตุรัสตาห์เรียร์ เพื่อให้ประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินชีวิตได้ตามปกติอีกครั้ง

สำหรับชนวนสำคัญที่ปลุกให้ม็อบอียิปต์คืนชีพอีกครั้งนั้นเป็นเพราะชาวอียิปต์ไม่พอใจผลงานความพยายามเปลี่ยนถ่ายโอนอำนาจสู่รัฐบาลพลเรือนเป็นไปอย่างล่าช้า รวมถึงกระบวนการดำเนินคดีทุจริตคอร์รัปชันต่ออดีตประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก และครอบครัว นอกจากนี้ชาวอียิปต์ส่วนหนึ่งไม่พอใจกองทัพเพิ่มขึ้น เนื่องจากเหล่าผู้นำกองทัพอียิปต์หลายคนอยู่ในกลุ่มผู้จงรักภักดีต่ออดีตประธานาธิบดีอย่างเหนียวแน่น

ทั้งนี้ เหตุนองเลือดระลอกใหม่เกิดขึ้นภายหลังกองทัพอียีปต์ ซึ่งสนธิกำลังระหว่างทหารและตำรวจปราบจลาจลหลายร้อยนาย พร้อมอาวุธกระบองและการยิงปืนขึ้นฟ้าเมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ช่วงเช้าตรู่วันเสาร์ (9 เม.ย.) บุกขอคืนพื้นที่จากกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่รวมตัวกันตั้งแต่หลังการทำพิธีละหมาดเมื่อเย็นวันศุกร์ และจนถึงช่วงเช้ามืดวันเสาร์

ผู้ประท้วงหลายรายระบุว่าถูกทุบตีด้วยกระบอง และเห็นว่ามีการยิงปืนจริง ขณะที่โฆษกกองทัพแถลงว่า ไม่มีการใช้กระสุนปืนในการปราบปรามแต่อย่างใด รวมถึงกล่าวโทษ “กลุ่มบุคคลนอกคอก” ในการก่อจลาจลและละเมิดเคอร์ฟิว พร้อมปฏิเสธว่าไม่มีการจับกุมตัวผู้ประท้วงคนใด

การปะทะกันครั้งนี้ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 1 คน และผู้บาดเจ็บอีก 71 คน รวมทั้งมีผู้ประท้วงถูกจับกุมจำนวนหนึ่ง ขณะที่แหล่งข่าวที่เป็นหน่วยแพทย์อ้างว่ามีผู้เสียชีวิต 2 ราย

การสลายผู้ประท้วงนับเป็นครั้งแรกที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับจากนายมูบารักยอมลาออกจากตำแหน่ง ทั้งที่ก่อนหน้านี้กองทัพได้รับการชื่นชมจากการไม่ใช้ปืนยิงสลายผู้ประท้วง ตลอดระยะเวลา 18 วัน ที่มีการชุมนุมประท้วง ทำให้ผู้ประท้วงไว้วางใจให้กองทัพเข้าควบคุมอำนาจบริหารประเทศในช่วงการถ่ายโอนอำนาจขณะนี้

นอกจากสถานการณ์ความรุนแรงในอียิปต์แล้ว เหตุการณ์ประท้วงในเยเมนที่ยืดเยื้อมานานหลายสัปดาห์ก็ยังไร้ทาง ออก ล่าสุด เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ในเยเมนระบุว่า กองกำลังด้านความมั่นคงได้สาดกระสุนหวังสังหารกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาล โดยในจำนวนนี้ถูกยิงเสียชีวิต 1 ราย

“มีผู้ประท้วง 1 รายถูกยิงเสียชีวิตเนื่องจากทนพิษบาดแผลไม่ไหว” เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ในเมืองทาเอส ซึ่งตั้งยู่ทางตอนใต้ของกรุงซานากล่าว พร้อมระบุว่าเหตุปะทะครั้งล่าสุดนี้ทำให้มีผู้บาดเจ็บจากการถูกยิงด้วยกระสุนจริง 43 ราย

ขณะที่สถานการณ์ในกรุงซานาของเยเมนยังคงคุกรุ่น เมื่อกองกำลังด้านความมั่นคงเปิดฉากยิงปืนเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมที่รุกคืบจากฐานที่มั่นของกลุ่มผู้ประท้วงเข้ามายังกลุ่มควบคุมของตำรวจ ทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 30 ราย และอีก 80 รายได้รับบาดเจ็บเนื่องจากถูกฟาดด้วยกระบอง ส่วนผู้ชุมนุมอีก 1,200 คน จำเป็นต้องได้รับการรักษาหลังถูกยิงด้วยแก๊สน้ำตา

เช่นเดียวกับวิกฤตในลิเบียที่ยังไร้จุดจบ โดยล่าสุดผู้ช่วยรัฐมนตรีต่างประเทศลิเบียระบุว่า กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลลิเบีย ระบุว่าสามารถยิงเฮลิคอปเตอร์ของสหรัฐ ซึ่งกลุ่มกบฏฝ่ายต่อต้านเป็นผู้บังคับตก พร้อมกันนี้ยังประณามการกระทำของประชาคมนานาชาติว่ากลืนน้ำลายตัวเอง เนื่องจากอนุญาตให้ฝ่ายกบฏปฏิบัติการทางอากาศท่ามกลางการบังคับใช้เขตห้ามบินเหนือน่านฟ้าลิเบีย ตามมติ 1973 ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี)

อย่างไรก็ตาม รายงานข่าวยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกบฏ

ส่วนเหตุประท้วงในซีเรียก็รุนแรงไม่แพ้กัน ข้อมูลของนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนระบุว่า กองกำลังด้านความมั่นคงของซีเรียได้สังหารกลุ่มผู้ประท้วงไปทั้งหมด 28 คน ในจำนวนนี้ พลเรือน 26 คนเสียชีวิตหลังจากเจ้าหน้าที่กราดยิงใส่พิธีศพของผู้ประท้วงซึ่งถูกสังหาร ในเมืองดาราทางตอนใต้ของซีเรีย ส่วนอีก 2 คนถูกยิงเสียชีวิตที่เมืองออมส์

 “ตำรวจและเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงใช้กระสุนจริงเข้าสลายการชุมนุมโดยสันติของกลุ่มผู้ประท้วงเมื่อวันเสาร์ที่ 9 เม.ย.” กลุ่มสิทธิมนุษยชนในซีเรีย 6 กลุ่มระบุในแถลงการณ์ร่วม พร้อมกันนี้ยังเรียกทางการซีเรียรับผิดชอบต่อหน้าที่โดยยุติความรุนแรงการสังหาร และการนองเลือดตามท้องถนน รวมถึงสิ่งใดก็ตามที่เป็นต้นเหตุของความรุนแรง


 

 

ข่าวล่าสุด

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา

"วัส" ชี้ปมยุบภูมิใจไทย ต้องพิสูจน์ที่มาเงินบริจาคสุชาดา