posttoday
อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

27 มีนาคม 2554

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตราวเมืองร้าง ชายชราผมสีดอกเลากำลังทอดสายตามองซากปรักหักพังเบื้องหน้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรังนอนอันสงบสุขกับภรรยาด้วยสายตาเมินเฉย ปราศจากอารมณ์ใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้าย

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตราวเมืองร้าง ชายชราผมสีดอกเลากำลังทอดสายตามองซากปรักหักพังเบื้องหน้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรังนอนอันสงบสุขกับภรรยาด้วยสายตาเมินเฉย ปราศจากอารมณ์ใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้าย

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

 

อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบ ไร้วี่แววของสิ่งมีชีวิตราวเมืองร้าง ชายชราผมสีดอกเลากำลังทอดสายตามองซากปรักหักพังเบื้องหน้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นรังนอนอันสงบสุขกับภรรยาด้วยสายตาเมินเฉย ปราศจากอารมณ์ใดๆ โดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะยินดีหรือยินร้าย

เสียงคลื่นกระทบฝั่งห่างออกไปเพียงไม่กี่เมตร เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้ผู้เฒ่ารายนี้ละสายตาหันไปมองได้

หลังจากใช้ชีวิตในวัยหนุ่มอย่างโลดโผนเป็นช่างประปาอยู่ในกรุงโตเกียวจนครบวัยเกษียณ ฮิเดคัตสึ ซาโต จึงมุ่งหน้ากลับสู่บ้านเกิดเมืองโซมะ หมู่บ้านเล็กๆ ริมทะเลที่แสนสุข ซึ่งเป็นจุดนัดพบยอดนิยมของนักตกปลา และนักท่องเที่ยวทั้งหลาย พร้อมคู่ชีวิตด้วยเหตุผลหนึ่งเดียว หวังยึดเอาที่แห่งนี้เป็นเรือนตาย

ทว่า ธรรมชาติก็ไม่เคยปรานีใคร...

แผ่นดินไหว 9.0 ริกเตอร์ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. นำพาคลื่นสึนามิมาเยือนและพัดพาทุกสิ่งให้หายวับชั่วพริบตา หากไม่นับรวมชีวิตที่ยังมีลมหายใจอยู่ ฮิเดคัตสึในวัย 73 ปี ก็แทบจะไม่เหลืออะไรเลย

กระนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นก็ไม่สามารถสั่นคลอนเจตนาเดิมให้หายไปได้ เพราะเมื่อตั้งใจจะกลับมาตายที่นี่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะไม่จากไปไหน นับเป็นจิตใจแน่วแน่ที่น่าชื่นชม

 

อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

แต่สิ่งที่ชายชราต้องเผชิญไม่ใช่แค่การนับหนึ่งเริ่มต้นใหม่ แต่ยังรวมถึง “ภัยของสารกัมมันตรังสี” จากโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ ซึ่งกำลังแพร่กระจายปกคลุมเมืองเล็กๆ แห่งนี้ ซึ่งทำให้ฮิเดคัตสึ และชาวเมืองไม่เหลือทางเลือกมากนัก

เมืองโซมะ นับเป็นเมืองท่าชายทะเลเล็กๆ ทางชายฝั่งตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศญี่ปุ่นที่เงียบสงบ และอุดมด้วยผลิตภัณฑ์จากทะเลมากมาย เป็นโลกขนาดย่อมที่ประกอบไปด้วยประชากรเพียง 3.8 หมื่นคน อยู่อาศัยกันอย่างเรียบง่ายตามอัตภาพ

แต่ภาพเหล่านั้นได้กลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว เมืองโซมะในวันนี้เป็นเพียงเศษซากที่หลงเหลือจากการทำลายด้วยกำแพงสึนามิจนย่อยยับ ก่อนที่กัมมันตภาพรังสีจะซ้ำเติมชีวิตของผู้คนที่นี่ให้ย่ำแย่ลง

เมื่อรังสีได้ล่องลอยอยู่ในทุกอณูของอากาศ แหวกว่ายอยู่ทุกละอองของน้ำทะเล ไม่มีอะไรดีไปกว่าการอพยพหลบหนีพาตัวให้ห่างไปไกลที่สุด หรือเก็บตัวให้มิดชิดที่สุด และจำใจปล่อยพืชผลทางการเกษตร และน้ำนมให้ปนเปื้อนรังสี พร้อมๆ กับความหวาดหวั่นภายในใจถึงอนาคตที่สุดจะคาดเดา เพียงรับรู้ได้แน่ชัดอย่างเดียวว่าต้องทุกข์ยากสาหัสเหลือกำลังรับ

ด้วยผ่านร้อนผ่านหนาวมาเสียมากจนชาชิน ปู่ฮิเดคัตสึได้แต่ปลอบประโลมตัวเอง เมื่อไม่เคยมีอะไรมาก ก็ไม่จำเป็นต้องการอะไรมาก แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงกังขาอยู่ภายในใจก็คือ เมื่อไรเหตุการณ์ทั้งหมดนี้จะสิ้นสุดลง

ปู่วัย 73 ปี จ้องมองเมืองที่เคยอยู่ กลิ่นปลาเน่าโชยมาต้องจมูก ถนนสายหลักของเมืองถูกถางเตียนโล่งอีกครั้งเพื่อให้รถกู้ภัยฉุกเฉินเข้ามาทำงาน ซากหอยและปูที่ควรจะนอนรอลูกค้าบนแผงค้าปลาในตลาด กลับเกลื่อนกลาดปนเปกับซากเรือ และซากปรักหักพังที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอาคารร้านค้า โรงเรียน และบ้านเรือน

แม้สีหน้าจะยังคงเรียบเฉย แต่ภาพที่สะท้อนอยู่ในแววตาทำให้รับรู้ได้ว่าเมืองโซมะในความทรงจำของฮิเดคัตสึไม่ได้เป็นเช่นที่เห็น ก่อนจะเล่าถึงขณะที่คลื่นยักษ์อันทรงพลังมาเยือน

“เหมือนถนนที่ทุกสิ่งเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว บ้าน เรือ รถบรรทุก ล้วนไหลไปกับสายน้ำ ผมพาตัวเองวิ่งขึ้นไปที่เนินเขาหลังบ้านก่อนหันกลับมามอง ภาพเบื้องหน้าขณะนั้น เป็นภาพที่คนรุ่นผมไม่เคยเห็นมาก่อน”

อย่างไรก็ตาม ภาพที่เห็นก็ยังไม่สามารถทำให้ชายชราหวาดหวั่นได้เท่ากับภาพเบื้องหน้าของชีวิตที่ยังคงมืดสนิท

 

อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

คนญี่ปุ่นรุ่นฮิเดคัตสึ ล้วนเติบโตมาภายใต้การบอกเล่าถึงมหันตภัยร้ายแรงของกัมมันตภาพรังสี ซึ่งเคยเกิดขึ้นที่เมืองฮิโรชิมา กับนางาซากิ ส่งผลให้เกิดความหวาดกลัวฝังลึกอยู่ในจิตใจ เป็นความกลัวที่ฮิเดคัตสึกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ “ช่วยไม่ได้ที่จะนึกถึงขึ้นมาอีก”

เพียงไม่นานหลังความเสียหายของโรงไฟฟ้าฟูกุชิมา ไดอิชิ ปรากฏให้เห็นเด่นชัด รัฐบาลญี่ปุ่นได้ออกคำสั่งให้อพยพผู้อาศัยในรัศมี 10 กม. รอบอาคารเตาปฏิกรณ์ 6 เตา ก่อนขยายรัศมีออกไปเป็น 20 กม. ขณะที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในรัศมีที่ไกลออกไปอีก 10 กม. จำต้องอยู่แต่ภายในบ้านอย่างมิดชิด และคลื่นมวลชนอพยพก็เริ่มต้นขึ้นในโซมะ โดยย้ายออกไปอยู่แค่บริเวณรอบนอกของเมืองโซมะเท่านั้น

ผลที่ตามมาคือประชาชนนับร้อยชีวิตต้องมาอาศัยแออัดอยู่ร่วมกัน เพิ่มเติมจากจำนวน 2,000 คน ที่มีอยู่เดิม และมีชะตากรรมไร้บ้านเช่นเดียวกัน

กัมมันตภาพรังสีกลายเป็นภัยคุกคามล่องหนที่ครอบคลุมเมืองแห่งนี้เอาไว้ เป็นความหวาดกลัวที่มีมากกว่าภัยสึนามิที่ได้รับมา

คัตสึฮิโระ อาเบะ เจ้าหน้าที่ทางการเมืองโซมะ อธิบายว่า เป็นเพราะเทศบาลมีการฝึกซ้อมรับมือภัยจากสึนามิอยู่เสมอ ทำให้รู้วิธีการแก้ปัญหา แม้ครั้งล่าสุดที่เพิ่งเกิดขึ้นจะรุนแรงเกินกว่าที่คาดการณ์กันไว้ แต่นั่นก็ไม่ทำให้เจ้าหน้าที่และชาวบ้านรู้สึกโหวงเหวงมากเท่ากับภัยกัมมันตภาพรังสี ที่ไม่เคยมีการเตรียมรับมือมาก่อน เพียงแต่ได้รับการบอกเล่าถึงอันตรายอยู่ตลอดเวลา

เพื่อไม่ให้ผู้คนตื่นตระหนกมากไปกว่านี้ ในฐานะเจ้าหน้าที่ทางการเมืองโซมะ คัตสึฮิโระจึงต้องเน้นย้ำให้ชาวบ้านเข้าใจว่า จากตัวเลขการประเมินของรัฐบาลญี่ปุ่น ความอันตรายจะอยู่ในรัศมี 20 กม. รอบโรงไฟฟ้าเท่านั้น ขณะที่เมืองโซมะมีรัศมีห่างจากโรงปฏิกรณ์ถึง 40 กม. จึงอยู่ในระยะปลอดภัย และถึงจะมีรังสีก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่มากจนเป็นอันตรายต่อร่างกาย

อย่างไรก็ตาม เพื่อความไม่ประมาท คัตสึฮิโระ กล่าวว่า ทางการจำเป็นต้องเตรียมการเผื่ออพยพอีกครั้ง หากว่าสถานการณ์ของโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ทรุดลงอีก

“พวกเราได้แต่เฝ้ามองติดตามสถานการณ์ของโรงไฟฟ้าด้วยความระแวดระวัง และเตรียมตัวเผื่อกรณีเลวร้าย เป็นความกลัวที่เราต้องน้อมรับ แต่ก็ต้องเผชิญรับด้วยความสงบ” คัตสึฮิโระ กล่าว

กระนั้นเจ้าหน้าที่ก็อดกล่าวไม่ได้ว่า วิกฤตการณ์นิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ได้เพิ่มความซับซ้อนให้กับภัยพิบัติทางธรรมชาติ ให้มีสิทธิและอำนาจที่ยากจะต้านทานได้มากยิ่งขึ้น

เพราะหากว่าไม่มีการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสี คัตสึฮิโระและชาวบ้านที่นี่ตลอดจนชายชราอย่างฮิเดคัตสึ คงตั้งหน้าตั้งตาฟื้นฟูเมืองที่พังทลายด้วยน้ำมือของธรรมชาติกลับขึ้นมาใหม่ได้ง่ายดายกว่านี้

เมื่อไม่รู้ว่าปัญหาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะสิ้นสุดลงเมื่อไร การมองไม่เห็นทางข้างหน้าจึงทำให้ชีวิตลำบากมากกว่าที่ควรจะเป็น แม้จะต้องการความช่วยเหลือเรื่องน้ำ อาหาร ยา เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยอย่างถึงที่สุด แต่เพราะความกลัวต่อสารกัมมันตรังสีทำให้โซมะโดนตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง

 

อนาคตที่มองไม่เห็น...ใต้เงานิวเคลียร์

การออกปากร้องขอให้รถบรรทุกสักคันช่วยขับรถส่งปัจจัยสำคัญในการดำเนินชีวิตมาให้นั้น ยากพอๆ กับการทำให้คนทั่วไปเชื่อว่าที่แห่งนี้ปลอดภัยจากรังสี ไม่มีใครต้องการเสี่ยงเฉียดกรายเข้าใกล้โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ โรงงานที่ผลิตไฟฟ้าหล่อเลี้ยงชาวโตเกียวนับล้านคน

คัตสึฮิโระอดแสดงความกังวลไม่ได้ว่า หากเป็นต่อไปเช่นนี้เรื่อยๆ ชาวบ้านก็จะไม่สามารถหารายได้เลี้ยงตัวเองได้ เช่น ขายข้าวหรือสาหร่ายเหมือนที่เคยทำมา

และเมื่อนั้น ไม่ตายก็เหมือนตาย

ย้อนกลับมาที่ริมทะเล ผู้เฒ่ากับเพื่อนๆ ซึ่งอยู่ในละแวกเดียวกันต่างถูกทิ้งให้ต้องหาทางดูแลตัวเอง ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยไม่มีทั้งน้ำ ไฟฟ้า และแก๊สหุงต้ม ทางเดียวที่ทำได้คือรอนแรมไปยังศูนย์อพยพเพื่อขอรับอาหาร ซึ่งโดยปกติก็คือข้าวหนึ่งถ้วยต่อวัน ส่วนในยามค่ำคืน กลุ่มชาวบ้านที่เหลืออยู่ส่วนใหญ่จะอาศัยอยู่ร่วมกันในพื้นที่สูง จากนั้นจะกลับไปบ้านเรือนของตนเมื่อยามเช้ามาถึง เพื่อเผชิญหน้ากับงานใหญ่สุดหิน นั่นคือการเก็บกวาด

ขณะที่หิมะพร่างพรมลงมาบางๆ มิตสึโยชิ อาเบะ ทำได้เพียงยืนสูบบุหรี่อยู่หน้ากองซากปรักหักพัง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นบ้านและร้านทำผม 2 ชั้นของภรรยา เพราะไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรกับซากตรงหน้า แม้จะเริ่มชินเพราะมีให้เห็นดาษดื่นทั่วเมืองแล้วก็ตาม

แม้โครงสร้างตึกจะไม่ถูกกระแสน้ำพัดพาไป แต่ร่องรอยความเสียหายที่เหลือทิ้งไว้ ก็ยังหนักหนาสาหัสเกินเยียวยา ทว่าสิ่งนี้กลับไม่ใช่สิ่งที่กังวลมากที่สุด เพราะอย่างไรเสียก็สามารถลงมือซ่อมแซมกลับคืนมาได้

“สิ่งที่ติดอยู่ในใจของผมตอนนี้ก็คือ ความรู้สึกที่ว่าเราต้องกลายเป็นผู้เสียสละ เพราะเราคือคนที่ต้องอาศัยอยู่กับโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์เพื่อให้คนในโตเกียวได้รับความสะดวกสบายเหมือนที่เคยได้รับมา” มิตสึโยชิ กล่าว

ถึงจะเข้าใจดีว่าได้อาศัยอยู่ในยุคที่ไม่ว่าใครต่างก็ต้องพึ่งพาพลังงานไฟฟ้า แต่เหตุการณ์ที่โรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ได้รบกวนใจมิตสึโยชิอย่างมาก เพราะไม่สามารถเริ่มต้นคิดถึงวันข้างหน้าได้ ตราบใดที่สถานการณ์โรงไฟฟ้ายังไม่จบสิ้น

ขณะเดียวกัน บนถนนที่ทอดยาวออกไปไกล โทชิอากิ คิคุจิ ในวัย 63 ปี พร้อมด้วย ชิมิโกะ ภรรยา ไม่หวั่นต่อการเดินฝ่าสายน้ำที่กระเซ็นกระสายจากท่อประปาที่แตกหัก กับผืนโคลนสีดำทุกๆ วัน เพื่อมาเยือนโรงแรมขนาดกะทัดรัดจำนวน 8 ห้องของทั้งคู่ ท่ามกลางซากเรือหาปลา รถยนต์ และรถบรรทุกซึ่งกลิ้งเกลือกอยู่หน้าประตู เพราะอย่างน้อย ความรู้สึกที่เหมือนได้อยู่บ้านก็ทำให้รู้สึกดีขึ้นได้

เมื่อมองซากสิ่งของรอบกาย ไม่มีอะไรที่โทชิอากิต้องคร่ำครวญ เพราะไม่ได้ยับเยินจนสาหัสมากนัก และเพราะยังมีลมหายใจต่อชีวิต กับของที่ยังหลงเหลือไว้ตามความจำเป็นของชีวิต

“แต่สิ่งที่เราไม่มีก็คือ อนาคตข้างหน้า”

 

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI