posttoday
เสียงจากคนนอกบ้าน"ใครไม่รักนิปปอน แต่เรารัก"

เสียงจากคนนอกบ้าน"ใครไม่รักนิปปอน แต่เรารัก"

26 มีนาคม 2554

ชาวต่างชาติบางกลุ่ม เลือกที่จะหันหลังให้กับโอกาส และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป ท่ามกลางข่าวร้ายรายวันที่ถูกประโคมออกมา....

ชาวต่างชาติบางกลุ่ม เลือกที่จะหันหลังให้กับโอกาส และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป ท่ามกลางข่าวร้ายรายวันที่ถูกประโคมออกมา....

โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ

...แรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหวความรุนแรงขนาด 9 ริกเตอร์ อาจเขย่าขวัญชาวญี่ปุ่นให้ผวา...

...คลื่นยักษ์สึนามิสูง 10 เมตร อาจซัดถล่มบ้านเรือนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของญี่ปุ่นให้ราบเป็นหน้ากลองในชั่วพริบตา...

...สารกัมมันตรังสีจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เจ้าปัญหาอาจสร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้กับชาวโลก...

เสียงจากคนนอกบ้าน"ใครไม่รักนิปปอน แต่เรารัก"

แต่ทว่า “มหาหายนะฉบับไตรภาค” ที่ซัดโครมเข้าญี่ปุ่นตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ 11 มี.ค. วันแห่งความสูญเสียที่ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่นต้องจารึกนี้ กลับไม่สามารถพรากความรักและสะบั้นสายสัมพันธ์ของคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งแม้ไม่ได้มีสายเลือดซามูไร หรือจิตวิญญาณบูชิโดด้วยสัญชาติ ที่มีต่อดินแดนอาทิตย์อุทัยให้เหือดหายไปได้แม้แต่น้อย

รอยเตอร์ส รายงานว่า ท่ามกลางกระแสความวิตกเกี่ยวกับการรั่วไหลของกัมมันตภาพรังสีจากโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ไดอิชิในจังหวัดฟูกุชิมา ซึ่งได้รับความเสียหายอย่างหนักจากเหตุภัยพิบัติ ทำให้สถานทูตประเทศต่างๆ ตั้งแต่ ออสเตรีย ออสเตรเลีย ไปจนถึงฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ไม่รอช้า รีบออกมาประกาศเตือนพลเมืองของประเทศที่พำนักอยู่ในญี่ปุ่นให้เร่งอพยพเป็นการด่วน

โดยคำเตือนดังกล่าวนี้ไม่เพียงเจาะจงไปยังประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่รัศมีของโรงไฟฟ้าเจ้าปัญหาเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ที่อาศัยอยู่ในกรุงโตเกียว ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากโรงงานที่มีปัญหาถึง 240 กิโลเมตรด้วย

ยิ่งกว่านั้น ด้วยความเป็นห่วงพลเมืองของตัวเอง รัฐบาลบางประเทศยังใจป้ำระดมส่งเครื่องบินจากกองทัพอากาศลัดฟ้ามารับพลเมืองที่มีอาการขวัญหนีดีฝ่อ อยากกลับประเทศใจจะขาดกันถึงที่อีกด้วย

เรียกได้ว่าช่วยเหลือกันเต็มที่ ใครอยากกลับหรือกล่าวซาโยนาระญี่ปุ่นก็ทำได้สบาย

แต่ทว่าแม้รัฐบาลต่างๆ จะแข่งขันกันอำนวยความสะดวกให้กับพลเมืองสุดฤทธิ์ แต่ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าชาวต่างชาติบางกลุ่ม หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Gaijin” กลับเลือกที่จะหันหลังให้กับโอกาส และเลือกที่จะใช้ชีวิตอยู่ในญี่ปุ่นต่อไป ท่ามกลางข่าวร้ายรายวันที่ถูกประโคมออกมา

ไม่ว่าจะเป็นสภาพอากาศเหนือน่านฟ้าแดนปลาดิบที่เริ่มพบว่ามีการฟุ้งกระจายของกัมมันตภาพรังสีในระดับที่สูงกว่าปกติ อีกทั้งพืชผักอาหาร น้ำประปา และน้ำทะเล ก็ทยอยตรวจพบว่ามีการปนเปื้อนของสารที่ไม่พึงประสงค์เจือปนจนทำเอารัฐบาลปลาดิบต้องสั่งห้ามส่งออกผลผลิตทางการเกษตรจากจังหวัดที่อยู่ในโซนอันตราย แม้ว่ารัฐบาลจะย้ำหนักแน่นว่าปริมาณการปนเปื้อนที่ตรวจพบอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพก็ตาม

คำถามคือ อะไรคือเหตุผลที่ทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ไม่ทิ้งญี่ปุ่นไป?

กว่าจะรัก...เท่าวันนี้

หากไปจ่อไมค์ถามความในใจของชาวต่างชาติที่ยังยืนหยัดไม่เผ่นกลับประเทศ แม้ว่าจะต้องเผชิญกับข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีรายวันเช่นนี้ เชื่อว่าร้อยทั้งร้อยคงพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะความรักและความผูกพันที่มีต่อดินแดนแห่งนี้

“โตเกียวเป็นเมืองที่น่าอยู่สำหรับฉัน ฉันรักเมืองนี้” ไดแอน ทากาฮาชิ นักเขียนนวนิยายสายเลือดออสเตรเลีย เจ้าของนามปากกา ไดแอน ไฮบริด ซึ่งแต่งงานกับชาวญี่ปุ่นระบายความรู้สึกในใจที่มีต่อแดนปลาดิบ

เสียงจากคนนอกบ้าน"ใครไม่รักนิปปอน แต่เรารัก"

“คุณไม่อาจละทิ้งบางสิ่งบางอย่างที่คุณรักไปได้” เสียงเล็กๆ จากไดแอน หนึ่งในชาวต่างชาติที่เห็นว่าแดนซามูไรแห่งนี้คือแหล่งกำเนิดของหลากหลายสิ่งดีๆ ในชีวิต ทั้งเป็นขุมเงินขุมทอง เป็นบ่อเกิดของมิตรภาพและครอบครัว

“ผมพร้อมจะเผชิญหน้า ไม่ว่าต้องเจอกับอันตรายเพียงใด ผมพร้อมที่จะอยู่ที่นี่ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น” แซม เจมสัน นักข่าวรุ่นลายครามจากเมืองลุงแซม วัย 74 ปี ซึ่งใช้เวลากว่าครึ่งชีวิตอยู่ในญี่ปุ่น ประกาศเจตนารมณ์ที่แน่วแน่

“ผมอยู่ที่นี่มานานแล้วและมีเพื่อนฝูงมากมาย ที่นี่ช่างเป็นที่ที่แสนสะดวกสบายและมีความสุขสำหรับผม” อีกหนึ่งคำยืนยันถึงความรักนิปปอนที่เจมสัน ผู้ซึ่งมั่นใจว่ามีสต๊อกอาหารในบ้านเพียงพอที่จะกินนอนอยู่แต่ในบ้านได้สบายๆ ถึง 1 เดือน หากพบว่าระดับสารกัมมันตรังสีในกรุงโตเกียวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนอยู่ในระดับอันตรายเกินกว่าจะออกมานอกบ้านได้

เก็บข้อมูล...มาตอบโจทย์

อย่างไรก็ตาม นอกจากความรักและความสุขใจบนพื้นแผ่นดินที่แม้ไม่ใช่แผ่นดินแม่ (แต่ก็เหมือนเป็นแม่บุญธรรม) แล้ว อีกหนึ่งเหตุผลเบื้องลึกที่ทำให้ชาวต่างชาติกลุ่มนี้ตัดสินใจไม่แพ็กกระเป๋าและกล่าวซาโยนาระญี่ปุ่นไปง่ายๆ ก็เพราะคนกลุ่มนี้เลือกที่จะอาศัยการรับข้อมูลข่าวสารจากแหล่งต่างๆ นอกเหนือจากการคาดเดาของสื่อมวลชน มาประกอบการพิจารณาไตร่ตรองก่อนจะ “ตีตนไปก่อนไข้”

“ผมอยู่ที่นี่มา 20 ปีแล้ว และผมก็คิดว่าโตเกียวยังเป็นสถานที่ปลอดภัยสำหรับการพักอาศัย” เกรน ฟูกุชิมา อดีตประธานหอการค้าสหรัฐในญี่ปุ่น กล่าว

“ผมคิดว่าบางครั้งรัฐบาลญี่ปุ่นก็จัดการกับวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นช้าจนเกินไป และไม่สามารถอธิบายในสิ่งที่รัฐบาลกำลังทำอยู่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากนัก จนทำให้คนที่ไม่คุ้นเคยกับญี่ปุ่นรู้สึกไม่สบายใจ อย่างไรก็ตาม ผมมีความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อยว่ารัฐบาลจะสามารถแก้ไขวิกฤตนี้ได้” ฟูกุชิมา แสดงความกังวล

เสี่ยงเป็นเสี่ยงกัน

ท่ามกลางสารพัดสารพันเหตุผลที่แต่ละคนเลือกเอามาตัดสินว่าจะอยู่หรือไป แต่ก็มีคนอีกกลุ่มหนึ่งเลือกที่จะใช้วิธีเสี่ยงดวง เพื่อชี้อนาคตขีดเส้นทางชีวิตของตัวเองต่อไป

แซม โรแกน ประธานบริษัท Xilinx ในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นผู้นำอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ในสหรัฐ เลือกที่จะไม่ทิ้งญี่ปุ่นไปในเวลานี้ โดยพร้อมที่จะวัดดวงไปพร้อมกับผืนแผ่นดินที่เป็นทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของตัวเอง

แต่เพื่อความไม่ประมาท โรแกนจึงเลือกสร้างหลักประกันในชีวิตให้กับลูกชายและภรรยาสายเลือดซามูไรด้วยการตีตั๋วเครื่องบินเพื่อให้ลัดฟ้าไปอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ ที่บ้านคุณปู่คุณย่าที่รัฐฮาวายของสหรัฐ ตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

“ผมหวังว่าในสัปดาห์หน้า สถานการณ์ทุกอย่างจะควบคุมได้ และหากไม่เป็นเช่นนั้น ผมก็มีแผนสำรองลูกๆ ไปยังบ้านปู่ย่าที่สหรัฐ” โรแกน ซึ่งตัดสินใจวัดดวงอยู่ที่ญี่ปุ่นต่อ เพื่อดูว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่จะพลิกผันไปสู่จุดที่เลวร้ายไปกว่านี้หรือไม่ กล่าว

ขณะที่ผู้มีประสบการณ์ช่ำชองในวงการข่าวอย่างนักหนังสือพิมพ์รุ่นเดอะ เจมสัน กลับมองเห็นโอกาสทองจากวิกฤตครั้งนี้อย่างไม่น่าเชื่อ

เจมสัน ระบุว่า หายนะครั้งใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งนายกรัฐมนตรี นาโอโตะ คัง เรียกว่าเป็นวิกฤตที่เลวร้ายที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศที่ซบเซาและซึมลึกมานานกว่า 2 ศตวรรษได้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

“หลังเกิดแผ่นดินไหวผมคิดว่าเหตุการณ์นี้จะเป็นสิ่งที่หลอมรวมชาวญี่ปุ่นเข้าไว้ด้วยกัน” เจมสัน แย้มถึงอนาคตของแผ่นดินที่รัก “นี่จึงเป็นอีกเหตุผลที่เราไม่ควรไปจากที่นี่ เพราะคุณอาจพลาดโอกาสที่จะได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2”

อย่างไรก็ตาม แม้ต่างคนจะต่างมีทัศนะหรือเหตุผลร้อยแปดในใจที่ทำให้เลือกไม่ทิ้งญี่ปุ่นหรือ บอกลาดินแดนอาทิตย์อุทัยแห่งนี้ไปไหน แต่ไม่ว่าจะกี่ร้อยความคิดกี่พันเหตุผล อย่างน้อยหายนะฉบับไตรภาคนี้ก็เป็นบทพิสูจน์ชั้นเยี่ยม ถึงความรักที่ชาวต่างชาติมีต่อญี่ปุ่นแล้ว

เห็นทีประโยคเชยๆ ที่ว่า “คนเราจะเห็นใจกันในยามยาก” จะไม่มีวันตายจริงๆ

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI