
วิบากกรรมโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ลากยาว 2 คนงานเคราะห์ซ้ำตกบ่อเชื้อเพลิงจมน้ำเปื้อนรังสี
สถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นยังไม่คลี่คลาย ล่าสุด ต้องหาม 2 เจ้าหน้าที่เคราะห์ร้ายเข้าโรงพยาบาล เหตุพลัดตกบ่อกักเก็บเชื้อเพลิงสัมผัสน้ำเปื้อนรังสี
สถานการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ญี่ปุ่นยังไม่คลี่คลาย ล่าสุด ต้องหาม 2 เจ้าหน้าที่เคราะห์ร้ายเข้าโรงพยาบาล เหตุพลัดตกบ่อกักเก็บเชื้อเพลิงสัมผัสน้ำเปื้อนรังสี
ขณะที่เจ้าหน้าที่ต่อไฟฟ้าเข้าห้องควบคุมเตา 1 สำเร็จ แต่ต้องรอลุ้นว่าระบบปั๊มน้ำจะใช้การได้หรือไม่
โฆษกสำนักงานความปลอดภัยนิวเคลียร์และอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น (นิซา) เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ 3 คน ได้รับสารกัมมันตรังสีในขณะพยายามฟื้นฟูระบบไฟฟ้าในเตาหมายเลข 3 โดยในจำนวนนี้ 2 คนต้องถูกนำส่งโรงพยาบาล
“พนักงานทั้งสามคนทำหน้าที่วางสายเคเบิลไฟฟ้าในห้องใต้ดินของอาคารกังหัน ทำให้ได้รับปริมาณรังสีเข้าไปราว 170180 มิลลิซีเวิร์ต” โฆษกนิซา กล่าวพร้อมเสริมว่า “คนงาน 2 คน ถูกหามส่งโรงพยาบาล หลังล้มลงไปในแอ่งน้ำ ซึ่งแม้พวกเขาจะสวมชุดป้องกันรังสีแล้ว แต่น้ำซึ่งปนเปื้อนสารกัมมันตรังสีก็ยังซึมเข้าไปสัมผัสกับขาของพวกเขา”
โฆษกนิซา ยังระบุด้วยว่า การรับรังสีโดยตรงอาจทำให้เกิดการอักเสบบวมพอง จึงจำเป็นต้องส่งคนงานเหล่านั้นไปยังโรงพยาบาลเพื่อรับการรักษาในทันที
ขณะที่ภารกิจกอบกู้วิกฤตโรงไฟฟ้าก้าวหน้าอีกขั้น เมื่อเจ้าหน้าที่เทคนิคของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ฟูกุชิมา ไดอิชิ สามารถฟื้นฟูระบบไฟฟ้าห้องควบคุมของเตาหมายเลข 1 ได้สำเร็จ เมื่อวันที่ 24 มี.ค. ซึ่งหมายความว่า เจ้าหน้าที่สามารถใช้ห้องควบคุมของเตาหมายเลข 1 และ 3 ได้แล้ว หลังก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ต้องหนีตายท่ามกลางความมืดมิด หลังเกิดการระเบิดขึ้นหลายครั้ง และความหวั่นเกรงต่อการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสี
ทั้งนี้ เหตุแผ่นดินไหวและสึนามิครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 11 มี.ค. ได้ทำลายระบบไฟฟ้าของโรงไฟฟ้า รวมทั้งระบบไฟฟ้าสำรอง ทำให้ระบบหล่อเย็นภายในเตาปฏิกรณ์ไม่สามารถทำงานได้ ส่งผลให้แท่งเชื้อเพลิงเกิดความร้อนสูง จนสร้างความหวั่นวิตกว่าสถานการณ์ดังกล่าวจะทำให้แท่งเชื้อเพลิงเกิดการหลอมละลาย
ด้วยเหตุนี้ความสำเร็จในการฟื้นฟูห้องควบคุมเตาปฏิกรณ์จึงนับเป็นกุญแจสำคัญ โดยเจ้าหน้าที่หวังว่าจะสามารถกลับมาใช้ระบบหล่อเย็นได้อีกครั้ง หลังก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติการโดยใช้ไฟฉาย และไม่มีเครื่องปรับอากาศสำหรับช่วยสกัดกั้นรังสีที่แพร่ออกมา
“ไฟฟ้าในห้องควบคุมหมายเลข 1 สามารถใช้การได้อีกครั้งเมื่อเวลา 11.30 น. วานนี้ตามเวลาท้องถิ่น (ราว 09.30 น. ตามเวลาประเทศไทย)” เจ้าหน้าที่สำนักความปลอดภัยนิวเคลียร์ระบุ พร้อมเสริมว่า “เรายังไม่แน่ใจว่าการกอบกู้ระบบไฟได้ครั้งนี้ จะทำให้ระบบหล่อเย็นกลับมาทำงานได้ตามปกติหรือไม่”
ส่วนสถานการณ์ในเตาอื่นๆ นั้น ล่าสุด เจ้าหน้าที่สามารถเข้าไปปฏิบัติงานอีกครั้งแล้ว หลังจากเมื่อวันที่ 23 มี.ค. บริษัทการไฟฟ้าโตเกียว (เทปโค) ต้องสั่งอพยพคนงานออกจากเตาหมายเลข 3 เนื่องจากพบกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นมา ซึ่งคาดว่าจะเกิดจากการเผาไหม้ของสารหล่อลื่น ทั้งนี้ สำนักความปลอดภัยนิวเคลียร์ ระบุว่า เจ้าหน้าที่ต่างคาดหวังว่าจะสามารถฟื้นฟูระบบปั๊มน้ำ เพื่อให้สามารถฉีดน้ำเข้าไปในบ่อบรรจุแท่งเชื้อเพลิง แทนที่จะอาศัยน้ำทะเลที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงฉีดพ่นเข้าไป
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกลุ่มควันสีขาวลอยขึ้นมาจากเตาหมายเลข 14 โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่เจ้าหน้าที่ยังยืนยันว่าไม่พบปริมาณการรั่วไหลของสารกัมมันตรังสีที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า อุณหภูมิในเตาหมายเลข 1 ที่ทะยานสูงขึ้นถึง 400 องศาเซลเซียส เกินระดับมาตรฐานซึ่งอยู่ที่ 302 องศาเซลเซียสนั้น ล่าสุดกลับมาอยู่ในระดับเสถียรแล้ว
นอกจากนี้ ในวันเดียวกันโฆษกของบริษัท ไฟฟ้ากีวชู ระบุว่า วิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดขึ้น ทำให้บริษัทตัดสินใจเลื่อนเปิดดำเนินการเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์อีก 2 เตา ซึ่งปิดทำการเพื่อซ่อมบำรุงก่อนหน้านี้ และยังไม่ระบุว่าจะเปิดทำการเมื่อไหร่ นับเป็นโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งที่ 2 แล้วในสัปดาห์นี้ ที่ประกาศเลื่อนเปิดเตาปฏิกรณ์์เพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย
ส่วนความคืบหน้ากรณีน้ำประปาในกรุงโตเกียวมีการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีในระดับสูงกว่าปกติ จนรัฐบาลต้องประกาศเตือนไม่ให้ผู้ปกครองใช้เลี้ยงทารกนั้น ได้สร้างความตื่นตระหนกให้กับชาวโตเกียว จนแห่กันไปกว้านซื้อน้ำดื่มบรรจุขวดในซูเปอร์มาร์เก็ตจนหมดเกลี้ยง ล่าสุดเทศบาลกรุงโตเกียว ระบุว่า จะแจกน้ำดื่มจำนวน 2.4 แสนขวดให้กับครอบครัวที่มีเด็กทารก โดยจำกัดเด็กทารก 1 คนต่อน้ำ 3.5 ลิตร
อย่างไรก็ตาม ยูกิโอะ เอดาโน โฆษกรัฐบาล เตือนประชาชนอย่าตื่นตระหนก พร้อมขอให้ชาวโตเกียวซื้อน้ำดื่มเท่าที่จำเป็น เพราะการกักตุนน้ำดื่มจะยิ่งซ้ำเติมผู้ประสบภัยหลายพันคนให้ประสบภาวะขาดแคลนน้ำดื่ม
ทั้งนี้ จากการสุ่มตรวจน้ำประปาในกรุงโตเกียวล่าสุดเมื่อวันที่ 24 มี.ค. พบว่ามีการปนเปื้อนในระดับปกติ คือ 79 เบกเคอเรล หลังก่อนหน้านี้ พบว่ามีการปนเปื้อนของไอโอไดด์131 สูงกว่าระดับมาตรฐานความปลอดภัย หรือสูงถึง 210 เบกเคอเรล
ขณะที่โชโงะ มิซาวะ เจ้าหน้าที่กระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า น้ำประปาในเมืองคาวากุชิ ในจังหวัดไซตามะ ทางเหนือของกรุงโตเกียว พบว่ามีการปนเปื้อนของไอโอไดด์กัมมันตภาพรังสี 210 เบกเคอเรล
ด้านเกียวจิ นาริตะ เจ้าหน้าที่ความปลอดภัยด้านน้ำ ที่ระบุว่า น้ำประปาในจังหวัดชิบะ ซึ่งอยู่ใกล้กับกรุงโตเกียว ก็พบว่าปริมาณการปนเปื้อนของกัมมันตภาพรังสีที่สูงกว่าปกติ โดยล่าสุดทางการชิบะได้ประกาศเตือนผู้ปกครองใน 11 เมือง อย่าใช้น้ำประปาเลี้ยงทารก
สำหรับความคืบหน้าของวิกฤตอาหารปนเปื้อนกัมมันตภาพรังสีที่สร้างความหวั่นวิตกไปทั่วโลก ล่าสุด ออสเตรเลีย สิงคโปร์ รัสเซีย ออกมาประกาศระงับการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากนมทุกชนิด รวมทั้งผักและผลไม้สด จาก 4 จังหวัดที่อยู่ใกล้พื้นที่โรงไฟฟ้าที่มีปัญหา อาทิ ฟูกุชิมา อิบารากิ โตชิกิ และกันมะ ส่วนฟิลิปปินส์ได้ห้ามการนำเข้าสินค้าประเภทช็อกโกแลตจากญี่ปุ่นและฮ่องกง สั่งห้ามนำเข้าสินค้าหลายรายการ
ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหวถึงสึนามิล่าสุด อยู่ที่ 9,700 คน สูญหายอีก 16,501 คน ด้านสื่อเกาหลีเหนือรายงานว่า สภากาชาดเปียงยางได้ร่วมบริจาคเงิน 1 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 3 ล้านบาท) เพื่อสบทบทุนช่วยเหลือชาวญี่ปุ่น ขณะที่ประธานาธิบดีคิมจองอิล ร่วมบริจาคเงินต่างหากอีก 5 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 1.5 ล้านบาท) เพื่อช่วยเหลือชาวเกาหลีเหนือในญี่ปุ่นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุภัยพิบัติธรรมชาติ







