
สัมภาษณ์พิเศษท่านทูตญี่ปุ่น"ขอบคุณน้ำใจไทย-ลงทุนยังเหมือนเดิม"
สัมภาษณ์พิเศษ เซอิจิ โคจิมา เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย “ชาวญี่ปุ่นมีกำลังใจขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินข้อความว่าชาวไทยได้ส่งการบริจาค และความช่วยเหลือมาให้”
สัมภาษณ์พิเศษ เซอิจิ โคจิมา เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย “ชาวญี่ปุ่นมีกำลังใจขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินข้อความว่าชาวไทยได้ส่งการบริจาค และความช่วยเหลือมาให้”
โดย...ธนพล ไชยภาษี
เหตุแผ่นดินไหว สึนามิถล่มครั้งรุนแรงที่สุดในรอบ 140 ปีของญี่ปุ่นเมื่อวันที่ 11 มี.ค.นั้น ไม่เพียงแต่สร้างความสับสนวุ่นวายอลหม่านให้กับชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่ชาวโลกก็มิวายต้องสำลักกับคลื่นข้อมูลที่ไหลทะลักออกมาอย่างไม่เว้นวัน ทั้งที่เป็นข้อเท็จจริง ที่ตรงบ้าง ไม่ตรงบ้าง
ยิ่งวิกฤตแผ่นดินไหวเจอเขย่าซ้ำด้วยวิกฤตโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ยิ่งสร้างความสับสนอลหม่านและหวาดกลัวกันมากขึ้นไปอีกเท่าตัว เพราะขึ้นชื่อว่านิวเคลียร์ด้วยแล้ว นอกจากจะฟังดูน่ากลัวแล้วยังเข้าใจยากอีกด้วย
เซอิจิ โคจิมา เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทยได้เปิดโอกาสให้โพสต์ทูเดย์เข้าสนทนาและฟังการชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด ตลอดจนผลกระทบทางเศรษฐกิจที่อาจจะเกิดขึ้นกับไทยอย่างกระจ่างเมื่อวานนี้ ในฐานะที่ญี่ปุ่นและไทยมีความสัมพันธ์ทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมอย่างแนบแน่นมายาวนาน
เปิดการสนทนาด้วยคำขอบคุณอย่างซาบซึ้งจากท่านทูต ในฐานะตัวแทนของประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น และประชาชนชาวญี่ปุ่นต่อน้ำใจอันล้นหลามของชาวไทยที่หลั่งไหลไปยังญี่ปุ่นผ่านการบริจาค และการแสดงความเสียใจอย่างต่อเนื่อง
จากสถิติที่สถานทูตบันทึกไว้นั้น ณ วันที่ 17 มี.ค. มีข้อความแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ในญี่ปุ่นแล้วกว่า 2,000 ข้อความ ณ วันที่ 18 มี.ค. มีการจัดงานแสดงความเสียใจ และการจัดคอนเสิร์ตการกุศล และการแสดงความเสียใจแล้ว 180 ครั้ง ส่วนยอดเงินบริจาค ณ วันที่ 21 มี.ค. อยูที่ 25 ล้านบาท ธารน้ำใจจากญี่ปุ่นยังหลั่งไหลอย่างต่อเนื่องด้วยการบริจาคผ้าห่มอีก 35 ล้านผืน ณ วันที่ 22 มี.ค.
ถือเป็นน้ำใจที่ชาวญี่ปุ่นไม่มีวันลืม...!
แน่นอนสำหรับประเด็นร้อนผ่าวอย่างวิกฤตโรงปฏิกรณ์นิวเคลียร์ระเบิดจนทำชาวโลกอกสั่นขวัญแขวนมาตลอดกว่าสัปดาห์นั้น ท่านทูตโคจิมาอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า สิ่งที่กำลังเร่งทำอยู่ในขณะนี้คือการฟื้นระบบทำความเย็นให้ได้
“ที่โรงไฟฟ้าดังกล่าวมีเตาปฏิกรณ์อยู่ทั้งหมด 6 เตา โดย 3 ตัว (4, 5 และ 6) ปิดลงเพื่อการตรวจสอบตามระยะเวลาอยู่ โดยขณะที่เกิดแผ่นดินไหวนั้นมีเพียง 3 เตาที่ทำงานอยู่ โดยหลังจากนั้นระบบทำความเย็นถูกทำลายลง”
โดยการลดอุณหภูมินั้นจะกระทำใน 2 จุด คือ 1.ที่เตาปฏิกรณ์ และ 2.ที่บ่อเก็บเชื้อเพลิงที่ผ่านการใช้งานแล้ว ด้วยการสูบน้ำทะเลเข้าควบคุมอุณหภูมิ พร้อมๆ กับฉีดน้ำเข้าใส่ตัวเตาปฏิกรณ์ และในขณะนี้เจ้าหน้าที่ก็สามารถต่อสายเคเบิลไฟฟ้าเข้าสู่โรงปฏิกรณ์หมายเลข 2 ได้ แต่จะต้องตรวจระบบต่างๆ ทั้งปั๊ม และวาล์ว ก่อนที่จะจ่ายไฟเพื่อเดินเครื่องระบบทำความเย็นได้อีกครั้งหนึ่ง
ส่วนที่เตาหมายเลข 5 และ 6 นั้นอยู่ในสถานะที่เย็นลง และปิดตัวลงไป ซึ่งในขณะนี้เจ้าหน้าที่เร่งจัดการกับปัญหาของเตาหมายเลข 1, 2 และ 4 ส่วนที่โรงปฏิกรณ์ฟูกุชิมา ไดอิชิ หมายเลข 2 นั้นท่านทูตย้ำว่า ไม่มีปัญหา
ส่วนการแบ่งโซนควบคุมนั้นท่านทูตชี้แจงว่ารัฐบาลประกาศโซนอพยพประชาชนในระยะรัศมี 20 กิโลเมตร ส่วนในระยะ 20-30 กิโลเมตร นั้นขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน โดยประกาศมาตั้งแต่สัปดาห์ก่อน
“แต่คนก็ยังสามารถออกไปข้างนอก ไปช็อบปิ้ง หรือไปทำธุระอื่นๆ ได้อยู่เหมือนเดิม” ท่านทูต กล่าว
สำหรับปัญหาการพบการฟุ้งกระจายของสารกัมมันตรังสีและการปนเปื้อนในอาหาร โคจิมาย้ำว่าอยู่ในระดับที่ต่ำมาก และก็ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ อย่างเช่นที่โตเกียวระดับสารกัมมันตรังสีสูงสุดตรวจวัดได้เมื่อวันที่ 15 มี.ค. ที่ 0.144 หรือคิดเป็น 1,261 ไมโครซีเวิร์ตต่อปี ซึ่งเทียบเท่ากับการเดินทางไปกลับโตเกียว-นิวยอร์กถึง 6 รอบทีเดียวถึงจะได้รับในปริมาณนี้
ส่วนตัวอย่างเมื่อวันที่ 21 มี.ค. ที่กรุงโตเกียวนั้นก็ลดลงมาอยู่ที่ 0.070 ไมโครซีเวิร์ต ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำมาก ถ้าเทียบกับการเข้าเอกซเรย์หน้าอกครั้งหนึ่งจะได้รับที่ประมาณ 50 ไมโครซีเวิร์ต
“หากจะเดินทางมาญี่ปุ่นนั้นถือว่าปลอดภัยถ้าหากไม่ได้เข้าไปในพื้นที่ที่มีปัญหา อีกทั้งองค์การอนามัยโลกก็ไม่ได้มีคำเตือนเดินทางไปยังญี่ปุ่นอย่างเข้มงวด”
กระนั้นก็ตาม เนื่องจากมาตรฐานความปลอดภัยของอาหารของญี่ปุ่นนั้นสูงมาก ดังที่โคจิมาอธิบายว่า ในบางจังหวัด ในบางพื้นที่นั้นระดับของการบังคับใช้กฎจะสูงกว่าในพื้นที่อื่นๆ ดังนั้นรัฐบาลจึงได้สั่งระงับการขนย้ายอาหารประเภทผักโขม และผักประเภทเดียวกัน ใน 4 จังหวัดเพื่อป้องกันการตื่นตระหนกของประชาชน รวมทั้งนมจากจังหวัดฟูกุชิมา
“ตามข้อมูลของผู้เชี่ยวชาญนั้นหากดื่มนมดังกล่าวติดต่อกันนาน 1 ปี จะเทียบเท่ากับการเดินผ่านเครื่องซีทีสแกนเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ผมอยากขอร้องชาวไทยและรัฐบาลไทยว่าอย่าวิตกในเรื่องนี้ เราได้ใช้มาตรการควบคุมและจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และมาตรฐานของญี่ปุ่นก็เข้มข้นมากเมื่อเทียบกับมาตรฐานในระดับสากล”
ส่วนผลกระทบต่อเศรษฐกิจ ท่านทูตกล่าวว่า ยังอยู่ในระหว่างการประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่น ซึ่งยังไม่ทราบตัวเลขในขณะนี้ แต่แน่นอนผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อไทยนั้นจะเป็นไปอย่างจำกัดทั้งในระยะสั้นและระยะยาว
“บริษัทญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นจะทำงานอย่างเต็มที่เพื่อเดินเครื่องการผลิตให้เร็วที่สุด ส่วนบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยก็จะใช้วิธีโยกย้ายวัตถุดิบจากพื้นที่อื่นๆ ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว เช่น วัตถุดิบจากภาคตะวันตกแทน”
ทั้งนี้ ปริมาณการส่งออกของไทยไปยังญี่ปุ่นคิดเป็น 10% ของการส่งออกทั้งหมดของไทย ขณะที่ปริมาณการส่งออกของญี่ปุ่นมายังไทยนั้นคิดเป็น 20% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมดของไทย
“ผลกระทบจะเป็นไปอย่างจำกัดเท่านั้น” ท่านทูตยัน
ขณะที่ผลกระทบต่อการลงทุนนั้น ในฐานะที่ญี่ปุ่นถือเป็นผู้นำเงินลงทุนตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) มายังไทยคิดเป็นถึง 40% ของทั้งหมด ทูตญี่ปุ่นตอกย้ำอย่างชัดเจนว่า ทุกอย่างจะคงเดิม
“ผมอยากจะกล่าวสนับสนุนต่อความเห็นของเจโทรก่อนหน้านี้ ที่ให้คำมั่นสัญญาว่าประเทศไทยในฐานะการเป็นจุดหมาย|ของการลงทุนของบริษัทญี่ปุ่นนั้นคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง”
แต่สำหรับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นอาจจะไม่ใช่ข่าวดีนัก ซึ่งท่านทูตได้ให้ความเห็นว่า ปริมาณนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นมีแนวโน้มลดลงแน่นอนหลังแผ่นดินไหว และสึนามิในครั้งนี้แน่นอน
ทั้งนี้ ย้อนกลับไปจะเห็นว่าปริมาณนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ในทิศทางขาลงอยู่แล้ว จากทั้งปัญหาการเมืองในไทย และปัญหาเศรษฐกิจขาลงในญี่ปุ่นเอง โดยเมื่อปีที่แล้วยอดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นอยู่ที่ 9.8 แสนคน ลดจากเดิมเมื่อช่วงปีก่อนหน้านั้นที่ราว 1 ล้านคน
ท่านทูตเสริมด้วยว่า ในขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าญี่ปุ่นจะฟื้นตัวได้เมื่อไหร่หลังจากวิกฤตในครั้งนี้ แต่ก็หวังว่าจะใช้เวลาไม่นานนัก โดยเมื่อหากย้อนไปยังวิกฤตแผ่นดินไหวถล่มเมืองโกเบเมื่อปี 1995 บริษัทญี่ปุ่นสามารถกลับมาเดินเครื่องผลิต และส่งออกได้อีกครั้งในเพียงเวลาประมาณ 1 ปีเท่านั้น
ท้ายที่สุด เอกอัครราชทูตญี่ปุ่นในนามของประเทศญี่ปุ่น รัฐบาลญี่ปุ่น และประชาชนญี่ปุ่นได้ฝากขอขอบคุณชาวไทยทุกคน ตลอดจนรัฐบาลไทย และพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ที่ได้แสดงน้ำใจต่อชาวญี่ปุ่นอย่างล้นหลาม
“ชาวญี่ปุ่นมีกำลังใจขึ้นทุกครั้งเมื่อได้ยินข้อความว่าชาวไทยได้ส่งการบริจาค และความช่วยเหลือมาให้”
“และสุดท้ายเราจะทำให้ดีที่สุด” ท่านทูตทิ้งท้าย







