
สึนามิซัดศก.ญี่ปุ่นสะท้านอัดฉีดมโหฬาร 5.54 ล้านล้านบาท
เศรษฐกิจญี่ปุ่นสั่นสะท้าน เปิดตลาดวันแรกหุ้นดิ่งเหว กลุ่มพลังงานทรุดแรงสุด ธนาคารกลางเร่งทุ่ม 15 ล้านล้านเยน อุ้มเศรษฐกิจ
เศรษฐกิจญี่ปุ่นสั่นสะท้าน เปิดตลาดวันแรกหุ้นดิ่งเหว กลุ่มพลังงานทรุดแรงสุด ธนาคารกลางเร่งทุ่ม 15 ล้านล้านเยน อุ้มเศรษฐกิจ
ขณะที่ทุกมุมโลกต้องจับตา คาดเบื้องต้นกระทบเศรษฐกิจมูลค่า 15 ล้านล้านเยน ชาวญี่ปุ่นนับล้านคนไร้อาหาร น้ำ ไฟฟ้า และอีกหลายแสนคนไร้บ้าน
เปิดตลาดหุ้นวันแรกหลังจากญี่ปุ่นเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นดิ่งลงถึง 6.18% ร่วงลง 633.94 จุด รุนแรงที่สุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 2551 ขณะที่หุ้นของบริษัท โตเกียว อิเลคทริก พาวเวอร์ (เทปโก) บริษัทดำเนินการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดิ่งลงถึงกว่า 24% เนื่องจากความตื่นตระหนกต่อสถานการณ์ของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เกิดการระเบิดขึ้นแล้วถึง 2 ครั้ง เมื่อวันเสาร์ที่ 12 มี.ค. และวันจันทร์ที่ 14 มี.ค.
ในเวลาเดียวกันนี้เอง บริษัทรายใหญ่ในญี่ปุ่นทั้ง โซนี่ โตโยต้า ฮอนด้า และอื่นๆ ประสบปัญหาขาดกระแสไฟฟ้าใช้ โรงงานต้องปิดทำการยาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อภาคการผลิต ทำให้หุ้นโตโยต้าร่วงลง 8% ฮอนด้าร่วง 6% และนิสสัน 9.5%
ชาวญี่ปุ่นกำลังประสบปัญหาพลังงาน อย่างหนัก จนต้องลดปริมาณการใช้กระแสไฟฟ้าต่างๆ ลง ล่าสุดรัสเซียประกาศพร้อมช่วยเหลือส่งกระแสไฟฟ้าให้ญี่ปุ่นใช้ 6,000 เมกะวัตต์แล้ว
ทั้งนี้ จากการประชุมของทางธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ในวันที่ 14 มี.ค. ได้ประกาศอัดฉีดเงินเข้าระบบมูลค่า 15 ล้านล้านเยน (ราว 5.54 ล้านล้านบาท) เพื่อช่วยสร้างเสถียรภาพของตลาดในระยะสั้น โดยบีโอเจจะเริ่มต้นอัดเงินก้อนแรกมูลค่า 3 ล้านล้านเยน (ราว 1.1 ล้านล้านบาท) เข้าสู่ระบบในวันที่ 16 มี.ค.นี้
“สิ่งที่เรากังวลมากที่สุด คือ ความเป็นไปได้ว่าจะเกิดความวิตกกังวลและการเคลื่อนไหว เนื่องจากความหวั่นกลัวว่าจะมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ซึ่งนั่นจะส่งผลในเชิงลบต่อเศรษฐกิจอย่างแท้จริง ดังนั้นเราจึงตัดสินใจว่าควรทุ่มเงินเข้าซื้อสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยง” มาซาเอกิ ชิรากาวา ประธานบีโอเจ กล่าว หลังจากการประชุมบอร์ดบีโอเจ ซึ่งร่นระยะเวลาจากเดิมที่ต้องประชุมต่อเนื่องเป็นเวลา 2 วัน ได้ลดลงเหลือเพียง 1 วันเท่านั้น เนื่องจากวิกฤตที่เกิดขึ้น
จากแผนดังกล่าวบีโอเจจะเข้าซื้อสินทรัพย์ทางการเงินที่มีความเสี่ยงสูง อาทิ พันธบัตรภาคเอกชน กองทุนเปิดที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (อีทีเอฟ) และกองทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งในส่วนนี้มีมูลค่าราว 3.5 ล้านล้านเยน (ราว 1.29 ล้านล้านบาท) อีกทั้งจะเข้าซื้อพันธบัตรรัฐบาล เพิ่มเติมอีก 1.5 ล้านล้านเยน (ราว 5.54 แสนล้านบาท)
นอกจากนี้ ภายใต้แผนดังกล่าวบีโอเจยังมีโครงการกองทุนให้เงินกู้ยืมระยะเวลา 36 เดือน ในอัตราดอกเบี้ย 0.1% รวมมูลค่ารวมทั้งสิ้น 30 ล้านล้านเยน (ราว 11.08 ล้านล้านบาท) อีกด้วย
ทั้งนี้ มีการประเมินตัวเลขมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเบื้องต้นแล้ว โดย ฮิโรมิจิ ชิราคาวา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของบริษัทหลักทรัพย์ เครดิตสวิส เปิดเผยว่า ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากเหตุแผ่นดินไหวครั้งนี้มีมูลค่าราว 1415 ล้านล้านเยน (ราว 5.175.54 ล้านล้านบาท) เฉพาะในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ โดยการประเมินจากสถานการณ์ล่าสุดที่เกิดขึ้น
ตัวเลขดังกล่าวเมื่อเทียบกับเหตุแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ที่เคยเกิดขึ้นที่เมืองโกเบ เมื่อปี 2538 แล้วยังถือว่าครั้งนี้มีมูลค่าความเสียหายต่ำกว่าถึง 40% โดยเมื่อครั้งธรณีพิบัติที่เมืองโกเบนั้นส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจราว 40 ล้านล้านเยน
ชิราคาวา ให้เหตุผลว่า เนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนี้มีอาคารสำนักงาน สาธารณูป โภคในเชิงพาณิชย์ และถนนสายหลักได้รับความเสียหายน้อยกว่า อีกทั้งจนกระทั่งในสถานการณ์ปัจจุบันยังคงไม่มีความเสียหายของสาธารณูปโภคด้านการผลิตเสียหายรุนแรง
อย่างไรก็ตาม จูเลียน เจฟโซฟ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากแคปปิตอล อิโคโนมิกส์ ในกรุงลอนดอน ของอังกฤษ มองว่า การอัดฉีดและผลกระทบครั้งนี้อาจจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจในระยะยาว โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง
“แต่ไม่ได้หมายถึงว่า สิ่งนี้จะช่วยทำให้ญี่ปุ่นจะมีสภาพที่ดีขึ้นกว่าที่ผ่านมา” เจฟโซฟ กล่าว
ขณะที่ข้อมูลของสหประชาชาติ (ยูเอ็น) ระบุว่า ปัจจุบันชาวญี่ปุ่นราว 2.6 ล้านหลังคาเรือน ไม่มีไฟฟ้าใช้ ราว 1.4 ล้านหลังคาเรือน ไม่มีน้ำประปาใช้ และอีก 5 แสนคน พักอาศัยอยู่ตามศูนย์ที่พักชั่วคราวที่ทางการจัดไว้ให้
บรรยากาศในประเทศค่อนข้างวุ่นวาย ชั้นวางสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ตและสถานีบริการน้ำมันต่างๆ ไม่มีสินค้าหลงเหลือแล้ว เนื่องจากประชาชนแห่ซื้อสินค้ากักตุนไว้ ซูเปอร์มาร์เก็ตแห่งหนึ่งนำสินค้าออกมาขายบริเวณลานจอดรถ โดยจำกัดปริมาณการซื้อ อาทิ ส้ม 2 ผล ส้มโอ 3 ผล ปลากระป๋อง 2 กระป๋อง และขนมขบเคี้ยว 5 ถุงต่อคนเท่านั้น
โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองเซนได ซึ่งได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง มีประชาชนต่อคิวยาวเพื่อกักตุนสิ่งของที่จำเป็น กระทั่งตู้โทรศัพท์สาธารณะยังคงมีผู้ต่อคิวยาว เพื่อรอใช้บริการจำนวนมาก
“ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมที่จำเป็นที่สุดในตอนนี้ คือ อาหาร น้ำดื่ม ผ้าห่ม และเวชภัณฑ์ ซึ่งทางรัฐบาลและภาคเอกชนในญี่ปุ่นเองก็กำลังพยายามระดมส่งเข้าไปยังพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ” สำนักงานเพื่อการประสานงานด้านมนุษยธรรมแห่งสหประชาชาติ (โอซีเอชเอ) ระบุ
ขณะที่ทีมกู้ภัยทั้งจากในญี่ปุ่นและจากอีกหลายประเทศทั่วโลกกำลังระดมช่วยเหลือครั้งใหญ่







