
ปัจจัยอันตราย
ในขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับรับใช้ท่านผู้อ่านอยู่ขณะนี้
ในขณะที่ผมกำลังเขียนต้นฉบับรับใช้ท่านผู้อ่านอยู่ขณะนี้
ปรากฏว่าราคาน้ำมันดิบที่ตลาดสิงคโปร์ทะลุขึ้นไปอยู่ที่ 106.13 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นถึง 6 เหรียญสหรัฐ ในสัปดาห์เดียว ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนต์ที่ลอนดอนนั้นไปไกลถึง 117.08 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ไปแล้วครับ
เรียกว่าเตลิดเปิดเปิงไปกันใหญ่สำหรับราคาน้ำมัน ปัจจัยสำคัญมาจากเหตุวุ่นวายในตะวันออกกลางและลิเบีย ที่ยังไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่และอย่างไรด้วย อีกปัจจัยหนึ่งก็คือ การซ้ำเติมจากการฉวยเข้าไปเก็งกำไรน้ำมันของเหล่าเฮดจ์ฟันด์
ต้องย้ำกันอีกครั้งครับว่า วิกฤตในตะวันออกกลางนั้นถือเป็นปัจจัยที่เหนือความคาดหมาย ที่ไม่ได้มีใครคาดการณ์มาก่อนว่าจะเกิดขึ้น และส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้รุนแรงต่อเนื่อง
และที่น่ากลัวที่สุด ไม่มีใครรู้ครับว่าราคาน้ำมันจะหยุดลงเมื่อไหร่ แม้ว่าจะมีความพยายามลดกระแสความตื่นตระหนกจากหลายฝ่าย ไม่ว่าจะโอเปก และสำนักงานพลังงานสากล (ไออีเอ) ที่พยายามบอกว่ากำลังหาน้ำมันแหล่งใหม่มาทดแทนน้ำมันที่ขาดไปจากลิเบีย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรนัก ราคาน้ำมันยังกระเพื่อมไปอย่างต่อเนื่องครับ
ปัญหาที่เกิดขึ้นส่งผลให้บรรดาองค์กรด้านเศรษฐกิจระดับโลกทั้งหลายออกมาปรับการประเมินกันใหม่ อย่างโออีซีดี องค์การเพื่อการพัฒนาและความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว 30 ชาติ ออกมาเตือนทันทีว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของชาติพัฒนาแล้วอย่างแน่นอน
นั่นเป็นเพราะประเทศพัฒนาทั้งหลาย ทั้งในยุโรปและสหรัฐ ที่ผ่านมายังไม่เจอกับปัญหาเงินเฟ้อ ราคาสินค้าแพงก็กำลังกระอักกับภาวะการชะลอตัวทางเศรษฐกิจอยู่แล้ว จนมาถึงในปีนี้ที่เศรษฐกิจเริ่มที่จะฟื้นตัวขึ้นบ้าง โดยเฉพาะในสหรัฐ แต่ก็จะต้องมาเจอความเสี่ยงกับราคาสินค้าแพงจากราคาน้ำมันเข้าไปอีก
แต่ก็น่าแปลกครับ ที่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เบน เบอร์แนนคี ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กลับออกมาบอกว่า ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจะไม่กระทบต่อการฟื้นตัวของสหรัฐ
จริงอยู่ที่ว่าที่ผ่านมาสหรัฐประสบกับปัญหา “ฝืด” มากกว่า “เฟ้อ” และการที่ราคาสินค้าแพงขึ้นนั้น ก็อาจจะเป็นเรื่องดีสำหรับเศรษฐกิจสหรัฐด้วยซ้ำไป ถ้าหากแพงขึ้นเพราะความต้องการสินค้ามีสูง (ดีมานด์)
แต่ต้องไม่ใช่แพงเพราะน้ำมันครับ เพราะเฟดต้องไม่ลืมว่าอัตราการว่างงานในสหรัฐยังยืนอยู่ที่ระดับ 9% พลังซื้อของคนมะกันยังกลับมาไม่เต็มที่ และอาจจะต้องพบกับการซ้ำเติมจากราคาน้ำมันแพงไปอีก
สหรัฐอาจจะต้องเร่งประเมินผลกระทบใหม่
ส่วนเอเชียทั้งหลาย รวมทั้งไทย ก็ต้องจับตาไม่กะพริบ เอเชียกำลังเจอกับวิกฤตเงินเฟ้อ ของแพงไม่หยุดมาตั้งแต่ครึ่งปีหลังของปีที่แล้ว หนำซ้ำต้องมาเจอราคาน้ำมันกระฉูดเข้าไปอีก มีสิทธิลื่นล้มหัวแตกเอาง่ายๆ ครับ







