
ถึงคราดาบนั้นคืนสนอง กัดดาฟี
ฝันร้ายที่กำลังตามหลอกหลอนกัดดาฟีเวลานี้ คือ ชะตากรรมเดียวกันกับที่เจ้าตัวเคยหยิบยื่น หรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นในชาติอื่นๆ....
ฝันร้ายที่กำลังตามหลอกหลอนกัดดาฟีเวลานี้ คือ ชะตากรรมเดียวกันกับที่เจ้าตัวเคยหยิบยื่น หรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นในชาติอื่นๆ....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
นาทีนี้คงไม่มีผู้นำโลกคนไหนจะโด่งดังและเป็นที่โจษจันเกินหน้า “พ.อ.โมอัมมาร์ กัดดาฟี” แห่งลิเบียอีกแล้ว เพราะนอกจากจะเป็นผู้นำเผด็จการรายล่าสุด ที่บัลลังก์แห่งอำนาจสั่นคลอนขึ้นทุกขณะ เนื่องจากฤทธิ์ของกระแสปฏิวัติดอกมะลิ (Jasmine Revolution) ที่ทยอยเบ่งบานไปทั่วตะวันออกกลางและแอฟริกาเหนือ กัดดาฟียังแสดงโชว์ความบ้าระห่ำให้สมกับฉายา “หมาบ้าแห่งตะวันออก กลาง” ด้วยการประกาศสู้จนเลือดหยดสุดท้าย สั่งการให้ผู้ภักดีบดขยี้กลุ่มผู้ต่อต้านไม่ให้เหลืออีกด้วย
ในมุมหนึ่ง สำหรับใครที่ติดตามผลงานหรือจดจำวีรกรรมในอดีตของบุรุษเหล็กผู้นี้มาตลอด คงไม่แปลกใจกับท่าทีสู้ไม่ถอยนี้
แต่หากมองต่างมุม ฝันร้ายที่เกิดขึ้นกับผู้นำลิเบียเวลานี้ ต้องเรียกว่าเป็นสิ่งที่เหนือความคิดอยู่ไม่น้อย เพราะไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า เวลานี้ผู้นำที่เคยถูกตีตราว่า เป็น “พ่อบุญทุ่ม” คอยหนุนหลังกลุ่มเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาลทั่วโลก ถึงขั้นถูกสหรัฐชี้หน้าและขึ้นบัญชีว่าเป็นรัฐที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ก่อการร้ายเมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้จะต้องมาตกม้าตายเพราะกระแสการลุกฮือของชาวลิเบีย คนบ้านเดียวกันซะเอง
ตามข้อมูลของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (CFR) ระบุว่า ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1970 กัดดาฟีเริ่มก่อตั้งค่ายฝึกผู้ก่อการร้ายบนพื้นดินของลิเบีย นอกจากนี้ยังเป็นผู้จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมทั้งยินดีที่จะเสนออาณาจักรของตัวเองเป็นแหล่งพักพิง (Safe Haven) ให้กับกลุ่มก่อการร้าย
ยกตัวอย่างรายชื่อของกลุ่มก่อการร้ายที่กัดดาฟีให้การสนับสนุน ได้แก่ กลุ่มแบ่งแยกดินแดนในไอร์แลนด์เหนือ (IRA) กลุ่มก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดนแคว้นบาสก์ (ETA) ในสเปน กองพลแดงอิตาลี และองค์การปลดปล่อยปาเลสไตน์ (PLO)
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ว่า ลิเบียอาจอยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหารผู้นำของชาติแอฟริกา อาทิ ชาด อียิปต์ ซาอุดีอาระเบีย ซูดาน ตูนิเซีย และคองโก
ทั้งหมดนี้ยังไม่รวมถึงการสวมบทเป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังในการก่อเหตุสะเทือนขวัญช็อกโลกอีกหลายต่อหลายครั้ง ที่ “ลิเบีย” ถูกลากเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ที่อุกอาจที่สุด คือ เหตุการณ์ระเบิดเครื่องบิน Pan Am เที่ยวบิน 103 ขณะบินอยู่เหนือน่านฟ้าในเมืองล็อกเกอร์บีของสกอตแลนด์ สังหารผู้บริสุทธิ์ไป 270 คน ซึ่งในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นชาวอเมริกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ลิเบียยังถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุสะเทือนขวัญอีกหลายต่อหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการก่อเหตุวินาศกรรมโดย กลุ่มปาเลสไตน์ที่กรุงโรมและกรุงเวียนนาเมื่อปี 2528 การก่อวินาศกรรมสถานบันเทิง La Belle ที่กรุงเบอร์ลินเมื่อปี 2529 ทำให้ทหารอเมริกันเสียชีวิต 2 นาย ตลอดจนให้การสนับสนุนผู้ก่อการร้ายวางระเบิดสายการบิน UTA เที่ยวบินที่ 772 ของฝรั่งเศสในปี 2532 คร่าชีวิตผู้โดยสารชาวไนเจอร์ไปทั้งสิ้น 171 คน
ข้อมูลจากทางการสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า ขณะที่ลิเบียคอยชักใยให้ความช่วยเหลือกลุ่มลุกฮือนอกประเทศอย่างต่อเนื่องนั้น ความเคลื่อนไหวในประเทศที่สร้างความวิตกกังวลให้กับสหรัฐ คือ การที่ลิเบียริเริ่มโครงการพัฒนาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction : WMD) และสะสมอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาลิเบียเคยถูกกล่าวหาว่าใช้อาวุธเคมีสู้รบกับกองกำลังประเทศชาดในช่วงปี 25292530 ด้วย
อย่างไรก็ตาม แม้จะมีประวัติการสนับสนุนกลุ่ม ก่อการร้ายอันโชกโชน แต่หนึ่งในกลุ่มผู้ก่อการร้ายที่ลิเบียไม่เคยให้การสนับสนุน คือ “อัลกออิดะห์” ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า ปัจจัยสำคัญไม่ใช่เพราะ “ลิเบีย” กลับตัวกลับใจ แต่เป็นเพราะอัลกออิดะห์ไม่เล่นด้วย
“อัลกออิดะห์ตีตราว่ากัดดาฟีก็ไม่ได้ดีเลิศไปกว่ารัฐบาลซาอุดีอาระเบีย หรือดีกว่ารัฐบาลชาติอื่นๆ ที่พวกเขาเกลียดชัง” ลิซา แอนเดอร์สัน ผู้เชี่ยวชาญด้านลิเบีย กล่าว
ด้วยเหตุนี้จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ลิเบียจะเป็นชาติแรกๆ ที่ยื่นขอหมายจับตำรวจสากล (อินเตอร์โพล) เพื่อจับกุม โอซามา บิน ลาเดน ในปี 2551 ในข้อหาสังหารเจ้าหน้าที่สำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายชาวเยอรมันในกรุงตริโปลี 2 คน เมื่อ 4 ปีก่อน
ทั้งนี้ทั้งนั้น แม้การผันลิเบียไปเป็นสวรรค์ของกลุ่มก่อการร้าย จะเป็นไปตามความต้องการและความตั้งใจของกัดดาฟี แต่นั่นก็หมายความว่า บุรุษเหล็กแห่งลิเบียผู้นี้แข็งแกร่งพอที่จะยืดอกรับสารพัดบทลงโทษและมาตรการคว่ำบาตรจากพญาอินทรี ในฐานะถูกขึ้นบัญชีเป็นรัฐที่สนับสนุนผู้ก่อการร้าย (State Sponsor of Terrorism List)
เพราะรัฐประเทศใดก็ตาม หากถูกสหรัฐขึ้นบัญชีแล้ว ไม่เพียงต้องเผชิญกับมาตรการเข้มงวดด้านเศรษฐกิจและการค้าจากสหรัฐ ตลอดจนคำสั่งห้ามไม่ให้มีการนำเข้าและส่งออกอาวุธ รวมทั้งสารผสมที่อาจใช้เป็นส่วนประกอบในการผลิตอาวุธชีวภาพ รัฐเหล่านี้ยังต้องถูกตัดสิทธิว่าไม่มีคุณสมบัติเพียงพอจะได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากสหรัฐด้วย
ขณะเดียวกันสหรัฐยังสั่งห้ามไม่ให้พลเมืองเข้าไปทำธุรกิจในประเทศเหล่านี้อีกด้วย
ด้วยแรงกดดันนี้เอง อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ท้ายที่สุด กัดดาฟี “ผู้ร้ายของโลกในยุค 2523-2533” ยอมตัดใจทิ้งอาวุธ สะบั้นความสัมพันธ์กับกลุ่มก่อการร้าย หันมาเจรจากับชาติตะวันตก กระทั่งในที่สุดสหรัฐก็ยอมถอนชื่อลิเบียออกจากรายชื่อประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้าย
แต่ทว่า กว่าความพยายามที่เริ่มจุดประกายขึ้นในปลายปี ค.ศ. 1990 จะประสบความสำเร็จ ก็กินเวลาไปนานหลายปี เพราะแม้ลิเบียจะขับไล่กลุ่มอาบูนิดาล ซึ่งแยกตัวออกมาจากกลุ่ม PLO ออกนอกประเทศ ปิดค่ายฝึกผู้ก่อการร้าย ตลอดจนส่งตัวผู้สงสัยก่อการร้ายไปยังอียิปต์ เยเมน และจอร์แดน แต่ทว่าทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็ยังไม่เพียงพอทำให้สหรัฐและชาติตะวันตกใจอ่อน
กระทั่งลิเบียเดินทางมาถึงจุดพลิกผันสำคัญ นั่นคือ การยินยอมมอบตัว 2 ผู้ต้องสงสัยชาวลิเบียในคดี Lockerbie ไปขึ้นศาลโลกที่กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในปี 2546 หลังจากก่อนหน้านี้ลิเบียยืนกรานปฏิเสธมาตลอด โดยเมื่อศาลพิพากษาให้จำคุกจำเลย 1 ราย ตลอดชีวิต ส่วนอีกคนให้พ้นผิด ผู้นำลิเบียก็แสดงความรับผิดชอบด้วยการจ่ายเงินสินไหมทดแทนแก่ญาติของผู้เสียชีวิต รวมเป็นเงิน 3,000 ล้านเหรียญสหรัฐ
นอกจากนี้ กัดดาฟียังแสดงความจริงใจ ด้วยการประกาศยุติโครงการพัฒนาอาวุธอานุภาพทำลายล้างสูง (WMD) และประกาศจะปฏิบัติตามสนธิสัญญาว่าด้วยการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์และอนุสัญญาว่าด้วยอาวุธชีวภาพ พร้อมยินดีให้ทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) เข้าไปตรวจสอบในปี 2546 รวมทั้งการประกาศต่อต้านการก่อการร้ายและให้ความร่วมมือกับสหรัฐ ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย
หลากหลายสัญญาณบวกที่แสดงออกมายังประชาคมโลกเหล่านี้เอง เสมือนเป็นกุญแจที่ปลดล็อกลิเบียจากพันธการต่างๆ ได้สำเร็จในที่สุด ลิเบีย กลายเป็นที่ยอมรับจากนานาชาติมากขึ้น
คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ประกาศยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรลิเบียในเดือน ธ.ค. 2546 ส่วนสหรัฐก็ตกลงถอนชื่อลิเบียออกจากรายชื่อประเทศที่สนับสนุนการก่อการร้ายในปี 2549 พร้อมปรับปรุงความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศให้ดีขึ้น ด้วยการยกระดับสำนักงานประสานงาน (Liaison Office) ของสหรัฐในลิเบีย ขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูต เช่นเดียวกับลิเบียก็ได้ยกระดับสำนักงานประสานงานของตัวเองในกรุงวอชิงตัน ขึ้นเป็นสถานเอกอัครราชทูตประจำสหรัฐ
แต่ทว่า แม้จะได้รับการอ้าแขนรับจากชาติตะวันตกและมีที่ยืนบนเวทีโลกมากขึ้น แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้บัลลังก์ของ “กัดดาฟี” ผู้ซึ่งเคยเป็นผู้เล่นหลังฉากในการสนับสนุนกลุ่มลุกฮือในประเทศอื่นๆ รอดพ้นชะตากรรมเดียวกัน
เพราะวันนี้ผู้นำซึ่งสถาปนาตัวเองเป็น “ราชาแห่งราชา” เหนือชาติแอฟริกา กำลังตกอยู่ในวงล้อมของม็อบมวลชน ซึ่งไม่ใช่กลุ่มก่อการร้ายหน้าไหน แต่เป็นการรวมพลังของคนชาติเดียวกัน ที่ไม่ต่างจากยักษ์หลับที่รอวันตื่นขึ้นมาทวงคืนสิทธิและความมั่งคั่งของตัวเอง ซึ่งถูกผู้นำเผด็จการลิดรอนไปตลอด 40 ปีที่ผ่านมา
กลุ่มลุกฮือในลิเบียเวลานี้ ก็ไม่แตกต่างจากกลุ่มมวลชนในตูนิเซียและอียิปต์ ที่เป็นคนหนุ่มสาวอยู่ในวัย 30-40 ปี ผู้ซึ่งเคยผ่านประสบการณ์ในยุคที่ลิเบียเคยเป็นประเทศที่มีอัตราการขยายตัวที่มั่งคั่งที่สุดประเทศหนึ่งในโลกช่วงทศวรรษที่ 80 เหนือกว่าสิงคโปร์ เกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งอิตาลีด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ ลิเบียกลับตกอับลงทุกวัน อีกทั้งความมั่งคั่งจากทรัพยากรล้ำค่าอย่าง “ทองคำดำ” ก็ไม่เคยได้รับการแบ่งสรรมาสู่ประชาชนตาดำๆ อย่างทั่วถึง
ความไม่พอใจที่บ่มเพาะมานานนี้เอง กลายเป็นชนวนให้ลิเบียดินแดนที่ได้ชื่อว่ามั่งคั่งและมีเสถียรที่สุดแห่งหนึ่งในแอฟริกา ตกอยู่ในภาวะมิคสัญญี บ้านเมืองที่เคยสงบสุขถูกเปลี่ยนเป็นสนามรบ ที่เต็มไปด้วยห่ากระสุนและเสียงระเบิด
ไม่รู้ว่าในช่วงชีวิตการเป็นผู้นำที่เดินทางมาใกล้ถึงสุดทางเต็มทีเช่นนี้ เสี้ยวหนึ่งในความคิดของประธานาธิบดีกัดดาฟีในวัย 68 ปี จะหวนนึกหรือไม่ว่า ฝันร้ายที่กำลังตามหลอกหลอนตัวเองเวลานี้ คือ ชะตากรรมเดียวกันกับที่เจ้าตัวเคยหยิบยื่น หรือสนับสนุนให้เกิดขึ้นในชาติอื่นๆ เฉกเช่นเดียวกัน







