
ประชานิยมฉบับโลกอาหรับ ยาต้านวิกฤตจลาจล?
นโยบายลดแลกแจกแถม ประชานิยมฉบับอาหรับถือเป็นเพียง “สินบนทางเศรษฐกิจ” ที่ผู้ปกครองประเทศอาหรับควักออกมาใช้....
นโยบายลดแลกแจกแถม ประชานิยมฉบับอาหรับถือเป็นเพียง “สินบนทางเศรษฐกิจ” ที่ผู้ปกครองประเทศอาหรับควักออกมาใช้....
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
การเมืองในโลกอาหรับทวีความดุเดือดขึ้นแบบนาทีต่อนาที เก้าอี้แห่งอำนาจของผู้นำสั่นคลอนครั้งแล้วครั้งเล่า จากตูนิเซียถึงอียิปต์ ลุกลามมายังลิเบีย และอีกหลายประเทศกำลังมีการเคลื่อนไหวอย่างประปราย
ผู้นำหลายประเทศเหลียวมองเพื่อนบ้านและอาจจะนึกสะท้านในใจ
ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ จึงจำเป็นต้องหยุดยั้งโดมิโนแห่งความเปลี่ยนแปลงไม่ให้ย่างกรายเข้ามาในประเทศตัวเอง สารพันกลเม็ดกำลังถูกงัดออกมาใช้
โดยในบรรดาประเทศที่เร่งล้อมรั้วป้องกัน ซาอุดีอาระเบียถือว่ามีความโดดเด่นชัดเจนที่สุด
อันที่จริง ซาอุฯ จะนิ่งเฉยคงไม่ใช่เรื่อง ในเมื่อประตูหน้าบ้านก็มีการประท้วงที่กำลังเพิ่มดีกรีความร้อนแรงขึ้นอย่างบาห์เรน หลังบ้านก็ยังมีการเมืองร้อนๆ ในเยเมนให้เห็นเป็นตัวอย่าง อีกทั้งในซาอุฯ เองก็เริ่มมีการประท้วงบ้างในบางจุด แม้เป็นจุดเล็กๆ แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมเป็นเรื่องที่ดีที่สุด
กษัตริย์อับดุลลาห์ แห่งซาอุฯ ทรงมีพระชนมพรรษา 87 พรรษา มีพระอาการประชวรหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท จนต้องเสด็จไปทรงเข้ารับการผ่าตัดที่นครนิวยอร์ก สหรัฐ และเสด็จย้ายมาประทับรักษากายภาพบำบัดที่โมร็อกโกในช่วง 2-3 สัปดาห์สุดท้าย ซึ่งรวมเวลาที่ทรงละทิ้งประเทศไปนานกว่า 3 เดือน กระทั่งเสด็จกลับมาถึงประเทศเมื่อวันพุธที่ 23 ก.พ.
การเสด็จกลับมาครั้งนี้ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมหึมาในทันที
กษัตริย์อับดุลลาห์ทรงแจกของขวัญให้ประชาชน หรือจะเรียกว่าเป็น “ปฏิบัติการซื้อใจประชาชน” ก็คงไม่ผิดนัก โดยของ ขวัญชิ้นนี้มีมูลค่าหลายพันล้านเหรียญสหรัฐ ที่ทุ่มลงไปถึงปากท้องและความเป็นอยู่ของพลเมืองในประเทศโดยตรง
ของขวัญชิ้นแรกทรงมอบให้แก่ข้าราชการและพนักงานของรัฐในซาอุฯ คือการปรับขึ้นเงินเดือนทันทีคนละ 15% แบบไร้เงื่อนไข
ไม่เพียงเท่านั้น ยังทรงให้ตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนามูลค่าราวกว่า 1.07 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ เปิดโอกาสให้ประชาชนกู้เงินโดยไร้ดอกเบี้ยเพื่อนำไปสร้างบ้าน แต่งงานสร้างครอบครัว หรือสร้างธุรกิจของตัวเอง ยังไม่รวมถึงมาตรการเงินกองทุนพิเศษสนับสนุนโครงการสวัสดิการสังคม ที่พักอาศัย การจ้างงาน และการศึกษา อีกด้วย
เหตุผลที่ชัดเจนที่สุด ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของของขวัญชิ้นใหญ่ในซาอุฯ ไม่ใช่เพียงเพื่อต้อนรับการเสด็จกลับมาของกษัตริย์เท่านั้น แต่คือการตระหนักรู้ว่า มาตรการที่จะซื้อใจประชาชน เพื่อแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองยังคงให้ความสำคัญกับประชาชน เป็นเรื่องสำคัญ
ในช่วงที่กษัตริย์อับดุลลาห์เสด็จไปทรงรักษาพระวรกาย ก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่ภูมิภาคตะวันออกกลางปั่นป่วนหนัก
โดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังเคลื่อนไหวสำคัญของทั้งอียิปต์ ตูนิเซีย และลิเบีย ดังนั้นกษัตริย์ซาอุฯ จึงทรงประกาศเร่งแก้ปัญหาการว่างงาน ซึ่งมีกว่า 40% ในประเทศ ด้วยการมอบเงินช่วยเหลือพิเศษในช่วงที่คนเหล่านั้นยังคงไร้งานทำ
รัฐบาลซาอุฯ ไม่ใช่รัฐบาลแร้นแค้น มีสมบัติมหาศาลในฐานะแหล่งน้ำมันของโลก โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่น้ำมันอยู่ในช่วงขาขึ้นและเมื่อเดือน ธ.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลก็พบว่า ประชาชนกำลังแบกรับภาระกับราคาสินค้าที่สูงขึ้น ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะต้องเร่งตัดไฟตั้งแต่ต้นลม
เช่นเดียวกับทางรัฐบาลจอร์แดนที่เร่งล้อมคอกก่อนที่ความรุนแรงและการจลาจลจะย่างกรายเข้ามาถึงเก้าอี้ผู้นำจนเกินที่จะแก้ไข เพราะรีรอให้ถึงเวลานั้น เสียงของผู้นำอาจจะไม่ดังเข้าหูประชาชน
กษัตริย์อับดุลเลาะห์ที่ 2 แห่งจอร์แดน ทรงประกาศไล่นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดเดิมออก และแต่งตั้งรัฐบาลชุดใหม่เพื่อการปฏิรูป
ตามมาด้วยการจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายการเลือกตั้งอย่างจริงจัง โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ 8 คน ร่วมเป็นคณะกรรมการ ซึ่งทำหน้าที่จัดการพูดคุยเจรจากับกลุ่มสหภาพการค้า พรรคการเมือง องค์กรภาคสังคม นักการเมืองอิสระ รวมทั้งบรรดาทหารเกษียณแล้ว เพื่อนำมาประมวลและจัดทำเป็นแผนการปฏิรูปอย่างเป็นรูปเป็นร่างภายใน 3-6 เดือน
ไม่เว้นแม้กระทั่งรัฐบาลซีเรีย แม้จะไม่มีเงินมหาศาลโปรยให้ประชาชนอย่างถึงอกถึงใจเหมือนซาอุฯ แต่วิกฤตการเมืองในโลกอาหรับเป็นยากระตุ้นให้สารพันมาตรการส่งตรงถึงปากท้องประชาชนได้รวดเร็วอย่างทันตาเห็น
กองทุนความช่วยเหลือทางสังคมแห่งชาติ (The National Social Aid Fund) ซึ่งต่อคิวอยู่ในกระบวนการพิจารณาของรัฐเป็นเวลาหลายปี แต่ด้วยฤกษ์งามยามดี การเปลี่ยนแปลงในภูมิภาคผลักดันให้กองทุนดังกล่าวเป็นรูปเป็นร่างขึ้นอย่างทันท่วงทีในเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา และเริ่มจ่ายเงินล็อตแรกทันทีในวันที่ 13 ก.พ. ซึ่งเป็นเพียง 2 วันหลังจากที่ประธานาธิบดีฮอสนี มูบารัก แห่งอียิปต์พ้นจากตำแหน่ง
ผ่านพ้นไปเพียง 2 วัน ในวันที่ 15 ก.พ. รัฐบาลซีเรียก็ประกาศมาตรการลดภาษีน้ำมันพืช เนยเทียม กาแฟ และน้ำตาล ซึ่งล้วนเป็นส่วนประกอบสำคัญของอาหารทุกๆ มื้อในซีเรีย รวมทั้งสไตล์การดื่มกาแฟที่เข้มข้นมากของชาวซีเรีย
ทั้งนี้ สถานะของชาวซีเรียมีความใกล้เคียงกับชาวอียิปต์ อัตราการว่างงานในซีเรียอยู่ที่ราว 20% ประชาชนกว่า 14% จากทั้งสิ้น 22 ล้านคน อยู่ในระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน พื้นที่เกษตรกรรมทางตะวันออกของประเทศประสบกับปัญหาความแห้งแล้ง จึงมีความเสี่ยงต่อวิกฤตจลาจลไม่น้อย ข้อดีอย่างเดียวสำหรับรัฐบาลก็คือ มีประชากรในกลุ่มฐานะปานกลางที่มักเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวทางการเมืองอยู่น้อย
ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจในซีเรียให้สัมภาษณ์กับสื่อเดอะเนชันแนล ของอาบูดาบี ยืนยันว่า ทางการซีเรียกำลังแสดงให้เห็นถึงการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงด้วยความรวดเร็วมากขึ้น
“ที่จริงแล้วไม่มีความเชื่อมโยงใดๆ ระหว่างตูนิเซียหรืออียิปต์ กับกองทุนช่วยเหลือทางสังคมที่เกิดขึ้น เราคาดว่าจะได้รับเงินก้อนนี้ตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว แต่เพราะเหตุการณ์ในภูมิภาค ทางการจึงเร่งกระบวนการทุกอย่างให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่อธิบายได้ว่า ทำไมกองทุนเพื่อผู้ยากไร้จึงได้รับการประกาศทั้งที่ยังคงไร้ความชัดเจน|ในเชิงโครงสร้าง” ผู้เชี่ยวชาญคนดังระบุซึ่งปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อจริง
ภายใต้กองทุนช่วยเหลือทางสังคมมูลค่าราว 250 ล้านเหรียญสหรัฐ จะช่วยเหลือครอบครัวที่ยากไร้ราว 4.2 แสนครอบครัว ส่วนแต่ละครอบครัวจะได้เงินมากน้อยเพียงใดก็ขึ้นอยู่กับสภาพทางการเงิน โดยเงินก้อนแรกได้ทยอยมอบไปแล้วเมื่อวันที่ 13 ก.พ. ครอบคลุมประชากรราว 6.7 หมื่นคน โดยสามารถไปรับเงินได้ที่ที่ทำการไปรษณีย์ทั่วประเทศ
ก่อนหน้านั้น หลังจากที่ประธานาธิบดีเบน อาลี ของตูนิเซีย พ้นจากตำแหน่งเมื่อวันที่ 14 ม.ค. รัฐบาลซีเรียประกาศขึ้นเงินชดเชยค่าน้ำมันให้แก่พนักงานภาครัฐถึง 72%
ยังคงไม่นับรวมถึงความเปลี่ยนแปลงในเยเมนและแอลจีเรียที่ประธานาธิบดีอาลี อับดุลลาห์ ซาเลห์ ของเยเมนก็ให้คำมั่นว่าจะไม่ครองอำนาจต่อ และไม่ส่งลูกชายขึ้นรั้งอำนาจ ขณะที่ประธานาธิบดีอับเดลาซิซ บูเตฟลิคา ของแอลจีเรีย สัญญาที่จะสิ้นสุดการปกครอง 19 ปี
ผู้เชี่ยวชาญทางการเมืองในตะวันออกกลางสังเกตเห็นได้ทันทีว่า เกิดความเปลี่ยนแปลงคืบหน้ามากที่สุด นับตั้งแต่ที่เหล่า|ผู้ปกครองประเทศอาหรับเคยให้คำมั่นไว้เมื่อปี 2004 และ 2005
ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปี 2004 ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ของสหรัฐ เคยกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในภูมิภาค ซึ่งในขณะนั้นกษัตริย์อับดุลลาห์ ของซาอุฯ ก็ทรงรับคำว่า นายกฯ มีแผนที่จะปฏิรูปการเลือกตั้ง พรรคการเมือง การลงโทษ รวมทั้งนโยบายสื่อ ทว่านั้นเป็นเพียงแผนที่ลากยาวมานานกว่า 6 ปี
เช่นเดียวกัน สัญญาปากเปล่าของประธานาธิบดีซาเลห์เมื่อปี 2005 ที่ระบุว่าจะไม่ลงสมัครตำแหน่งประธานาธิบดีอีก แต่คำมั่นก็บิดพลิ้ว ซาเลห์ยังคงนั่งในตำแหน่งผู้นำจนกระทั่งเวลานี้
ดังนั้น นโยบายลดแลกแจกแถม ประชานิยมฉบับอาหรับถือเป็นเพียง “สินบนทางเศรษฐกิจ” ที่ผู้ปกครองประเทศอาหรับควักออกมาใช้ แม้อาจจะช่วยซื้อเวลา ปิดปาก เพลาเสียงและอารมณ์อันดุเดือดที่คุกรุ่นของประชาชนให้ลดลงได้ แต่คงเป็นเพียงในช่วงเวลาสั้นๆ เท่านั้น
การปฏิรูปที่แท้จริงเป็นเรื่องสำคัญกว่า โดยสามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ยกเลิกมาตรการควบคุมสื่อท้องถิ่น รวมทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ตามมาด้วยการยุติการกีดกั้นการจัดตั้งพรรคหรือองค์กรทางการเมืองใหม่ๆ
ถ้าหากผู้นำแห่งโลกอาหรับยังคงไม่ปรับท่าทีหรือดำเนินการใดๆ อย่างจริงจังและถาวร ความเสี่ยงต่อความไม่สงบจะปะทุขึ้นในประเทศสูงมากไม่ต่างจากอียิปต์หรือลิเบีย
สัญญาปากเปล่าจึงอาจจะยังผลถึงพิบัติภัยอันใหญ่หลวง หากยังไร้รูปธรรม







