
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงต่อ ราคาน้ำมันพุ่ง 4% กดดันราคาหุ้นชิป
S&P 500 และ Nasdaq ปิดลบ หลังราคาน้ำมันพุ่ง 4% จากความตึงเครียดตะวันออกกลางและอุปทานสะดุด ขณะหุ้นชิปร่วง 3.4% นักลงทุนกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย
ตลาดหุ้นสหรัฐ ปิดลดลงในวันพฤหัสบดี (8 ต.ค.) หลังราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรง และความเสี่ยงด้านอุปทานจากการลดกำลังการผลิตน้ำมันในสหรัฐฯ
ส่งผลให้นักลงทุนกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาเร่งตัวและทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เผชิญแรงขายอย่างหนัก
ดัชนี Nasdaq Composite ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นองค์ประกอบสำคัญ ปิดลดลง 345.35 จุด หรือ 1.25% มาอยู่ที่ 27,193.34 จุด นับเป็นการปรับตัวลดลงมากที่สุดในบรรดาดัชนีหลัก เพียงสองวันหลังจากดัชนีทำสถิติสูงสุดใหม่เมื่อปิดตลาด
ส่วนดัชนี S&P 500 ลดลง 36.41 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 7,765.36 จุด ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับขึ้นเล็กน้อย 51.77 จุด หรือ 0.10% ปิดที่ 51,231.64 จุด
หุ้นกลุ่มผู้ผลิตชิปเป็นกลุ่มที่ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน โดยร่วงลง 3.4% แม้ราคาหุ้นกลุ่มนี้จะปรับขึ้นมากกว่า 80% นับตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แรงกดดันส่วนหนึ่งเกิดขึ้นหลัง Financial Times รายงานว่า รายได้ของ OpenAI เมื่อคำนวณเป็นอัตรารายได้ต่อปีอยู่ที่ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าตัวเลขที่บริษัทเคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้
รายงานดังกล่าวทำให้นักลงทุนจับตาความสามารถในการสร้างรายได้ของธุรกิจปัญญาประดิษฐ์ (AI) มากขึ้น เนื่องจากความคาดหวังต่อการเติบโตของ AI เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ผลักดันหุ้นเทคโนโลยีและหุ้นชิปให้ปรับตัวขึ้นอย่างมากในปีนี้
ตลาดกังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ยเดือนธันวาคม
ด้านแนวโน้มนโยบายการเงิน ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch ของ CME Group ระบุว่า ตลาดยังคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนตุลาคม แต่ประเมินโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมเดือนธันวาคมไว้ที่ 69.2%
ความคาดหวังดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มการดำเนินนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ซึ่งตลาดคาดว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนธันวาคม
คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ ผู้ว่าการเฟด ระบุว่า เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่จังหวะเวลาในการดำเนินการยังมีความยืดหยุ่น ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และข้อมูลเศรษฐกิจที่ได้รับ
ความกังวลเรื่องดอกเบี้ยจึงเป็นอีกปัจจัยที่กดดันตลาดหุ้น โดยเฉพาะหุ้นเทคโนโลยีที่มีมูลค่าสูงและอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนทางการเงิน
น้ำมันดิบพุ่ง 4% หวั่นสงครามยืดเยื้อ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปิดบวกประมาณ 4% หลังความกังวลเกี่ยวกับสงครามในตะวันออกกลางกลับมาเพิ่มขึ้น ประกอบกับความเสี่ยงที่อุปทานน้ำมันจากสหรัฐฯ จะหยุดชะงัก เนื่องจากพายุเฮอริเคนที่กำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้ชายฝั่งอ่าวเม็กซิโกของสหรัฐ
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปิดเพิ่มขึ้น 4.08 ดอลลาร์ หรือ 4.1% สู่ระดับ 104.28 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 3.21 ดอลลาร์ หรือ 3.6% ปิดที่ 91.49 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ระหว่างการซื้อขาย ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดเคยปรับขึ้นมากกว่า 5 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยราคาน้ำมันเบรนท์แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 29 กันยายน ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่าน และการคาดการณ์ว่าพายุเฮอริเคน Isaias จะขึ้นฝั่งในวันศุกร์ (9 ต.ค.)
ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ เนื่องจากต้นทุนพลังงานสามารถส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง การผลิต และราคาสินค้า ซึ่งอาจทำให้เฟดต้องใช้นโยบายการเงินเข้มงวดต่อไปนานกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
ทองคำฟื้นตัว นักลงทุนจับตาหนี้สหรัฐฯ
ด้านราคาทองคำปรับตัวขึ้นเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังจากร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบสองเดือนในวันก่อนหน้า โดยนักลงทุนประเมินความไม่แน่นอนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟด ควบคู่กับความกังวลต่อระดับหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่อยู่ในระดับสูง
ราคาทองคำตลาดสปอตเพิ่มขึ้น 0.4% มาอยู่ที่ 4,126.78 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังจากแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 5 สิงหาคมในวันพุธ โดยในช่วงก่อนหน้านั้น เงินดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยกดดันราคาทองคำ
ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ ส่งมอบเดือนธันวาคมปิดเพิ่มขึ้น 0.4% ที่ระดับ 4,157 ดอลลาร์ต่อออนซ์







