
ย้ายนายอำเภอบ้านสร้าง ศักดาชี้เกมทิ้งหางลดแรงกดดันรัฐบาล
ศักดา นพสิทธิ์ ตั้งคำถามย้ายนายอำเภอกลางน้ำท่วม มองเป็นเกมลดแรงกดดันรัฐบาล พร้อมชี้ผลต่อคนทำงานและผู้ประสบภัย
KEY
POINTS
- ศักดาตั้งคำถามว่าผู้บังคับบัญชาได้พูดคุย ตักเตือน หรือสั่งแก้ปัญหาก่อนย้ายนายอำเภอหรือไม่
- มองคำสั่งย้ายผ่าน “จิ้งจกทิ้งหาง” คือดึงกระแสข่าวจากผู้บริหารระดับสูงไปสู่ข้าราชการในพื้นที่ โดยเป็นข้อวิเคราะห์ถึงเจตนาทางการเมือง
- เตือนว่าการย้ายทันทีโดยยังไม่มีคนแทนทำให้พื้นที่ขาดผู้รับผิดชอบช่วงวิกฤต ขณะที่ประชาชนยังต้องเผชิญน้ำท่วม
คำสั่งย้ายกลางน้ำท่วม ใครต้องตอบคำถาม
ศักดา นพสิทธิ์ นักวิเคราะห์การเมือง ให้สัมภาษณ์ถึงคำสั่งย้าย นายเสฏฐวุฒิ วงศ์เลอวุฒิ อดีตนายอำเภอบ้านสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี ในช่วงวิกฤตอุทกภัย โดยมองว่าคำสั่งนี้ไม่ได้ตอบโจทย์แก้น้ำท่วม และตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายผู้มีอำนาจกำลังดึงสายตาสังคมจากปัญหาบริหารน้ำของรัฐบาลไปสู่ข้าราชการในพื้นที่
ข้อวิเคราะห์ของ ศักดา เกิดขึ้นท่ามกลางคำชี้แจงที่แตกต่างกัน นายวีระพันธ์ ดีอ่อน อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรี ระบุปัญหาประสานงานและทำงานของนายอำเภอ ขณะที่ประชาชนส่วนหนึ่งเห็นใจนายอำเภอจากภาพลงพื้นที่ช่วยผู้ประสบภัย ประเด็นจึงครอบคลุมทั้งเหตุผลของคำสั่งย้ายและคำถามว่า ผู้บังคับบัญชาจัดการปัญหาก่อนหน้านั้นอย่างไร
ศักดาตั้งคำถามว่า หากนายอำเภอสื่อสารไม่เหมาะสมหรือมีปัญหาเกี่ยวกับศูนย์บัญชาการ ผู้ว่าราชการจังหวัดได้เรียกมาพูดคุย ตักเตือน หรือสั่งให้ปรับปรุงก่อนหรือไม่ เห็นว่าผู้บังคับบัญชาควรอธิบายให้ชัดว่าปัญหาอยู่ตรงไหน และเหตุใดจึงต้องใช้คำสั่งย้ายในช่วงที่พื้นที่กำลังเผชิญวิกฤต
ศักดา ประเมินว่าคำชี้แจงของผู้เสนอเรื่องย้ายให้น้ำหนักกับอารมณ์และความรู้สึกส่วนตัวมากกว่าหลักบริหารราชการ พร้อมกล่าวว่า ทะเบียนประวัติข้าราชการ หรือ ก.พ. 7 ของนายอำเภอรายนี้ไม่ปรากฏประวัติลงโทษ คาดโทษ หรือเรื่องเสื่อมเสียจากงานที่ผ่านมา
ประวัติที่ศักดาหยิบยกจึงเป็นเหตุผลประกอบคำถามถึงน้ำหนักของคำสั่งย้าย ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องประสานงานในวิกฤตครั้งนี้ยังต้องพิจารณาจากรายละเอียดของเหตุการณ์นั้นโดยตรง
“ทิ้งหาง” เพื่อย้ายจุดสนใจ
ศักดาเชื่อมคำสั่งย้ายเข้ากับแรงกดดันที่รัฐบาลเผชิญจากน้ำท่วมหลายพื้นที่ ซึ่งมองว่าคำยืนยันว่า “เอาอยู่” สวนทางกับสถานการณ์ และฝ่ายบริหารต้องหาประเด็นเพื่อคลายแรงกดดันจากสื่อและสังคม
ศักดา เปรียบวิธีนี้กับ “จิ้งจกทิ้งหาง” ซึ่งจิ้งจกสลัดหางให้ดิ้นเพื่อดึงสายตาศัตรู แล้วพาตัวเองหนี ในทางการเมือง เขาหมายถึงการผลักข้าราชการระดับปฏิบัติให้กลายเป็นจุดสนใจ จนคำถามที่สังคมส่งถึงรัฐมนตรีและผู้บริหารระดับสูงลดลง
ศักดา ยกประเด็น “แก้มลิงหายไปไหน” ในกรุงเทพฯ มาเปรียบเทียบ โดยมองว่าเป็นวิธีดึงคำถามเรื่องน้ำท่วมไปสู่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ข้อเปรียบเทียบทั้งสองกรณีสะท้อนมุมมองของศักดาต่อวิธีสื่อสารทางการเมือง ไม่ใช่หลักฐานยืนยันว่าผู้มีอำนาจสั่งย้ายเพื่อเบี่ยงเบนกระแสข่าว
เมื่อฝ่ายค้านเตรียมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล คำถามว่าใครต้องรับผิดชอบต่อวิกฤตน้ำท่วมจึงยิ่งมีน้ำหนัก ศักดามองว่าคำสั่งย้ายช่วยให้ฝ่ายบริหารขยับออกจากแรงกดดัน แต่ไม่ได้ทำให้ปัญหาที่ประชาชนเผชิญคลี่คลายตามไปด้วย
ผลต่อพื้นที่และคนทำงาน
ศักดา ชี้ว่าการย้ายนายอำเภอเพียงคนเดียวไม่ได้ทำให้ระดับน้ำในปราจีนบุรีลดลง และหากผู้บังคับบัญชาย้ายออกทันทีโดยยังไม่มีคนใหม่แทน พื้นที่จะขาดผู้รับผิดชอบหลักในช่วงที่ต้องประสานงานช่วยผู้ประสบภัยอย่างต่อเนื่อง
ศักดา ยังประเมินว่าปฏิกิริยาของผู้บังคับบัญชาและผู้นำระดับสูงรุนแรงเกินน้ำหนักข้อกล่าวหา พร้อมเปรียบกับการลงโทษข้าราชการให้คนอื่นเห็นในภาวะสงคราม เพื่อเรียกขวัญกำลังใจของฝ่ายตน ข้อเปรียบเทียบนี้สะท้อนคำวิจารณ์ของเขาต่อวิธีใช้อำนาจในช่วงวิกฤต
ขณะเดียวกัน ศักดามองว่านายอำเภอยังรักษาภาพลักษณ์เชิงบวกได้ เพราะประชาชนเห็นภาพทำงานในพื้นที่ และเจ้าตัวน้อมรับคำสั่งโดยไม่ตอบโต้ผู้บังคับบัญชา เขาจึงเสนออีกมุมว่า ฝ่ายการเมืองกำลัง “ยืมตัว” ข้าราชการที่สังคมเห็นใจมาช่วยคลายแรงกดดันให้ผู้ใหญ่
สำหรับอนาคตราชการ ศักดาประเมินว่านายอำเภอยังมีโอกาสกลับมาเติบโตหรือได้รับชดเชยหลังสถานการณ์คลี่คลาย
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นฉากทัศน์จากบทสัมภาษณ์ ยังไม่มีคำสั่งหรือข้อยืนยันรองรับ ส่วนคำถามเร่งด่วนยังอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาจะจัดคนรับผิดชอบงานต่ออย่างไร และคำสั่งย้ายช่วยให้ประชาชนรับมือกับน้ำท่วมดีขึ้นตรงไหน
ที่มา : รายการคมชัดลึก







