posttoday
ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักกว่า 1% กังวลศึกอิหร่าน-หุ้นเทคดิ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนักกว่า 1% กังวลศึกอิหร่าน-หุ้นเทคดิ่ง

11 มิถุนายน 2569

ตลาดหุ้นสหรัฐปรับตัวลงแรงกว่า 1% หลังสหรัฐ-อิหร่านยิงกันอีกระลอก กดดันหุ้นเทคโนโลยีและชิป ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง ส่วนทองคำร่วงหนักจากความกังวลเงินเฟ้อและดอกเบี้ย

ตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในการซื้อขายวันพุธ (11 มิ.ย.) โดยดัชนีหลักทั้งสามของวอลล์สตรีทปิดลดลงมากกว่า 1% ท่ามกลางความวิตกเกี่ยวกับความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่านที่กลับมาร้อนแรงอีกครั้ง ประกอบกับแรงกดดันในกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์ที่เผชิญการปรับฐานต่อเนื่อง

 

บรรยากาศการลงทุนได้รับผลกระทบหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐ ประกาศว่าสหรัฐพร้อมเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ โดยคำขู่ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากทั้งสองฝ่ายมีการตอบโต้ทางทหารครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในรอบสองเดือนของความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้ดัชนีดาวโจนส์ ปรับตัวลดลง 953.33 จุด หรือ 1.87% ปิดที่ 49,918.78 จุด ขณะที่ดัชนี S&P 500 ลดลง 119.66 จุด หรือ 1.62% ปิดที่ 7,266.99 จุด และดัชนี Nasdaq Composite ร่วงลง 509.32 จุด หรือ 1.98% ปิดที่ 25,169.50 จุด

 

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์เป็นหนึ่งในปัจจัยหลักที่ฉุดตลาด โดยดัชนีหุ้นชิปปรับตัวลดลงถึง 3.6% นำโดย Nvidia และ Broadcom ซึ่งถูกนักลงทุนเทขายจากความกังวลว่าราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวอยู่ในระดับสูงเกินปัจจัยพื้นฐาน หลังจากปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงในช่วงที่ผ่านมา

 

ขณะเดียวกัน ดัชนีกลุ่มเทคโนโลยีใน S&P 500 ปิดลดลงรวมแล้ว 11% จากระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวันที่ 2 มิถุนายน ส่งสัญญาณเข้าสู่ภาวะ “Correction” หรือการปรับฐานอย่างเป็นทางการ ขณะที่ดัชนี Cboe Volatility Index (VIX) ซึ่งสะท้อนความวิตกของนักลงทุนในตลาด ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

ด้านปัจจัยเศรษฐกิจ นักลงทุนยังจับตาท่าทีของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ซึ่งคาดกันอย่างกว้างขวางว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม ตลาดเริ่มประเมินว่ามีโอกาสที่เฟดจะปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในสิ้นปีนี้

 

ความกังวลดังกล่าวได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดที่สะท้อนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของสหรัฐในเดือนพฤษภาคมเพิ่มขึ้น 4.2% เมื่อเทียบรายปี ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2566 สาเหตุสำคัญมาจากราคาพลังงานและน้ำมันเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง

 

ในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังทรัมป์ย้ำว่าสหรัฐจะโจมตีอิหร่านอย่างหนักหากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพได้ โดยสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดที่ 93.10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.65 ดอลลาร์ หรือ 1.8% ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เทกซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ปิดที่ 90.03 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 1.83 ดอลลาร์ หรือ 2%

 

ทั้งนี้ ราคาน้ำมันทั้งสองสัญญาพุ่งขึ้นราว 3 ดอลลาร์ในช่วงบ่ายของการซื้อขาย หลังตลาดตอบรับความเสี่ยงที่ความขัดแย้งอาจลุกลามและกระทบต่ออุปทานพลังงานโลก โดยเฉพาะบริเวณตะวันออกกลางซึ่งเป็นภูมิภาคสำคัญด้านการผลิตและขนส่งน้ำมัน

 

อย่างไรก็ตาม สินทรัพย์ปลอดภัยอย่างทองคำกลับปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงสวนทางกับสถานการณ์ความไม่แน่นอน โดยราคาทองสปอตร่วง 3.5% สู่ระดับ 4,111.95 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่วันที่ 23 มีนาคม ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าส่งมอบเดือนสิงหาคมของสหรัฐปิดลดลง 3.6% ที่ 4,133.30 ดอลลาร์ต่อออนซ์

 

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อพิรุธมัด กกต. ปล่อยฮั้วเลือก สว. โพยลับ-เส้นเงิน-คำเตือนถูกเมิน

เปิดข้อพิรุธมัด กกต. ปล่อยฮั้วเลือก สว. โพยลับ-เส้นเงิน-คำเตือนถูกเมิน