
เปิดข้อพิรุธมัด กกต. ปล่อยฮั้วเลือก สว. โพยลับ-เส้นเงิน-คำเตือนถูกเมิน
จากโพยลับหลังใบสมัครสู่ข้อมูล AI และเส้นทางการเงิน หลักฐานจำนวนมากกำลังย้อนถาม กกต. ว่าเหตุใดจึงไม่หยุดยั้งขบวนการฮั้ว สว. ตั้งแต่วันแรก
KEY
POINTS
- มีการตรวจพบ "โพยลับ" ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ และได้แจ้งเตือน กกต. แล้ว แต่กลับถูกเพิกเฉยและปล่อยให้กระบวนการลงคะแนนดำเนินต่อไป
- หลักฐานจาก DSI ที่ใช้ AI วิเคราะห์ภาพวงจรปิดพบความสอดคล้องระหว่างโพยกับผลคะแนนจริง ประกอบกับการสืบสวนเส้นทางการเงินเพื่อเชื่อมโยงเครือข่ายจัดฮั้ว
- เกิดความขัดแย้งภายใน กกต. เอง เมื่อคณะอนุกรรมการสอบสวน 2 ชุดมีความเห็นต่างกัน โดยชุดหนึ่งเห็นควรดำเนินคดี แต่อีกชุดกลับให้ยกคำร้องทั้งหมด
การเลือกสมาชิกวุฒิสภา ปี 2567 ซึ่งถูกออกแบบให้เป็นกระบวนการคัดเลือกกันเองของผู้สมัคร กำลังเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ เมื่อข้อมูลจากอดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง สมาชิกวุฒิสภา และนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ ต่างสะท้อนภาพไปในทิศทางเดียวกันว่า อาจมีสัญญาณความผิดปกติปรากฏขึ้นตั้งแต่วันเลือกตั้งระดับประเทศ แต่กลับไม่มีการใช้อำนาจระงับเหตุอย่างทันท่วงที
ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่เพียงคำถามว่า “มีการฮั้วหรือไม่” หากแต่เป็นคำถามที่ใหญ่กว่า นั่นคือ “เหตุใด กกต. จึงปล่อยให้เหตุการณ์ดำเนินต่อไป ทั้งที่มีผู้แจ้งเบาะแสและมีหลักฐานปรากฏต่อหน้า”
หนึ่งในข้อมูลที่สร้างแรงกระเพื่อมมากที่สุด มาจาก พ.ต.อ.มนัส นครศรี อดีตผู้ตรวจการเลือกตั้ง ซึ่งเปิดเผยว่า ในวันเลือก สว. ระดับประเทศ เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน 2567 ได้รับแจ้งจากผู้สมัครรายหนึ่งว่าพบการทำตารางสูตรและโพยหมายเลขไว้ด้านหลังใบ สว.3 หรือใบแนะนำตัวผู้สมัคร
ตามคำบอกเล่า พ.ต.อ.มนัส ได้นำข้อมูลดังกล่าวไปแจ้งต่อนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต.ในทันที พร้อมขอให้มีการเก็บใบ สว.3 ออกจากกระบวนการลงคะแนนรอบไขว้ เพื่อป้องกันการนำไปใช้เป็นเครื่องมือกำหนดทิศทางการเลือกตั้ง แต่คำตอบที่ได้รับกลับเป็นการปล่อยให้กระบวนการดำเนินต่อไป
หากข้อเท็จจริงดังกล่าวเป็นจริง ย่อมกลายเป็นประเด็นสำคัญอย่างยิ่ง เพราะกฎหมายเลือกตั้งเปิดช่องใหกกต้. สามารถใช้อำนาจระงับการเลือก หรือสั่งให้มีการเลือกใหม่ได้ทันทีเมื่อมีเหตุอันควรสงสัยว่าการเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม
ความผิดปกติของโพยลับไม่ได้อยู่ที่การจดตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการปรากฏของหมายเลขผู้สมัครในรอบไขว้ล่วงหน้า ซึ่งตามหลักการแล้ว ไม่มีผู้สมัครคนใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าใครจะผ่านเข้าสู่รอบถัดไป หากไม่มีการจัดวางหรือกำหนดตัวบุคคลไว้ล่วงหน้า
ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์วันเลือกตั้ง ให้ข้อมูลว่า โพยที่พบมีลักษณะเป็นการกำหนดคะแนนและตัวบุคคลข้ามรอบอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การจดจำหมายเลขทั่วไปของผู้สมัคร การมีรายชื่อและหมายเลขตรงกับผลลัพธ์ในรอบต่อไป จึงถูกมองว่าเป็นหลักฐานบ่งชี้การวางแผนล่วงหน้า
ข้อสังเกตดังกล่าวยิ่งน่าสนใจเมื่อประกอบกับข้อมูลจากกล้องวงจรปิด ซึ่งมีภาพเจ้าหน้าที่เดินเก็บโพยที่ถูกทิ้งหรือฉีกทำลายภายในสถานที่เลือกตั้ง หลังเกิดการทักท้วงเรื่องความไม่โปร่งใสจากผู้สมัครบางส่วน
นอกจากพยานหลักฐานภายในสถานที่เลือกตั้งแล้ว ยังมีการกล่าวอ้างถึงการตรวจสอบเชิงเทคนิคของกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ที่นำระบบ AI มาวิเคราะห์ภาพจากกล้องวงจรปิด เปรียบเทียบกับข้อมูลในโพยที่ตรวจยึดได้ และผลคะแนนที่ถูกขานในห้องเลือกตั้ง
ข้อมูลดังกล่าวถูกระบุว่าพบความสอดคล้องระหว่างคะแนนที่ปรากฏจริงกับตัวเลขในโพยอย่างมีนัยสำคัญ จนกลายเป็นหนึ่งในเหตุผลที่คณะอนุกรรมการชุดแรก ซึ่งทำงานร่วมกับ DSI เห็นควรดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องมากกว่า 200 ราย
ขณะเดียวกัน การสืบสวนยังขยายไปสู่ข้อมูลเส้นทางการเงินและการติดต่อสื่อสารทางโทรศัพท์ ซึ่งถูกระบุว่าเป็นหลักฐานประกอบที่ช่วยเชื่อมโยงเครือข่ายบุคคลที่อาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดฮั้ว
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สร้างคำถามต่อสังคมไม่แพ้ตัวหลักฐาน คือความเห็นที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของคณะอนุกรรมการสอบสวนภายใน กกต.
รศ.ดร.ยุทธพร อิสรชัย อาจารย์ประจำวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมาธิราช ตั้งข้อสังเกตว่า คณะอนุกรรมการชุดหนึ่งเห็นว่ามีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก
ขณะที่อีกชุดกลับมีความเห็นให้ยกคำร้องทั้งหมด ความแตกต่างดังกล่าวจึงสะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งภายในกระบวนการพิจารณาเอง
นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ยังเตือนว่า หากหลักฐานที่ถูกนำเสนออย่างต่อเนื่อง ทั้งโพยลับ ข้อมูลเชิงสถิติ การวิเคราะห์ AI เส้นทางการเงิน และพฤติการณ์ในวันเลือกตั้ง ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรอบด้าน หรือจบลงด้วยการยกคำร้องทั้งหมด อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายเลือกตั้ง
อีกประเด็นที่ถูกจับตามองคือแนวทางการพิจารณาของ กกต. ชุดใหญ่ ซึ่งมีการกำหนดประชุมเป็นรอบ ๆ ต่อเนื่องหลายครั้ง ส่งผลให้กระบวนการอาจใช้เวลายาวนานหลายเดือน ท่ามกลางข้อกังวลว่าคดีอาจล่าช้าจนผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ปฏิบัติหน้าที่ไปแล้วเป็นเวลานานก่อนจะมีข้อยุติ
ทั้งหมดนี้ทำให้คดีฮั้ว สว. ไม่ได้เป็นเพียงคดีเลือกตั้งทั่วไป แต่กำลังกลายเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ในฐานะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่พิทักษ์ความสุจริตเที่ยงธรรมของกระบวนการประชาธิปไตย
เมื่อคำเตือนถูกส่งถึงผู้มีอำนาจตั้งแต่เช้า เมื่อโพยลับถูกพบในสถานที่เลือกตั้ง เมื่อข้อมูลทางเทคนิคและพยานหลักฐานถูกนำมาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ
คำถามที่สังคมยังรอคำตอบจึงไม่ใช่เพียงว่าใครเป็นผู้จัดฮั้ว แต่คือใครกันแน่ที่ปล่อยให้การฮั้วเกิดขึ้นได้ท่ามกลางสายตาของผู้มีหน้าที่กำกับดูแลการเลือกตั้งทั้งระบบ
แหล่งที่มาประกอบเนื้อหา : รายการคมชัดลึก (คลิก)







