
สิงคโปร์ประกาศ "ปกป้องคนทำงาน" รับมือภัยคุกคาม AI-วิกฤตเศรษฐกิจ
นายกฯ สิงคโปร์ชี้เทคโนโลยี AI ล้ำหน้า สงครามตะวันออกกลางส่อแววยืดเยื้อ เขย่าตลาดแรงงานครั้งใหญ่ ให้คำมั่น พยุงค่าครองชีพ พร้อม "ปกป้องคนทำงาน"
นายลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ ออกโรงเตือนถึงความท้าทายครั้งใหญ่ที่กำลังคืบคลานเข้ามา ในขณะที่ประเทศต้องฝ่าฟันวิกฤตความไม่แน่นอนบนเวทีโลก ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ไปจนถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI)
นายกฯ สิงคโปร์ กล่าวสุนทรพจน์เนื่องในวันแรงงาน (1 พ.ค.) ว่า เทคโนโลยีใหม่ๆ จะเข้ามาพลิกโฉมรูปแบบการทำงาน ตำแหน่งงานบางส่วนจะหายไป และความเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเกิดขึ้นในอัตราเร่งที่รวดเร็วกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ผู้นำสิงคโปร์ยังคงให้ความมั่นใจว่า การเปลี่ยนผ่านทางเศรษฐกิจจะช่วยสร้างตำแหน่งงานใหม่ๆ ที่มีคุณภาพสูงขึ้น แม้จะไม่สามารถรักษางานรูปแบบเดิมไว้ได้ทั้งหมดก็ตาม “เราอาจไม่สามารถปกป้องทุกตำแหน่งงานได้ แต่เราจะปกป้องคนทำงานทุกคน” นายลอว์เรนซ์ หว่อง กล่าวย้ำ
ถ้อยแถลงดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาล ในการรักษาสมดุลระหว่างการเปิดรับเทคโนโลยีอย่าง AI กับการดูแลแรงงานในยุคที่สิงคโปร์กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย โดยการจัดสรรงบประมาณในปีนี้ รัฐบาลมุ่งเน้นไปที่การยกระดับทักษะของประชาชนและเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงข่ายรองรับทางสังคม (Social Safety Nets)
นายกฯ สิงคโปร์ ยืนยันว่าผลประโยชน์จาก AI จะต้องกระจายถึงมือทุกคนอย่างเท่าเทียม พร้อมเตรียมแผนเชื่อมโยงระบบการฝึกอบรมทักษะเข้ากับการจับคู่งานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการสานพลังไตรภาคี ซึ่งเป็นการร่วมมือกันระหว่างสหภาพแรงงาน นายจ้าง และภาครัฐ เพื่อบริหารจัดการโครงสร้างค่าจ้างและรักษากลไกตลาดแรงงานให้มีความยืดหยุ่น นโยบายล่าสุดยังพุ่งเป้าไปที่การแบ่งเบาภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น และช่วยเหลือแรงงานให้รับมือกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างเศรษฐกิจ ผ่านการอุดหนุนค่าจ้างอย่างตรงจุดและการพัฒนาระบบจัดหางาน
ขณะเดียวกัน ทางการสิงคโปร์ได้ยกระดับความเข้มงวดในการจ้างงานชาวต่างชาติ ด้วยการปรับขึ้นเกณฑ์ฐานเงินเดือนขั้นต่ำ ควบคู่ไปกับการเพิ่มมาตรการเยียวยาแรงงานกลุ่มวัยกลางคน ซึ่งถือเป็นกลุ่มเปราะบางที่เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากเทคโนโลยีและการแข่งขันระดับโลก
วิกฤตตะวันออกกลางซ้ำเติมเศรษฐกิจ
นายลอว์เรนซ์ หว่อง ยังใช้เวทีนี้เตือนถึงความเสี่ยงจากสถานการณ์ตึงเครียดในอิหร่าน โดยระบุว่าปัญหาขาดแคลนสินค้าอาจทวีความรุนแรงขึ้น และแม้ว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดใช้ได้ตามปกติ แต่การฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐาน การเคลียร์เส้นทางเดินเรือ และการเรียกคืนความเชื่อมั่น ต้องอาศัยเวลาดำเนินการหลายเดือน ซึ่งแรงกดดันจากวิกฤตการณ์นี้มีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้นในระยะสั้น
“บางประเทศอาจเผชิญภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งสิงคโปร์จะได้รับผลกระทบนี้โดยตรง” นายกฯ สิงคโปร์กล่าว พร้อมประเมินว่า
“การเติบโตทางเศรษฐกิจของเราในปีนี้จะชะลอตัวลง สวนทางกับอัตราเงินเฟ้อที่จะพุ่งสูงขึ้น ภาวะเช่นนี้จะสร้างแรงกดดันอย่างหนักต่อภาคธุรกิจ แรงงาน และทุกครัวเรือน”
ผู้นำสิงคโปร์ย้ำว่า ประเทศที่มีขนาดเล็กและพึ่งพาเศรษฐกิจแบบเปิด จำเป็นต้องปรับตัวให้ทันท่วงทีเพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ปัจจุบัน รัฐบาลกำลังเร่งหารือกับประเทศพันธมิตรเพื่อสร้างความมั่นคงด้านห่วงโซ่พลังงาน
โดยก่อนหน้านี้ เขาเคยเตือนว่าหากการปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อราคาพลังงานและห่วงโซ่อุปทานโลก ซึ่งจะลุกลามมากระทบเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ทั้งนี้ ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปีนี้ หดตัวลง 0.3% เมื่อเทียบกับตัวเลขที่มีการปรับปรุงใหม่ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 สถานการณ์ดังกล่าวผลักดันให้ธนาคารกลางสิงคโปร์ ต้องนำนโยบายการเงินแบบเข้มงวดมาใช้เป็นชาติแรกในเอเชีย เพื่อสกัดกั้นความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อที่พุ่งสูงขึ้นตามราคาพลังงานจากวิกฤตตะวันออกกลาง







