
TTB เดินหน้าซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 วงเงิน 9,245 ล้าน เริ่ม 25 พ.ค.-9 มิ.ย.69
TTB ประกาศแผนซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 วงเงิน 9,245 ล้านบาท ใช้วิธี General Offer ระหว่าง 25 พ.ค.-9 มิ.ย.69 ราคา 2.20-2.28 บาท/หุ้น เคาะราคาสุดท้ายภายใน 5 พ.ค.69 รับมือตลาดผันผวน
KEY
POINTS
- TTB ประกาศโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 ด้วยวงเงิน 9,245 ล้านบาท โดยมีกำหนดระยะเวลาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 9 มิถุนายน 2569
- การซื้อหุ้นคืนครั้งนี้จะใช้วิธีการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดผลกระทบจากความผันผวนของตลาด
- คาดว่าจะซื้อหุ้นคืนจำนวน 4,055-4,202 ล้านหุ้น คิดเป็น 4.2-4.3% ของหุ้นทั้งหมด โดยกำหนดช่วงราคาเบื้องต้นไว้ที่ 2.20-2.28 บาทต่อหุ้น เคาะราคาสุดท้ายภายใน 5 พ.ค.69
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB เปิดเผยถึงโครงการซื้อหุ้นคืนว่า สำหรับโครงการซื้อหุ้นคืนของ TTB เน้นย้ำเป็นอย่างยิ่งในการบริหารโครงการเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้ถือหุ้น
ล่าสุด มีความคืบหน้าใน 2 เรื่อง ได้แก่ การขยายขอบเขตโครงการ และการปรับรูปแบบการซื้อหุ้นคืนเพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดหุ้น
ในเรื่องแรก ธนาคารได้รับอนุมัติการปรับเพิ่มวงเงินซื้อหุ้นคืนขึ้นเป็น 35,000 ล้านบาท และขยายกรอบเวลาเพิ่มเป็น 4 ปี (ปี 2568-2571) จากวงเงินเดิม 21,000 ล้านบาท ระยะเวลา 3 ปี จากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น (AGM) เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ทั้งนี้ แม้การขยายโครงการดังกล่าวไม่ถือเป็นรายการที่ต้องขออนุมัติจาก AGM แต่ธนาคารก็ดำเนินการเพื่อความโปร่งใส และถือเป็นโอกาสที่จะได้ตอบข้อซักถามโดยตรงจากผู้ถือหุ้นทุกกลุ่มเพื่อเป็นการให้ข้อมูลอย่างทั่วถึง
ในเรื่องถัดมา ได้แก่ การปรับแผนการการซื้อหุ้นคืน โดยปัจจุบัน TTB อยู่ระหว่างการดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 3 ด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติผ่านระบบซื้อขายผ่านตลาดหลักทรัพย์ฯ (AOM) ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569-19 สิงหาคม 2569 (6 เดือน)
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทยอย่างไม่คาดคิด ส่งผลให้การซื้อหุ้นคืนด้วยวิธีจับคู่อัตโนมัติทำได้ค่อนข้างลำบาก เนื่องจากราคาและปริมาณการซื้อขายมีความผันผวนสูงจากความกังวลและความไม่แน่นอนต่าง ๆ
เมื่อได้พิจารณาถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้อง คณะกรรรมการธนาคารจึงมีมติให้ปรับวิธีการซื้อหุ้นคืน มาใช้วิธีการเสนอซื้อจากผู้ถือหุ้นเป็นการทั่วไป (General Offer) แก้ไขวงเงินสูงสุดในการซื้อหุ้นคืน เป็นไม่เกิน 369 ล้านบาท จากเดิมไม่เกิน 9,614 ล้านบาท จำนวนหุ้นที่จะซื้อคืน เป็นไม่เกิน 165 ล้านหุ้น (คิดเป็น 0.2% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร) โดยให้สิ้นสุดโครงการครั้งที่ 3 เร็วกว่ากำหนดในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จากเดิมวันที่ 19 สิงหาคม 2569
นอกจากนี้ เริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนครั้งที่ 4 โดยใช้วิธี General Offer ในระหว่างวันที่ 25 พฤษภาคม 2569-9 มิถุนายน 2569 วงเงิน 9,245 ล้านบาท ราคาซื้อหุ้นคืนในเบื้องต้นจะอยู่ในช่วง 2.20-2.28 บาทต่อหุ้น ทั้งนี้ จะแจ้งราคาซื้อหุ้นคืนที่เป็นราคาสุดท้าย (Final Price) ภายในวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 จำนวนหุ้นที่ซื้อคืนอยู่ระหว่าง 4,055-4,202 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 4.2-4.3% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของธนาคาร
นายปิติ กล่าวว่า การปรับมาใช้วิธี General Offer จะช่วยลดปัจจัยไม่แน่นอนจากภาวะตลาด และเพิ่มประสิทธิภาพโครงการ เนื่องจากใช้ระยะเวลาในการซื้อหุ้นคืนเพียง 10 วันทำการ ขณะเดียวกันเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องปัจจุบันซึ่งได้ยกเลิกระยะเวลาพักคอย 6 เดือน ก่อนเริ่มโครงการซื้อหุ้นคืนโครงการใหม่ได้ช่วยเพิ่มความคล่องตัวและความต่อเนื่องในการบริหารโครงการซื้อหุ้นคืน ถือเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่จะช่วยให้ธนาคารเดินหน้าไปสู่เป้าหมายการซื้อหุ้นคืนภายใต้วงเงินรวม 35,000 ล้านบาท
ทั้งนี้ ภายหลังการซื้อหุ้นคืน ธนาคารยังคงมีเงินกองทุนอยู่ในระดับสูง เพียงพอต่อแผนการเติบโตธุรกิจและการรองรับความเสี่ยงในอนาคต โดยประเมินแล้วว่าอัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) ภายหลังโครงการครั้งที่ 4 จะยังคงสูงกว่า 19.0% ซึ่งเทียบเคียงได้กับกลุ่มธนาคาร D-SIBs แห่งอื่น ๆ และยังคงสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ ธปท. กำหนดไว้ที่ 12.0% อย่างมีนัยสำคัญ







