
โลกช็อก แต่หุ้นไทยไม่ช็อก! ทิสโก้ชี้ตลาดไทยเข้าสู่รอบฟื้นใหญ่ จับตา FDI - กำไร บจ. หนุนครึ่งปีหลัง
กลุ่มทิสโก้มองเศรษฐกิจโลกยังแข็งแกร่งกว่าที่หลายฝ่ายคาด "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" มองตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนผ่านจากหลุมหลบภัยชั่วคราว สู่ โอกาสฟื้นตัวเชิงโครงสร้าง รับแรงหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กลับมาเติบโต เงินลงทุนต่างชาติ(FDI) และมาตรการกระตุ้นตลาดทุน TISA และ JUMP+ ด้าน "คมศร ประกอบผล" เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเผชิญภาวะ Stagflation แนะกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 2569 เน้น AI , Robotics และหุ้นปันผลสูงรับมือความผันผวน
KEY
POINTS
- กลุ่มทิสโก้มองเศรษฐกิจโลกยังแกร่ง "ไพบูลย์ นลินทรางกูร" มองตลาดหุ้นไทยเปลี่ยนผ่านจากหลุมหลบภัยชั่วคราว สู่โอกาสฟื้นตัว
- รับแรงหนุนกำไรบริษัทจดทะเบียน(บจ.)กลับมาเติบโต เงินลงทุนต่างชาติ (FDI) และมาตรการกระตุ้นตลาดทุน TISA และ JUMP+
- ด้าน "คมศร ประกอบผล" เตือนเศรษฐกิจโลกเสี่ยงเผชิญ Stagflation แนะกลยุทธ์ครึ่งหลัง เน้น AI , Robotics และหุ้นปันผลสูง
โลกกำลังอยู่ในภาวะที่ความไม่แน่นอนกลายเป็นเรื่องปกติ สงครามปะทุได้ทุกเมื่อความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ลุกลามข้ามทวีป ขณะที่ทุกถ้อยคำของโดนัลด์ ทรัมป์ สามารถสั่นสะเทือนตลาดการเงินทั่วโลกได้ในชั่วข้ามคืน
ท่ามกลางความหวาดหวั่นว่าวิกฤตรอบใหม่อาจกำลังก่อตัว นักลงทุนจำนวนมากเลือกถอยตั้งรับ แต่ในอีกมุมหนึ่งกลับมีสัญญาณบางอย่างที่กำลังเปลี่ยนไป โดยเฉพาะตลาดหุ้นไทยที่ถูกมองข้ามมานานหลายปี และอาจกำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบทศวรรษ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่โลกกำลังเผชิญความเสี่ยงมากแค่ไหน แต่คือใครจะมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น ในวันที่ความผันผวนกลายเป็นความปกติใหม่ของเศรษฐกิจโลก
นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ จำกัด ยอมรับว่าการประเมินสถานการณ์โลกในช่วงนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทุกอย่างเปลี่ยนแปลงรวดเร็วและหลายครั้ง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งสร้างความผันผวนให้กับตลาดและเศรษฐกิจโลกอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัวแม้โลกจะเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน แต่เศรษฐกิจโลกในปัจจุบันยังถือว่าแข็งแกร่งกว่าที่หลายคนคาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือสงครามการค้า แต่เศรษฐกิจโลกยังคงขยายตัวได้ ตลาดหุ้นทั่วโลกยังสามารถปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง และดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงอย่างที่หลายฝ่ายกังวล
นี่อาจเป็นภาพของโลกยุคใหม่ที่เราต้องอยู่ร่วมกับความผันผวนในระดับสูง ทำให้สูตรสำเร็จจากอดีตอาจไม่สามารถใช้ได้เสมอไป และกลายเป็นความท้าทายสำคัญของนักลงทุนในปัจจุบัน
ปัจจัยที่ต้องติดตามมากที่สุดคือ "ทิศทางดอกเบี้ยโลก" จะกลับเข้าสู่รอบขาขึ้นอีกครั้งหรือไม่ แม้หลายประเทศเริ่มส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย ไม่ว่าจะเป็นยุโรป อังกฤษ หรือออสเตรเลีย แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าดอกเบี้ยโลกกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นระยะยาว โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่ยังไม่มีสัญญาณเร่งขึ้นดอกเบี้ย
ขณะที่หากสถานการณ์ตะวันออกกลางคลี่คลาย และเงินเฟ้อไม่กลับมาร้อนแรงอย่างที่กังวล ภาพรวมตลาดการเงินโลกอาจเปลี่ยนไปจากที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
สำหรับประเด็นสงครามการค้า ถือเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญ แต่ในอีกด้านหนึ่งขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศว่าจะสามารถเจรจากับสหรัฐฯ ได้ดีเพียงใด เพราะสไตล์ของทรัมป์คือการต่อรองแบบยื่นหมูยื่นแมว ต่างฝ่ายต่างต้องมีข้อเสนอแลกเปลี่ยน
ตลาดหุ้นไทยกลับมาแล้ว หรือแค่หลุมหลบภัยช่วงสั้น
ในกรณีของไทย นายไพบูลย์ เชื่อว่าทีมไทยแลนด์กำลังทำการบ้านอย่างหนัก และมีโอกาสที่จะเจรจาหาทางออกร่วมกับสหรัฐฯ ได้ โดยอาจมีการเปิดตลาดบางส่วนเพื่อแลกกับการลดแรงกดดันทางการค้าหากมองกลับมาที่ประเทศไทย ผมคิดว่าตลาดหุ้นไทยกำลังอยู่ในจุดที่ได้เปรียบกว่าหลายประเทศทั่วโลกที่ผ่านมา นักลงทุนจำนวนมากทำกำไรจากตลาดต่างประเทศไปแล้ว
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยกลับ Underperform มาต่อเนื่องหลายปี ส่งผลให้ระดับ Valuation ยังไม่แพง และยังมีโอกาสฟื้นตัวได้อีกมาก ที่สำคัญ ประเทศไทยกำลังมีโอกาสได้รับอานิสงส์จากการย้ายฐานการลงทุนของต่างชาติ หรือ FDI โดยเฉพาะในช่วงที่หลายประเทศเริ่มเผชิญความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
พื้นที่ที่เคยถูกมองว่าปลอดภัยอย่างตะวันออกกลาง วันนี้อาจไม่ปลอดภัย 100% เหมือนเดิม นักลงทุนทั่วโลกจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ในการลงทุน และประเทศไทยกำลังเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
รัฐบาลมีความพยายามผลักดันเศรษฐกิจผ่านภาคธุรกิจและการลงทุนมากขึ้น โดยเน้นการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งถือเป็นจุดแข็งสำคัญของประเทศไทยในช่วงต่อจากนี้
อีกปัจจัยที่น่าสนใจคือ กำไรของบริษัทจดทะเบียนไทยเริ่มกลับเข้าสู่ทิศทางขาขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี หลังจากผ่านช่วงชะลอตัวมาอย่างยาวนาน นั่นหมายความว่า การฟื้นตัวของตลาดหุ้นไทยในรอบนี้ไม่ได้เกิดจากกระแสเงินทุนเพียงอย่างเดียว แต่เริ่มมีปัจจัยพื้นฐานรองรับ ทั้งกำไรบริษัทจดทะเบียน การลงทุนภาคเอกชนที่เริ่มกลับมา รวมถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ
เมื่อพิจารณาร่วมกับโครงการสำคัญ อย่าง โครงการ จั๊มพ์พลัส (JUMP+) และ โครงการ TISA ที่กำลังจะเกิดขึ้น รวมถึงความพยายามดึงเม็ดเงินลงทุนระยะยาวเข้าสู่ตลาดทุน มองว่าตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นเพียง หลุมหลบภัยชั่วคราว แต่กำลังเข้าสู่ช่วงของการฟื้นตัวเชิงโครงสร้างมากกว่า
แน่นอนว่า ความเสี่ยงยังคงมีอยู่ ไม่ว่าจะเป็นสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ หรือความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก แต่ในมุมของโอกาส ส่วนตัวเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569 ยังมีแนวโน้มเป็นบวก และมีศักยภาพที่จะสร้างผลตอบแทนที่น่าสนใจได้
สิ่งสำคัญที่สุดที่นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติกำลังจับตา คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI ว่าจะไหลเข้ามามากเพียงใด และจะสามารถยกระดับเศรษฐกิจไทยให้กลับไปเติบโตในระดับ 3-4% ตามเป้าหมายของรัฐบาลได้หรือไม่ หากทำได้สำเร็จ นี่อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทั้งเศรษฐกิจไทยและตลาดทุนไทยในระยะยาว
เศรษฐกิจโลกเริ่มเข้าสู่แรงเสียดทานชัด
นายคมศร ประกอบผล หัวหน้าศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงกลางปี 2569 เริ่มสะท้อนแรงเสียดทานที่ชัดเจนมากขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐฯ ซึ่งอัตราเงินเฟ้อล่าสุดในเดือนพฤษภาคมเร่งตัวขึ้นแตะระดับ 4.2% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 2 ปี จากแรงหนุนสำคัญของราคาพลังงานที่ยังทรงตัวในระดับสูงท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
ขณะเดียวกัน ผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นได้ส่งผ่านไปยังภาคครัวเรือนอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนผ่านดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคของมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ลดลงเหลือเพียง 44.8 จุด ต่ำสุดในรอบ 74 ปี โดยผู้บริโภค 2 ใน 3 เริ่ม “ลดการใช้จ่าย” ขณะที่การคาดการณ์เงินเฟ้อในอีก 1 ปีข้างหน้าปรับขึ้นทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเป็น 4.8% และ 3.9% ตามลำดับ
“ประเด็นที่ต้องจับตาไม่ใช่แค่เงินเฟ้อที่สูงขึ้น แต่คือการที่เงินเฟ้อเริ่มฝังอยู่ในความคาดหวังของผู้บริโภค ซึ่งจะทำให้การควบคุมเงินเฟ้อในอนาคตทำได้ยากยิ่งขึ้น”นายคมศร กล่าว
จากปัจจัยดังกล่าว ทำให้ความเสี่ยงของภาวะ “Stagflation” หรือ ภาวะเศรษฐกิจโลกโตช้าแต่เงินเฟ้อสูง กลับมาเป็นประเด็นอีกครั้งในช่วงครึ่งปีหลัง ท่ามกลางแรงกดดันหลัก 3 ด้าน ได้แก่ 1.ราคาพลังงานที่ยังอยู่ในระดับสูง 2.โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลกที่เปราะบางและถูกกดดันจากมาตรการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้สัดส่วนการค้าโลกต่อ GDP (Trade-to-GDP) ลดลง โดยในปี 2565 อยู่ที่ระดับ 62.8% เหลือเพียง 56.8% ในปี 2567
และ 3.การใช้จ่ายภาครัฐและการลงทุนด้านเทคโนโลยี AI ที่ยังขยายตัวในระดับสูง ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้เงินเฟ้อสูงขึ้นในขณะที่การเติบโตทางเศรษฐกิจชะลอลง
“เศรษฐกิจโลกกำลังเข้าสู่ภาวะโตช้า ต้นทุนสูง ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ท้าทายอย่างยิ่งต่อตลาด ขณะที่ทิศทางนโยบายการเงินยังเป็นอีกตัวแปรสำคัญ โดยตลาดคาดว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยในการประชุมเดือนมิถุนายนนี้ แต่โอกาสปรับขึ้นยังมีมากกว่าการลดลง ซึ่งจะยิ่งกดดันกำลังซื้อและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี”นายคมศรกล่าว
แม้เผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น ตลาดหุ้นสหรัฐฯ กลับฟื้นตัวได้ดี หลังเผชิญความผันผวนจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการไตรมาส 1/2569 ที่ออกมาแข็งแกร่งกว่าคาด ส่งผลให้กำไรต่อหุ้น (EPS) ใน S&P 500 สูงกว่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้
ขณะเดียวกัน กำไรล่วงหน้า 12 เดือน (Forward Earnings) ปรับขึ้นต่อเนื่องราว 12% ซึ่งสูงกว่าการปรับขึ้นของดัชนี ส่งผลให้ค่า P/E ล่วงหน้าปรับลดลง และมูลค่าหุ้นน่าสนใจมากขึ้นในเชิงพื้นฐาน
ความเสี่ยงสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่ 1. ราคาน้ำมันพุ่งซ้ำ (Oil Shock) โดยเฉพาะหากเกิดการหยุดชะงักของช่องทางขนส่งพลังงาน จะส่งผลต่อเงินเฟ้อและต้นทุนทางเศรษฐกิจทันที
2.แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ (Yield Pressure) ที่อยู่ในระดับสูงและปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วนับตั้งแต่เกิดสงคราม
และ 3. ความเสี่ยงจาก Stagflation ที่กระทบทั้งกำไรและมูลค่าหุ้น
กลยุทธ์การลงทุน TISCO ESU แนะนำ...
1.กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลาย การถือครองหุ้น พันธบัตร และสินค้าโภคภัณฑ์ในสัดส่วนที่สมดุล ช่วยรองรับความผันผวน โดยเฉพาะในช่วงที่หุ้นและพันธบัตรเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน
2.เพิ่มน้ำหนัก (Overweight) หุ้นกลุ่มพลังงานและวัสดุพื้นฐาน (Materials) ที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้น โดยคาดการณ์กำไรของทั้งสองหมวดยังคงเป็นบวก และ Materials ยังมีส่วนช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดีขึ้น จากความสัมพันธ์กับตลาดโดยรวมลดลง
3.ลดน้ำหนัก (Underweight) หุ้นเทคโนโลยีที่กระแสเงินสดต่ำระยะยาว โดยเฉพาะในบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่กำไรพึ่งพากระแสเงินสดในอนาคตไกลๆที่อ่อนไหวต่อดอกเบี้ย
ยิ่งไปกว่านั้น การแข่งขัน AI ที่เข้มข้นยังกดดันให้ Hyperscalers ต้องเพิ่มงบลงทุน (CAPEX) สูงที่สุดในรอบทศวรรษ กัดกร่อนกระแสเงินสดอิสระ ทำให้ความน่าดึงดูดของหุ้นกลุ่มนี้ลดลงในสภาพแวดล้อมที่อัตราดอกเบี้ยยังสูง
“Stagflation ไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงการหยุดลงทุน แต่เป็นสัญญาณให้ปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับบริบทใหม่ โดยบทเรียนจากปี 2564-2565 ชี้ชัดว่า นักลงทุนที่ปรับตัวได้จะสามารถผ่านความผันผวนไปได้ ขณะที่ผู้ที่ยึดติดกับพอร์ตเดิมอาจเผชิญผลตอบแทนที่น่าผิดหวัง”นายคมศรกล่าว
โหนกระแส AI & Robotics และหุ้นปันผลสูง
นายสาห์รัช ชัฏสุวรรณ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน ทิสโก้ จำกัด กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในช่วงครึ่งปีหลังยังคงมีความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะประเด็น Policy Rate Divergence หรือทิศทางอัตราดอกเบี้ยที่เริ่มแยกออกจากกันระหว่างประเทศเศรษฐกิจหลัก ซึ่งคาดว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารแห่งประเทศไทยมีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ย
ในขณะที่ธนาคารกลางยุโรปและญี่ปุ่นมีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์ดังกล่าวส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนทั่วโลก และทำให้ความผันผวนของตลาดการเงินเพิ่มสูงขึ้น ดังนั้น นักลงทุนจำเป็นต้องเลือกจังหวะและกระจายการลงทุนอย่างเหมาะสม
อย่างไรก็ตาม แม้ความผันผวนจะเพิ่มขึ้น แต่เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของกลุ่ม AI ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตัวของกำไรบริษัททั่วโลก โดยคาดว่ากำไรของบริษัทในช่วงปี 2569–2570 จะเติบโตต่อเนื่องจากการนำ AI ไปใช้เพิ่มประสิทธิภาพทั้งในภาคอุตสาหกรรมและบริการ
ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเหตุการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาคทั่วโลก ส่งผลให้ดัชนีความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และอาจส่งผลต่อทิศทางตลาดการเงินและการลงทุนในระยะสั้นถึงระยะกลาง
จากปัจจัยดังกล่าว บลจ.ทิสโก้แนะนำให้นักลงทุนปรับกลยุทธ์การลงทุนครึ่งหลังปี 2569 ภายใต้ธีม “โลกช็อก...เราไม่ช็อก” โดยเน้นการกระจายความเสี่ยงและความยืดหยุ่นในการบริหารพอร์ต ผ่าน 4 แนวทางหลัก ได้แก่ การใช้กองทุนประเภท Multi-Asset เป็นแกนหลัก และลงทุนในส่วนเสริม หรือ Satellite เพื่อเพิ่มผลตอบแทนของพอร์ตการลงทุน
โดย บลจ.ทิสโก้แนะนำการลงทุนในธีม AI อย่างมีการกระจายตัวในทั้ง Value Chain ของ AI การมองหาโอกาสในเทคโนโลยีใหม่อย่าง Robotics หรือ Physical AI และการเพิ่มสัดส่วนหุ้นไทยปันผลสูงเพื่อสร้างความมั่นคงของพอร์ต.







