posttoday

ธนาคารกลางสิงคโปร์คุมเข้มนโยบายการเงินรับเงินเฟ้อพุ่งจากสงครามอิหร่าน

14 เมษายน 2569

ธนาคารกลางสิงคโปร์ปรับนโยบายการเงินเข้มงวด หวั่นสงครามอิหร่านดันราคาพลังงาน กระทบเงินเฟ้อ แม้เศรษฐกิจไตรมาสแรกหดตัว

ธนาคารกลางสิงคโปร์ (MAS) ประกาศปรับนโยบายการเงินให้เข้มงวดขึ้นในการประชุมล่าสุด โดยให้เหตุผลว่าความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของสงครามที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้น

 

การตัดสินใจดังกล่าวเกิดขึ้นพร้อมกับสัญญาณชะลอตัวของเศรษฐกิจภายในประเทศ หลังข้อมูลเบื้องต้นระบุว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของสิงคโปร์ในไตรมาสแรกของปี 2569 ขยายตัว 4.6% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 5.9% และหดตัวลง 0.3% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า

 

MAS ระบุว่า ได้ปรับเพิ่ม “อัตราการแข็งค่าของกรอบนโยบายค่าเงิน” (S$NEER) เล็กน้อย โดยยังคงระดับกึ่งกลางและความกว้างของกรอบไว้ตามเดิม ซึ่งเป็นเครื่องมือหลักในการดำเนินนโยบายการเงินของประเทศ แทนการใช้อัตราดอกเบี้ยเช่นประเทศอื่น

ธนาคารกลางสิงคโปร์คุมเข้มนโยบายการเงินรับเงินเฟ้อพุ่งจากสงครามอิหร่าน

 

ธนาคารกลางชี้ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้สร้างความผันผวนต่อเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านการเติบโตและเงินเฟ้อ โดยสิงคโปร์ในฐานะประเทศที่พึ่งพาการค้าอย่างสูง มีความเปราะบางต่อการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทานและต้นทุนพลังงานที่ผันผวน

 

ทั้งนี้ MAS ปรับเพิ่มคาดการณ์เงินเฟ้อพื้นฐานและเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2569 มาอยู่ที่ 1.5%–2.5% จากเดิม 1.0%–2.0% สะท้อนแรงกดดันด้านราคาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะจากต้นทุนพลังงานที่อาจส่งผ่านไปยังราคาสินค้านำเข้าในวงกว้าง

 

นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดการณ์การปรับนโยบายครั้งนี้ล่วงหน้า โดย 11 จาก 13 คนในผลสำรวจของ Reuters มองว่า MAS จะดำเนินมาตรการเข้มงวดมากขึ้น ขณะที่อีก 2 คนคาดว่าจะคงนโยบายเดิม

ธนาคารกลางสิงคโปร์คุมเข้มนโยบายการเงินรับเงินเฟ้อพุ่งจากสงครามอิหร่าน

 

ด้านนักเศรษฐศาสตร์จากภาคเอกชนประเมินว่า ธนาคารกลางอาจยังเปิดช่องสำหรับการปรับนโยบายเพิ่มเติมในการประชุมเดือนกรกฎาคม หากแรงกดดันเงินเฟ้อยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะหากต้นทุนพลังงานยังอยู่ในระดับสูง

 

ขณะเดียวกัน รัฐบาลสิงคโปร์ได้ออกมาตรการช่วยเหลือมูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งดังกล่าว ผ่านการแจกเงินสดและคูปองช่วยเหลือด้านพลังงานแก่ประชาชน

 

แม้ค่าเงินดอลลาร์สิงคโปร์จะยังคงเคลื่อนไหวทรงตัวเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐหลังการประกาศนโยบาย แต่ทิศทางเศรษฐกิจในระยะต่อไปยังคงเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากทั้งปัจจัยภายนอกและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่อาจทวีความรุนแรงขึ้นในระยะสั้น

 

ข่าวล่าสุด

ดร.กอบศักดิ์ชี้หุ้น S&P 500 ฟื้นคืนจุดเดิมรับหวังเจรจาอิหร่าน จับตาสันติภาพโลก