
เป็นเหตุเป็นผล
ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วต้องบอกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะถดถอย แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ทำได้ดีเกินคาด....
ย้อนไปเมื่อปีที่แล้วต้องบอกว่า แม้ว่าเศรษฐกิจโลกจะอยู่ในภาวะถดถอย แต่ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ทำได้ดีเกินคาด....
โดย...ธนพล ไชยภาษี [email protected]
นักลงทุนต่างแห่กลับเข้าสู่ตลาดเพื่อถอนทุนกันหลังจากที่ในช่วงปลายปี 2008 ถึง ต้นปี 2009 ถือเป็นช่วงเวลาที่ “นรก” ที่สุดของตลาดหุ้นในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา
สภาพตลาดทั่วโลกผมบอกได้เลยครับว่า เป็นช่วงที่นักลงทุนต่างหาเหตุเข้าซื้อกันให้ครึกโครม ไม่ว่าวันนั้นจะมีข่าวร้ายหรือข่าวดีใดๆ แต่นักลงทุนโดยเฉพาะในสหรัฐก็พยายามที่จะเข้าซื้อเพื่อดันให้ตลาดเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ จนเกิดการตั้งคำถามขึ้นว่า ตลาดทุนในสหรัฐนั้นมาไกลกว่าความเป็นจริงของสภาพเศรษฐกิจในประเทศหรือไม่
พูดง่ายๆ ก็คือ ตลาดหุ้นกำลังลอยฟ่องเป็นฟองสบู่อยู่หรือเปล่า..?
แต่สำหรับในปีนี้ สภาพอะไรหลายๆ อย่างเริ่มเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มเข้าที่เข้าทางเดินสู่การฟื้นตัวมากขึ้นกว่าเดิม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคการเงินของสหรัฐนั้นเริ่มกลับมาทำกำไรได้บ้างจากการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ซึ่งทำให้สภาพความเชื่อมั่นอะไรๆ กลับมามากขึ้น
ที่สำคัญ และห้ามมองข้ามกันไปก็คือ การซื้อขายในตลาดต่างๆ จะมีความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นกว่าเมื่อปีที่แล้ว อย่างไม่ต้องสงสัยครับ
อย่างเช่นตลาดหุ้น นโยบาย หรือข่าวอะไรที่เข้ามาต้องชัดเจน ถ้าไม่ชัดก็มีโอกาสฉุดหุ้นในทันที อย่างเมื่อปลายสัปดาห์ที่แล้ว ดัชนีดาวโจนส์ของสหรัฐเจอความไม่แน่นอนจากแผนการควบคุมขนาดแบงก์ของประธานาธิบดี บารัก โอบามา ที่ต้องการแยกการดำเนินงานของธนาคารพาณิชย์และธนาคารเพื่อการลงทุนออกจากกัน เพื่อลดความเสี่ยงจากการลงทุนของธนาคารเหล่านี้
ความไม่แน่นอนที่ว่าทำเอาดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงไปกว่า 4% ภายในเวลาแค่ 2 วันครับ
ส่วนตลาดหุ้นทั่วเอเชียเมื่อวานนี้ก็ร่วงลงกันทั้งทวีป เพราะความไม่แน่นอนเหมือนกันว่าเศรษฐกิจเอเชียจะเติบโตได้จริงตามที่คาดหรือไม่
เพราะมีข่าวร้ายมาจากทั้งเกาหลีใต้ ที่การเติบโตในไตรมาส 4 ของปีที่แล้วต่ำกว่าคาด มิหนำซ้ำยังมีปัจจัยลบมาจากที่จีนพยายามเอาจริงเอาจังมากขึ้นต่อการควบคุมการปล่อยกู้ของแบงก์ในประเทศ ซึ่งในปีนี้จีนจะต้องควบคุมปัญหาฟองสบู่อย่างเต็มที่ และต้องควบคุมการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศที่ดูเหมือนว่าจะร้อนแรงมากเกินไป
นอกจากตลาดหุ้นแล้ว ตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ในปีนี้ก็น่าจะอิงอยู่กับความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้น คือจะขึ้นอยู่กับปัจจัยของอุปสงค์และอุปทานกันมากขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันและทองคำ หลังจากเมื่อปีที่แล้วไปอิงอยู่กับค่าเงินดอลลาร์มากเกินไป จนทำให้เกิดการเก็งกำไรในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์กันยกใหญ่ โดยเฉพาะราคาทองคำที่อาศัยการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์แห่เข้าซื้อกันบ้าคลั่งทำให้ราคาผันผวนขึ้นลงรุนแรงอย่างที่สุดในช่วงปลายปีที่แล้ว
แต่สำหรับปีนี้ อะไรที่เก็งกันง่ายๆ หากำไรกันง่ายๆ คิดว่าจะไม่มีอีกแล้วครับ โลกจะกลับเข้าสู่ความเป็นเหตุเป็นผลมากขึ้นกว่าปีก่อน ตามที่มันควรจะเป็นครับ







