ราคาน้ำมันโลกพุ่งต่อ สงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อกดดันอุปทาน
ราคาน้ำมันโลกทะยานต่อ หลังสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อ เสี่ยงกระทบโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและปิดช่องแคบฮอร์มุซ สร้างแรงสั่นสะเทือนต่อตลาดพลังงานโลก
KEY
POINTS
- ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน
- ความขัดแย้งส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุปทาน หลังอิหร่านประกาศหยุดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก
- ราคาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ปรับตัวขึ้นกว่า 40% ในเดือนเดียว แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 ขณะที่ IEA เตรียมปล่อยน้ำมันสำรองเพื่อลดผลกระทบ
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในวันจันทร์ (ตามเวลาตลาดโลก) หลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ส่งผลให้โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในภูมิภาคตะวันออกกลางตกอยู่ในความเสี่ยง และทำให้การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซหยุดชะงัก ซึ่งถือเป็นการหยุดชะงักด้านอุปทานครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งของตลาดน้ำมันโลก
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.01 ดอลลาร์ หรือ 1.95% อยู่ที่ระดับ 105.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากก่อนหน้านี้ในวันศุกร์ปิดบวกไปแล้ว 2.68 ดอลลาร์ ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 1.61 ดอลลาร์ หรือ 1.63% แตะระดับ 100.32 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากพุ่งขึ้นเกือบ 3 ดอลลาร์ในการซื้อขายรอบก่อนหน้า
นับตั้งแต่การโจมตีอิหร่านของสหรัฐฯ และอิสราเอล ราคาน้ำมันทั้งสองชนิดปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 40% ภายในเดือนเดียว และแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565 หลังจากอิหร่านประกาศหยุดการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลกที่รองรับการขนส่งประมาณ 1 ใน 5 ของอุปทานน้ำมันโลก
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ยังได้ขู่ที่จะเพิ่มการโจมตีต่อเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันของอิหร่าน หลังจากกองกำลังสหรัฐฯ โจมตีเป้าหมายทางทหารในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ส่งผลให้อิหร่านตอบโต้ด้วยท่าทีแข็งกร้าวและเตือนว่าจะดำเนินการตอบโต้เพิ่มเติม โดยเกาะคาร์กรองรับการส่งออกน้ำมันของอิหร่านประมาณ 90%
ขณะเดียวกัน โดรนของอิหร่านได้โจมตีคลังน้ำมันสำคัญในเมืองฟูไจราห์ ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ไม่นานหลังการโจมตีเกาะคาร์ก โดยแหล่งข่าวระบุว่าการขนถ่ายน้ำมันในท่าเรือดังกล่าวได้กลับมาเปิดดำเนินการอีกครั้งแล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าสามารถกลับสู่ระดับปกติได้หรือไม่
ท่าเรือฟูไจราห์ ซึ่งตั้งอยู่นอกช่องแคบฮอร์มุซ เป็นเส้นทางส่งออกน้ำมันดิบมูร์บันของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ในปริมาณประมาณวันละ 1 ล้านบาร์เรล คิดเป็นราว 1% ของความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลก
นักวิเคราะห์จาก SEB ระบุว่า สหรัฐฯ กำลังพิจารณาทางเลือกทางทหารที่มีความเสี่ยงสูง เช่น การบุกโจมตีแหล่งนิวเคลียร์เพื่อยึดยูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่าน การยึดศูนย์ส่งออกน้ำมันบนเกาะคาร์ก หรือแม้แต่การยึดครองพื้นที่ตอนใต้ของอิหร่านเพื่อรักษาความปลอดภัยช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทุกทางเลือกมีแนวโน้มจะทำให้ความขัดแย้งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
รายงานยังระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้พันธมิตรส่งเรือรบเข้าร่วมปฏิบัติการรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ และมีแผนประกาศจัดตั้งกองกำลังพันธมิตรเพื่อคุ้มกันเรือพาณิชย์ที่ผ่านเส้นทางดังกล่าวภายในสัปดาห์นี้
ในด้านมาตรการรับมือกับราคาน้ำมันที่พุ่งสูง สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เปิดเผยว่า จะมีการปล่อยน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์มากกว่า 400 ล้านบาร์เรลเข้าสู่ตลาดโลก ซึ่งถือเป็นการระบายสต็อกครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ เพื่อบรรเทาความตึงตัวของอุปทานจากสงครามในตะวันออกกลาง
โดยน้ำมันสำรองจากประเทศในเอเชียและโอเชียเนียจะถูกปล่อยเข้าสู่ตลาดทันที ขณะที่สต็อกจากยุโรปและทวีปอเมริกาจะเริ่มเข้าสู่ตลาดในช่วงปลายเดือนมีนาคม
อย่างไรก็ตาม ความพยายามของพันธมิตรในตะวันออกกลางที่จะผลักดันการเจรจาทางการทูตยังไม่ประสบผลสำเร็จ เนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอในการเริ่มต้นการเจรจา ขณะที่อิหร่านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการหยุดยิงจนกว่าสหรัฐฯ และอิสราเอลจะยุติการโจมตี


