หมดยุคกินดอกเบี้ย TTB ปรับบทบาทจาก “ตัวกลางปล่อยกู้” สู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน”
TTB ปรับบทบาทสู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน” เน้นเติบโตเชิงคุณภาพ ลดต้นทุน คุม NPL และเจาะกลุ่มลูกค้าชั้นดี แทนการเร่งขยายสินเชื่อในภาวะเศรษฐกิจเปราะบาง พร้อมบริหารเงินทุนเพื่อเพิ่มกำไรให้ผู้ถือหุ้น
KEY
POINTS
- TTB ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจเนื่องจากรูปแบบเดิมที่พึ่งพาส่วนต่างดอกเบี้ยมีความเสี่ยง ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่จำกัดการเติบโต
- เปลี่ยนบทบาทจากการเป็นเพียงตัวกลางรับฝาก-ปล่อยกู้ มาเป็นผู้ช่วยสร้างผลตอบแทนที่ดีขึ้นให้กับผู้ฝากเงิน เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในระบบเศรษฐกิจ
- กลยุทธ์ใหม่มุ่งเน้นการเติบโตเชิงคุณภาพ โดยเลือกขยายสินเชื่อในกลุ่มลูกค้าชั้นดีและควบคุมหนี้เสีย (NPL) แทนการเร่งขยายสินเชื่อในภาพรวม
ในสภาวะที่เศรษฐกิจไทยเผชิญกับความท้าทายรอบด้าน โดยเฉพาะปัญหาหนี้ครัวเรือนพุ่งสูง ภาคธนาคารซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจกำลังเดินมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะต้องปรับบทบาท ทิศทาง และกลยุทธ์ เพื่อมุ่งเน้นความยั่งยืนมากกว่าการเติบโตในเชิงปริมาณเพียงอย่างเดียว
บริบทเศรษฐกิจไทย ยุคแห่งการลดภาระหนี้
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB ให้มุมมองว่า ปัจจุบันประเทศไทยกำลังเผชิญกับข้อจำกัดในการเติบโต เนื่องจากระดับหนี้ครัวเรือนที่สูงเกินไป หากหนี้ครัวเรือนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ประเทศจะพัฒนาได้ลำบาก
ดังนั้นทิศทางที่ควรจะเป็นคือการที่ทั้งภาคประชาชนและบริษัทขนาดใหญ่ต้องลดการกู้ยืมและหันมาบริหารจัดการหนี้ให้ลดลง ซึ่งในระยะสั้นอาจดูเหมือนเศรษฐกิจไม่เติบโตหวือหวา แต่หากประเทศสามารถลดภาระหนี้ได้จริง จะส่งผลให้ระบบธนาคารมีความเชื่อมั่นในการขับเคลื่อนต่อไปได้ในระยะยาว
เปลี่ยนบทบาทธนาคารจาก “ตัวกลางปล่อยกู้” สู่ “ผู้สร้างผลตอบแทน”
เขาระบุว่า โมเดลธุรกิจธนาคารแบบเดิมที่เน้นส่วนต่างดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวเริ่มเผชิญความเสี่ยงที่สูงขึ้นและต้นทุนการบริหารจัดการที่แพงขึ้น ธนาคารจึงต้องเร่งปรับตัวใน 2 ด้านหลัก
การลดต้นทุน: มีการปรับลดจำนวนสาขาและจำนวนพนักงานลง เพื่อควบคุมค่าใช้จ่ายในยุคที่การสร้างรายได้จากส่วนต่างดอกเบี้ยทำได้ยากขึ้น
การเปลี่ยนบทบาท: แทนที่จะเป็นเพียงช่องทางการฝากเงินและปล่อยกู้แบบเดิม ธนาคารต้องปรับบทบาทมาช่วยให้ผู้ฝากเงินได้รับผลตอบแทนที่ดีขึ้น เมื่อผู้เกษียณอายุหรือผู้มีเงินออมได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น ก็จะมีเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเพื่อการจับจ่ายใช้สอย ซึ่งเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพมากกว่านโยบายระยะสั้นของภาครัฐ
กลยุทธ์การเติบโตเชิงคุณภาพ
ในยุคที่ความเสี่ยงสูง TTB เลือกที่จะไม่เร่งขยายสินเชื่อในภาพรวม แต่เน้นการชิงส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม “ลูกค้าชั้นดี” โดยการนำเสนอเงื่อนไขและดอกเบี้ยที่จูงใจสำหรับผู้ที่มีวินัยทางการเงิน เพื่อให้ลูกค้าเหล่านี้ย้ายมาอยู่กับธนาคาร นอกจากนี้ ยังมีการมองหาโอกาสในธุรกิจใหม่ ๆ เช่น สินเชื่อรถจักรยานยนต์ เพื่อเป็นช่องทางเสริมในการสร้างกำไร โดยตั้งเป้าหมายว่าแม้สินเชื่อรวมอาจจะไม่เติบโตมากนัก แต่การรักษาคุณภาพลูกค้าไม่ให้กลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ถือเป็นหัวใจสำคัญ
การบริหารจัดการ NPL และความแข็งแกร่งทางการเงิน
ทิศทางของ NPL มีแนวโน้มที่น่าจะผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว และน่าจะค่อย ๆ ปรับตัวลดลงหากไม่มีปัจจัยจากภายนอกเพิ่มเติม ธนาคารให้ความสำคัญกับการประคับประคองลูกค้าเพื่อไม่ให้ไหลไปเป็น NPL ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกว่าการเร่งปล่อยกู้ใหม่
ในแง่ของผลตอบแทนผู้ถือหุ้น แม้ในกรณีที่ธนาคารไม่มีการเติบโต ธนาคารยังมีกลยุทธ์การบริหารจัดการเงินทุน เช่น การซื้อหุ้นคืน ซึ่งเป็นเครื่องมือในการเพิ่มกำไรต่อหุ้นให้กับผู้ถือหุ้นที่เหลืออยู่ โดยการลดจำนวนหุ้นลง ในขณะที่กำไรยังคงที่ ทำให้ผู้ถือหุ้นได้รับผลประโยชน์เท่าเดิมหรือมากขึ้นแม้ในสภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
การดำเนินธุรกิจของธนาคารในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องของการขยายตัวอย่างบ้าคลั่ง แต่เป็นเรื่องของการประคับประคองคุณภาพสินทรัพย์ การปรับลดต้นทุน และการปรับบทบาท เพื่อส่งมอบคุณค่าใหม่ให้กับลูกค้า การที่ธนาคารสามารถยืนหยัดได้ท่ามกลางเศรษฐกิจที่เปราะบาง สะท้อนถึงการปรับโมเดลธุรกิจจาก “ปริมาณ” สู่ “ประสิทธิภาพ” อย่างแท้จริง


