ราคาน้ำมันโลกพุ่งแรงจากสงครามอิหร่าน แตะสูงสุดในรอบ 3 ปี
ราคาน้ำมันโลกทะยานกว่า 7% แตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 หลังสงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านลุกลาม กระทบเส้นทางขนส่ง เสี่ยงซ้ำเติมเงินเฟ้อทั่วโลก
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างรุนแรงในการซื้อขายวันจันทร์ โดยเพิ่มขึ้นประมาณ 7% และปิดตลาดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2022 ท่ามกลางความตึงเครียดจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ–อิสราเอลกับอิหร่านที่ขยายวงกว้าง จนส่งผลกระทบต่อการผลิตและการขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง
ในระหว่างการซื้อขาย ราคาน้ำมันเคยพุ่งขึ้นสูงสุดถึง 29% ก่อนจะลดช่วงบวกลง หลังประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำกลุ่ม G7 และสหรัฐฯ พิจารณามาตรการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อเงินเฟ้อที่อาจเพิ่มขึ้นจากราคาพลังงานที่พุ่งสูง
ราคาปิดตลาดสูงสุดตั้งแต่ปี 2022
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 6.27 ดอลลาร์ หรือ 6.8% ปิดที่ 98.96 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต (WTI) ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 3.87 ดอลลาร์ หรือ 4.3% ปิดที่ 94.77 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ระดับราคาดังกล่าวถือเป็นราคาปิดตลาดสูงสุดของทั้งสองดัชนีนับตั้งแต่เดือนสิงหาคมปี 2022
อย่างไรก็ตาม หลังปิดตลาดไม่นาน ราคาน้ำมันกลับปรับตัวลดลงจนสูญเสียกำไรทั้งหมดของวัน และเคลื่อนไหวต่ำกว่าระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
พุ่งแตะเกือบ 120 ดอลลาร์ระหว่างวัน
ก่อนหน้านี้ในช่วงต้นการซื้อขาย ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างร้อนแรง โดยน้ำมันเบรนท์ทะยานขึ้นถึง 26.81 ดอลลาร์ แตะระดับ 119.50 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่ WTI ทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 119.48 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ระดับดังกล่าวถือเป็นราคาสูงสุดระหว่างวันตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 และเข้าใกล้สถิติสูงสุดตลอดกาลที่ราว 147 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งเกิดขึ้นในปี 2008
นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นรวมสูงสุดประมาณ 65% ส่วน WTI เพิ่มขึ้นมากถึง 78%
ช่องแคบฮอร์มุซเกือบหยุดการขนส่งพลังงานโลก
หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดพลังงานตึงตัวคือการหยุดชะงักของเส้นทางขนส่งพลังงานในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะ “ช่องแคบฮอร์มุซ” ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวประมาณ 20% ของโลก
สถานการณ์สงครามทำให้การเดินเรือผ่านช่องแคบดังกล่าวแทบหยุดชะงัก แม้จะมีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันที่ดำเนินการโดยบริษัทกรีซลำหนึ่งสามารถเดินทางผ่านเส้นทางนี้พร้อมบรรทุกน้ำมันดิบจากซาอุดีอาระเบียได้
บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลพลังงาน Kpler ประเมินว่า แม้ช่องแคบฮอร์มุซจะเปิดใช้งานอีกครั้ง การส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียก็อาจต้องใช้เวลาถึง 6–7 สัปดาห์จึงจะกลับสู่ระดับปกติ
ผู้ผลิตโอเปกเริ่มลดกำลังผลิต
สถานการณ์ตึงเครียดทำให้หลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันเริ่มลดกำลังผลิต โดยบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่ของซาอุดีอาระเบียได้ลดการผลิตในแหล่งน้ำมัน 2 แห่ง ขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อิรัก คูเวต และกาตาร์ ก็ลดการส่งออกเช่นกัน เนื่องจากการขนส่งถูกขัดขวางและพื้นที่เก็บน้ำมันใกล้เต็ม
เพื่อบรรเทาผลกระทบ ซาอุดีอาระเบียเสนอขายน้ำมันดิบมากกว่า 4 ล้านบาร์เรลผ่านการประมูลพิเศษ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก พร้อมปรับเส้นทางส่งออกบางส่วนผ่านท่าเรือยันบูในทะเลแดง
สหรัฐฯ พิจารณาปล่อยน้ำมันจากคลังสำรอง
รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการหลายด้านเพื่อลดแรงกดดันจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูง โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์เตรียมพิจารณาทางเลือกต่าง ๆ รวมถึงความเป็นไปได้ในการปล่อยน้ำมันจากคลังสำรองยุทธศาสตร์ร่วมกับประเทศพันธมิตร
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดอื่น ๆ เช่น การจำกัดการส่งออกน้ำมันของสหรัฐฯ การเข้าแทรกแซงตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การลดภาษีเชื้อเพลิงบางประเภท รวมถึงการผ่อนคลายกฎหมายการขนส่งเชื้อเพลิงภายในประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์เตือนว่ามาตรการดังกล่าวอาจมีผลจำกัด หากช่องแคบฮอร์มุซยังคงปิดเป็นเวลานาน
เศรษฐกิจโลกเสี่ยงเงินเฟ้อพุ่ง
การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานกำลังสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในภาคการเดินทางและการบิน ราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้หุ้นสายการบินทั่วโลกร่วงลง ขณะที่ค่าโดยสารมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์เตือนว่าหากราคาพลังงานยังคงพุ่งต่อเนื่อง อาจทำให้อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกเร่งตัว และบังคับให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ซึ่งจะเพิ่มต้นทุนการกู้ยืมและชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ
หลายประเทศเริ่มมาตรการฉุกเฉิน
หลายประเทศเริ่มดำเนินมาตรการรับมือกับวิกฤตราคาพลังงาน เช่น ปากีสถานประกาศปิดโรงเรียนสองสัปดาห์และส่งเสริมการทำงานจากบ้านเพื่อลดการใช้น้ำมัน ขณะที่ฮังการีประกาศควบคุมราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
ขณะเดียวกัน รัสเซียประกาศความพร้อมที่จะเพิ่มการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติไปยังยุโรป เพื่อช่วยบรรเทาภาวะขาดแคลนพลังงานที่อาจเกิดขึ้นจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
สถานการณ์สงครามที่ยังไม่แน่นอนทำให้ตลาดพลังงานโลกยังคงเผชิญความผันผวนสูง และนักวิเคราะห์หลายฝ่ายเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงใหม่ได้อีกในระยะต่อไป.


