ถอดรหัสศึกอิหร่าน-อิสราเอล: เดิมพัน"เปลี่ยนระบอบ"บนกองไฟภูมิรัฐศาสตร์
สงครามตะวันออกกลางส่อเค้ายืดเยื้อ หลังอิสราเอลรุกหนักหวังผล "Regime Change" ในอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ ตกที่นั่งลำบากถูกบีบช่วยพันธมิตร จับตาไทยชูนโยบาย "Food for Peace" สู้ผลกระทบ
KEY
POINTS
- เป้าหมายต่างขั้ว: อิสราเอลต้องการเปลี่ยนระบอบปกครองในอิหร่านแบบถอนรากถอนโคน ในขณะที่สหรัฐฯ เพียงต้องการให้อิหร่านยอมสยบภายใต้การควบคุม แต่ถูกบีบให้ช่วยรบตามพันธมิตร
- ชาตินิยมขวางเจรจา: การโจมตีพื้นที่พลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานกระตุ้นกระแสชาตินิยมในอิหร่าน ทำให้ผู้นำคนใหม่ "มุชตาบา" ตัดใจเจรจาได้ยากขึ้นเพราะเกรงเสียภาพลักษณ์ผู้ชนะ
- โอกาสของไทย: ไทยควรเปลี่ยนกลยุทธ์เป็น "ความเป็นกลางเชิงรุก" ผ่านนโยบาย Food for Peace เพื่อสร้างบทบาทในเวทีโลกและลดผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งนี้
ความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล สหรัฐอเมริกา และอิหร่าน กำลังก้าวเข้าสู่จุดเปราะบางที่สุดในรอบหลายทศวรรษ เมื่อเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของแต่ละฝ่ายเริ่มสวนทางกันอย่างชัดเจน โดยเฉพาะความพยายามของอิสราเอลในการปรับดุลอำนาจใหม่ในภูมิภาค ผ่านปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งเป้าทำลายศักยภาพนิวเคลียร์และโครงสร้างอำนาจของเตหะรานอย่างถอนรากถอนโคน
ยุทธศาสตร์สวนทาง: เมื่อ "อิสราเอล" รุกฆาตแต่ "สหรัฐฯ" พะวักพะวน
ผศ.ดร.อาทิตย์ ทองอินทร์ อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ ม.สุโขทัยธรรมมาธิราช วิเคราะห์ว่าเป้าหมายของอิสราเอลนั้นแหลมคมและชัดเจนที่สุด คือการผลักดันให้เกิด "การเปลี่ยนระบอบการปกครอง" (Regime Change) ในอิหร่าน เพื่อขจัดภัยคุกคามถาวรและทำลายโครงการนิวเคลียร์ให้สิ้นซาก นอกจากนี้ยังมุ่งขัดขวางไม่ให้สหรัฐฯ กลับไปเจรจากับอิหร่าน เพราะไม่ต้องการให้อิหร่านกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจโลกและมีทรัพยากรมาฟื้นฟูกองทัพได้อีก
ในขณะที่สหรัฐฯ กลับมีท่าทีที่คลุมเครือกว่า โดยวอชิงตันต้องการเพียงให้อิหร่าน "ยอมสยบ" (Submissive) ต่อระเบียบโลกที่ตนกำหนด ไม่ว่าจะภายใต้รัฐบาลชุดใดก็ตาม เดิมทีสหรัฐฯ พยายามใช้การทูตเพื่อจำกัดอาวุธนิวเคลียร์แลกกับการยกเลิกคว่ำบาตร แต่เมื่ออิสราเอลเปิดฉากโจมตีรุนแรง สหรัฐฯ จึงตกอยู่ในสภาวะจำยอมที่ต้องกระโจนเข้าช่วยพันธมิตรหลักอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ตามพันธกรณีทางยุทธศาสตร์
ทางด้านอิหร่านภายใต้การนำของ "โมจญ์ตาบา คาเมเนอี" ผู้นำสูงสุดคนใหม่ที่มีแนวคิดอนุรักษ์นิยมสายแข็งและใกล้ชิดกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติ (IRGC) กำลังเผชิญกับบททดสอบสำคัญ ปฏิบัติการทางอากาศของฝ่ายตรงข้ามที่กระทบต่อพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานอย่างคลังน้ำมันและโรงเรียน ได้กลายเป็นตัวกระตุ้น "กระแสชาตินิยมเปอร์เซีย" ให้ลุกโชนขึ้น ซึ่งส่งผลย้อนศรทำให้การเจรจาสันติภาพในระยะสั้นทำได้ยากขึ้น เนื่องจากผู้นำไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอหรือยอมแพ้ในสายตาประชาชน
ข้อจำกัดภาคพื้นดินและทางตันของการใช้กำลัง
แม้การโจมตีทางอากาศจะทวีความรุนแรง แต่โอกาสที่สหรัฐฯ จะตัดสินใจส่งกำลังทหารบุกยึดอิหร่านทั้งประเทศนั้นมีน้อยมาก เนื่อง จากบทเรียนราคาแพงจากสงครามอัฟกานิสถานและอิรักที่ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล นอกจากนี้กระแสภายในสหรัฐฯ เองก็ไม่เอื้ออำนวย โดยผลสำรวจระบุว่ามีชาวอเมริกันเพียง 1 ใน 3 ที่สนับสนุนการโจมตีทางอากาศ และหากเป็นปฏิบัติการภาคพื้นดิน เสียงสนับสนุนจะยิ่งดิ่งลงเหว
ความเป็นไปได้ในเชิงยุทธศาสตร์จึงจำกัดอยู่เพียงการเข้ายึดจุดยุทธศาสตร์สำคัญ เช่น "เกาะคลาก" เพื่อใช้เป็นข้อต่อรองทางการเมือง หรือการสนับสนุนกลุ่มต่อต้านภายในอย่างชาวเคิร์ดเพื่อสร้างความปั่นป่วน อย่างไรก็ตาม กลุ่มเหล่านี้ยังขาดศักยภาพเพียงพอที่จะสั่นคลอนระบอบปกครองกลาง และยังถูกกดดันจากประเทศเพื่อนบ้านรอบข้างที่ไม่ต้องการให้ความขัดแย้งขยายตัวจนคุมไม่ได้
สถานการณ์ปัจจุบันจึงอยู่ในภาวะ "หาทางลงไม่ได้" แม้ทั้งสองฝ่ายอาจต้องการพักรบ แต่ปัญหาระดับศักดิ์ศรีและภาพลักษณ์ของการเป็นผู้ชนะทำให้ไม่มีใครยอมประกาศถอยก่อน นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า อาจเห็นการตอบโต้เชิงสัญลักษณ์เพื่อรักษาหน้า ก่อนที่กระบวนการเจรจาลับหลังม่านจะเริ่มขึ้นจริงจัง
ดุลอำนาจโลกเปลี่ยนทิศและทางออกของประเทศไทย
ในมิติภูมิรัฐศาสตร์โลก สงครามครั้งนี้กำลังทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความชอบธรรมและถูกทอนกำลังลงอย่างต่อเนื่อง เปิดช่องให้มหาอำนาจอย่าง "จีน" และ "ตุรกี" ขยับขึ้นมาเป็นผู้ได้รับประโยชน์ในระยะยาวจากการวางตัวเป็นผู้ไกล่เกลี่ยและไม่ต้องสูญเสียทรัพยากรในสมรภูมิ ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อยังส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงานและเสถียรภาพการค้าโลก ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องเผชิญ
สำหรับประเทศไทย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายคือการขยับจาก "ความเป็นกลางแบบตั้งรับ" (Passive Neutrality) ไปสู่ "ความเป็นกลางเชิงรุก" (Proactive Neutrality) โดยการใช้จุดแข็งด้านมนุษยธรรมและมิติความมั่นคงทางอาหาร ผ่านนโยบาย "Food for Peace" เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยในพื้นที่ความขัดแย้ง
แนวทางนี้ไม่เพียงแต่เป็นการสร้าง Soft Power ให้กับไทยในเวทีโลก แต่ยังเป็นการสร้างพื้นที่ปลอดภัย (Safe Zone) สำหรับการเจรจาสันติภาพร่วมกับกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งจะช่วยลดแรงกระแทกจากความผันผวนทางเศรษฐกิจ และสร้างบทบาทผู้นำทางการทูตให้ไทยท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจได้อย่างสง่างาม
เรียบเรียง : อมรเดช ชูสุวรรณ บรรณาธิการข่าวการเมือง
แหล่งที่มา : คมชัดลึก (คลิกชม)


