
เขมรรบไทย วิกฤตไทย สู่ เวทีโลก?
ความรุนแรงที่อุบัติขึ้นตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา บริเวณ “ปราสาทพระวิหาร” มรดกโลกเจ้าปัญหากำลังจุดชนวนความตึงเครียดขึ้นสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งนักวิเคราะห์ตะวันตกบางสำนักมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันจากการเมืองภายในทั้งของไทยและกัมพูชาเอง
ความรุนแรงที่อุบัติขึ้นตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา บริเวณ “ปราสาทพระวิหาร” มรดกโลกเจ้าปัญหากำลังจุดชนวนความตึงเครียดขึ้นสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งนักวิเคราะห์ตะวันตกบางสำนักมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันจากการเมืองภายในทั้งของไทยและกัมพูชาเอง
โดย...ทีมข่าวต่างประเทศ
ความรุนแรงที่อุบัติขึ้นตามแนวชายแดนไทยกัมพูชา บริเวณ “ปราสาทพระวิหาร” มรดกโลกเจ้าปัญหากำลังจุดชนวนความตึงเครียดขึ้นสู่ระดับภูมิภาค ซึ่งนักวิเคราะห์ตะวันตกบางสำนักมองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นส่วนหนึ่งได้รับแรงผลักดันจากการเมืองภายในทั้งของไทยและกัมพูชาเอง
ดังในรายงาน เดเนียล รุค ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าวเอเอฟพีของฝรั่งเศส ที่ได้ตีแผ่รายงานเมื่อวันที่ 8 ก.พ. อ้างนักวิชาการชื่อดังอย่าง วิลเลียม เคส ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งมหาวิทยาลัยฮ่องกง ว่า ความเร่าร้อนในเรื่องของกระแสชาตินิยมทั้งในกัมพูชาและไทยนั้น ถือว่าอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งระหว่างเพื่อนบ้านทั้งสองประเทศนี้ด้วย
“ฮุนเซนกำลังเล่นบทสร้างกระแสรักชาติขึ้น และกำลังสร้างความนิยมให้กับตัวเอง ขณะที่ในฝั่งไทยนั้น การปลุกกระแสชาตินิยมไม่ได้มาจากรัฐบาล แต่มาจากกลุ่มผู้ประท้วง” เคส กล่าว
อย่างไรก็ตาม สุดท้ายแล้วศาสตราจารย์ผู้นี้เชื่อว่าในที่สุด ผู้นำทั้งสองประเทศจะไม่ปล่อยให้สถานการณ์เลยเถิดไปจนถึงระดับที่ควบคุมไม่ได้
“ฮุนเซนถือเป็นคนไม่ง่ายนัก แต่ผมคิดว่าเหตุการณ์นี้จะไม่ถูกปล่อยให้เลยเถิดจนควบคุมไม่อยู่”
ขณะเดียวกันทางด้านหนังสือพิมพ์เทเลกราฟของอังกฤษ ได้รายงานอ้างมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มองว่า ข้อพิพาทในครั้งนี้ส่วนหนึ่งเป็นปัญหาจากการเมืองภายในของไทยด้วยเช่นกัน
“มีกลุ่มทหารและพันธมิตรที่กระหายสงคราม และต้องการขึ้นเป็นรัฐบาล กำลังตีรวนให้เกิดกระแสชาตินิยมขึ้นในไทย ด้วยการกระตุ้นการสู้รบหรือการปะทะ เพื่อหวังผลคะแนนเสียงในการเลือกตั้งที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้” เทเลกราฟ รายงาน
กระนั้นก็ตาม ดูเหมือนว่าข้อพิพาทนี้กำลังถูกผลักดันให้จากการเป็นข้อพิพาทในระดับทวิภาคี ขึ้นสู่การเป็นปัญหาในระดับภูมิภาค และระดับโลกมากขึ้น หลังจากที่นายกรัฐมนตรี ฮุนเซน แห่งกัมพูชา ได้ส่งจดหมายถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอสซี) ให้ส่งกองกำลังของยูเอ็นเข้ามายังพื้นที่พิพาท รวมทั้งบริเวณปราสาทพระวิหาร เพื่อแก้ปัญหาการปะทะทางทหารตามแนวชายแดนใกล้ปราสาทพระวิหาร
ผู้นำกัมพูชายังโจมตีและดูแคลนไทยอย่างต่อเนื่อง ดังที่ได้กล่าวในระหว่างการเป็นประธานในพิธีมอบปริญญาบัตรในกรุงพนมเปญเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า “ประเทศไทยเต็มไปด้วยผู้มีความรู้และนักวิชาการ กลับไม่ใช้เครื่องมือทางกฎหมายจัดการกับปัญหาในเรื่องพรมแดน แต่แสดงท่าทีก้าวร้าวและรุกรานโจมตีประเทศเล็กๆ อย่างกัมพูชา”
ผู้นำกัมพูชาไม่เพียงแต่ได้ส่งจดหมายร้องเรียนไปยังยูเอ็นเอสซีเท่านั้น แต่ยังได้สั่งการให้ ฮอร์นัมฮง รัฐมนตรีต่างประเทศและรองนายกรัฐมนตรี บินตรงไปยังสำนักงานใหญ่สหประชาชาติ ที่มหานครนิวยอร์ก ในสหรัฐ เพื่อล็อบบี้สมาชิกถาวรคณะมนตรีความมั่นคงฯ ให้ส่งกองกำลังของยูเอ็นเข้ามายังพื้นที่พิพาทด้วย ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของกัมพูชาถึงความได้เปรียบ ถ้าหากสหประชาชาติจะเข้ามาร่วมแก้ปัญหานี้จริง
ก่อนหน้านั้น รัฐบาลกรุงพนมเปญยังได้เชิญคณะทูตของประเทศสมาชิกถาวรยูเอ็นเอสซี ทั้งของสหรัฐอเมริกา จีน รัสเซีย ฝรั่งเศส และอังกฤษ ชี้แจงเหตุการณ์การปะทะทางทหารตามชายแดนไทยกัมพูชาด้วย
อย่างไรก็ตาม ยูเอ็นเอสซียังไม่เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีความสำคัญพอที่จะขึ้นไปถึงโต๊ะเจรจาของคณะมนตรีความมั่นคงในเวลานี้ และเห็นว่าสมควรที่จะให้เป็นหน้าที่ของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ยในระดับภูมิภาคเสียก่อน
มาเรีย ลุยซา ริเบโร วิออตติ ประธานยูเอ็นเอสซี กล่าวว่า แม้ว่าสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงเองยินดีที่จะพบปะหารือเพื่อถกถึงปัญหาดังกล่าว แต่ทว่ายูเอ็นเอสซียังคงไม่มีแผนที่จะเรียกประชุมพิเศษขึ้นเพื่อหารือกรณีพิพาทของทั้งสองประเทศในขณะนี้ พร้อมกับยืนยันว่าปัญหาดังกล่าวสมควรจะได้รับการแก้ไขและหาทางออกในระดับภูมิภาคเสียก่อน โดยจะให้เป็นความรับผิดชอบของอาเซียน ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย
ทั้งนี้ มาร์ตี นาตาเลกาวา รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานอาเซียนในวาระปัจจุบัน ได้เดินทางเยือนและพูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของทั้งสองประเทศต่อปัญหาที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันจันทร์ที่ผ่านมา พร้อมเสนอเป็นตัวกลางในการเจรจาความขัดแย้ง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอการเป็นตัวกลางดังกล่าวจากอาเซียนยังคงถูกปฏิเสธจากฝ่ายไทยที่มองว่า “ไม่มีความจำเป็น” และอาเซียนไม่มีสิทธิในการแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิก
ทางด้าน ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ประธานที่ปรึกษาโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ให้สัมภาษณ์กับโพสต์ทูเดย์ต่อคำถามที่ว่า หากปัญหานี้ถูกดึงขึ้นสู่เวทีสหประชาชาติจริงนั้นจะส่งผลกระทบต่อไทยเช่นไร
“เมื่อยูเอ็นเข้ามา ไทยก็มีโอกาสแพ้แน่นอน เพราะในสายตาของชาวโลก เราได้แพ้ไปแล้วนับตั้งแต่มีการตัดสินของศาลโลกในปี 1962 ไปแล้ว” ดร.ชาญวิทย์ กล่าว
นักวิชาการชื่อดังชี้ด้วยว่า ในขณะนี้ปัญหาได้ลุกลามไปสู่ระดับพหุภาคีแล้ว จากเดิมที่เป็นปัญหาในระดับทวิภาคีเท่านั้น และกำลังลุกลามกลายเป็นสงครามไปในที่สุด
ส่วนทางด้านนักวิชาการฝั่งกัมพูชานั้นแสดงความต้องการให้มีบุคคลที่สามเข้ามาไกล่เกลี่ยต่อปัญหานี้
“ผมไม่คิดว่าความขัดแย้งจบลงได้โดยปราศจากการเข้ามาร่วมในปัญหานี้จากบุคคลที่สาม และหากขาดความชัดเจน (บริเวณชายแดน) ระหว่างสองประเทศ” สมโบ มานารา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยโรยัล ออฟ พนมเปญ กล่าว
ในท้ายที่สุด ขณะที่ความกดดันทางการทูตกำลังรุมเร้ากัมพูชาและไทยอย่างหนักไม่ว่าจะจากทั้งจีน สหรัฐ สหภาพยุโรป (อียู) มาเลเซีย และเวียดนาม รวมถึงอาเซียน ให้ทั้งสองประเทศใช้ความอดกลั้นอย่างถึงที่สุดนั้น แต่สำหรับท่าทีจากสหรัฐซึ่งเป็น 1 ใน 5 คณะมนตรีถาวรแห่งคณะมนตรีความมั่นคงฯ และเป็นมหาอำนาจทรงอิทธิพลที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยังยืนยันว่า ยังไม่ได้ตัดสินใจว่ายูเอ็นควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องในปัญหานี้ด้วยหรือไม่
“สหรัฐยังไม่ตัดสินใจว่าสหประชาชาติ ควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องหรือไม่หลังจากที่กัมพูชาได้เรียกร้องขอให้คณะมนตรีความมั่นคงฯ ให้เข้าแทรกแซงอย่างเร่งด่วน เรากำลังหารือถึงทางออกที่เหมาะสมที่สุดกับคณะมนตรีความมั่นคงฯ” ฟิลิปส์ โครว์ลีย์ โฆษกของทำเนียบขาว กล่าว







