posttoday
WMO ชี้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น หลังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่ง

WMO ชี้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น หลังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่ง

19 ตุลาคม 2568

ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่มีการเริ่มวัดค่าอย่างเป็นระบบในปี 1957 องค์การอุตุนิยมวิทยาโลกเตือนสภาพอากาศสุดขั้วอาจรุนแรงขึ้น

KEY

POINTS

  • องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) รายงานว่าระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในชั้นบรรยากาศพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงและเกิดบ่อยขึ้น
  • ความเข้มข้นของ CO₂ ในปี 2023-2024 เพิ่มขึ้นในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่ปี 1957 โดยมีสาเหตุหลักมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและไฟป่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
  • ก๊าซเรือนกระจกสำคัญอื่น ๆ เช่น มีเทนและไนตรัสออกไซด์ก็เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน ขณะที่ระบบดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติเริ่มเสื่อมประสิทธิภาพลง

องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) เปิดเผยรายงานฉบับใหม่ระบุว่า ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ในชั้นบรรยากาศของโลกได้พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ซึ่งอาจส่งผลให้โลกร้อนขึ้นอีก และก่อให้เกิดเหตุการณ์สภาพอากาศสุดขั้วเพิ่มมากขึ้น

 

รายงานซึ่งเผยแพร่ล่วงหน้าก่อนการประชุมสุดยอดด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติที่จะจัดขึ้นที่ประเทศบราซิลในเดือนหน้า ระบุว่า ระหว่างปี 2023 ถึง 2024 ความเข้มข้นเฉลี่ยของ CO₂ ทั่วโลกเพิ่มขึ้นถึง 3.5 ส่วนในหนึ่งล้านส่วน (ppm) ซึ่งถือเป็นอัตราการเพิ่มสูงที่สุดนับตั้งแต่มีการเริ่มวัดค่าอย่างเป็นระบบในปี 1957

 

ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้ระดับ CO₂ เพิ่มสูงขึ้นในปีที่ผ่านมา ได้แก่ การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลและจำนวนไฟป่าที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคอเมริกาใต้ รายงานยังเน้นย้ำว่า จำเป็นต้องดำเนินมาตรการที่เข้มข้นยิ่งขึ้นในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

 

"ความร้อนที่ถูกกักไว้โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ กำลังเร่งให้ภูมิอากาศของเราเปลี่ยนแปลงเร็วขึ้น และนำไปสู่สภาพอากาศสุดขั้วที่ถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น" นางโค แบร์เร็ตต์ รองเลขาธิการ WMO กล่าว

 

นอกจาก CO₂ แล้ว รายงานยังชี้ให้เห็นว่า ก๊าซเรือนกระจกที่มีความสำคัญอื่น ๆ ได้แก่ มีเทน และไนตรัสออกไซด์ ก็เพิ่มขึ้นถึงระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นกัน โดยมีเทนเพิ่มขึ้น 16% และไนตรัสออกไซด์เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม ขณะที่ CO₂ เพิ่มขึ้นถึง 52%

 

"ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นก๊าซที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศและมีอายุยืนยาวมาก...โมเลกุลแต่ละโมเลกุลที่ถูกปล่อยออกไปจะส่งผลกระทบต่อระบบโลกทั้งหมด" ดร.ออกซานา ทาราโซวา เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์อาวุโสของ WMO กล่าวในการแถลงข่าวที่นครเจนีวา

WMO ชี้สภาพอากาศสุดขั้วรุนแรงขึ้น หลังก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์พุ่ง

 

แม้ว่าประมาณ 50% ของการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกดูดซับโดยป่าไม้ พื้นดิน และมหาสมุทร ซึ่งเรียกว่าระบบดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ (carbon sinks) แต่ความสามารถของระบบเหล่านี้ในการดูดซับก๊าซกลับเริ่มลดลง

 

"เราต้องพึ่งพาระบบธรรมชาติเหล่านี้เพื่อช่วยชดเชยผลกระทบจากกิจกรรมของมนุษย์ แต่ระบบเหล่านี้กำลังเผชิญกับความเครียดมากขึ้น จนเริ่มสูญเสียความสามารถในการช่วยเหลือ" ดร.ทาราโซวากล่าว

 

ทั้งนี้ ในปี 2023 ป่าไม้ในแอมะซอนเผชิญกับภาวะเครียดจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นและปริมาณฝนที่ลดลง อันเป็นผลมาจากปรากฏการณ์เอลนีโญ (El Niño) ซึ่งเกิดบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันออก และส่งผลให้เกิดภาวะแห้งแล้งต่อเนื่องจนถึงปี 2024

 

"เมื่อไม้ยืนต้นเผชิญกับความเครียด ไม่มีน้ำหล่อเลี้ยง และอุณหภูมิสูงจัด...ต้นไม้จะไม่สามารถสังเคราะห์แสงได้" ดร.ทาราโซวากล่าวเพิ่มเติม

ข่าวล่าสุด

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน

EmbeddingGemma 2 โมเดล AI ใหม่จาก Google รันได้บนสมาร์ทโฟน